สภา “รับทราบ” รายงานนิรโทษกรรม แต่โหวตคว่ำข้อสังเกต กมธ.

ปฏิกิริยา สส. ภูมิใจไทย นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล หลังสภาโหวตคว่ำข้อสังเกตของ กมธ.ศึกษาแนวทางการตรากฎหมายนิรโทษกรรม

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ปฏิกิริยา สส. ภูมิใจไทย นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล หลังสภาโหวตคว่ำข้อสังเกตของ กมธ.ศึกษาแนวทางการตรากฎหมายนิรโทษกรรม
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร “รับทราบ” รายงานผลการศึกษาแนวทางการตรากฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมือง โดยไม่มีการลงมติในส่วนของตัวรายงาน แต่ “ตีตก” ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) โดยมี สส. เพื่อไทยเพียง 11 คนที่โหวตเห็นชอบทั้งที่เป็นผู้ญัตติ และเป็นประธาน กมธ. ชุดนี้

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา นักการเมืองแทบทุกพรรค ยกเว้นพรรคประชาชน (ปชน.) แสดงความไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมคดี 112 และขู่ว่าจะโหวต “คว่ำ” รายงานทั้งฉบับ

โดยปกติการเสนอรายงานที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณา/ศึกษาแล้วเสร็จต่อสภา จะเปิดโอกาสให้สมาชิกได้อภิปราย แล้วถือเป็นการรับทราบ โดยไม่ต้องลงมติ ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 แต่เมื่อเกิดความเห็นต่างกันอย่างมากในหมู่ สส. จึงมีข้อเสนอให้ตัดเนื้อหารายงานซึ่งมี 57 หน้า โดยแยกเป็น 2 ส่วน

  • ส่วนแรก ตัวรายงานผลการศึกษา (หน้า 1-53) ที่ประชุมสภาไม่ต้องลงมติ
  • ส่วนที่สอง ข้อสังเกตของ กมธ. (หน้า 54-57) ที่ประชุมสภาลงมติ “ไม่เห็นชอบ” ด้วยคะแนนเสียง 270 ต่อ 152 งดออกเสียง 5 ไม่ลงคะแนน 1

รายงานฉบับนี้จัดทำโดย กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม สภาผู้แทนราษฎร จำนวน 35 คน มีนายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นประธาน ซึ่งผลการศึกษาเสร็จสิ้นตั้งแต่นายชูศักดิ์ยังไม่เข้าดำรงตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แต่กว่าสภาจะได้ฤกษ์พิจารณารายงานนี้ก็เมื่อสัปดาห์ก่อน (17 ต.ค.)

ในวันนั้น สส. พรรคภูมิใจไทย (ภท.), พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.), พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายย้ำจุดยืนว่า ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมการกระทำความผิดให้แก่ผู้ต้องหา/จำเลย ฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือ “คดี 112” โดยให้เหตุผลว่า มาตรา 112 ไม่ใช่คดีการเมือง พร้อมยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ “คดีล้มล้างการปกครอง” ขึ้นมาเตือนให้ระวังว่าอาจทำผิดกฎหมาย

นักการเมืองจากพรรคร่วมรัฐบาลประกาศกลางสภาว่า จะลงมติ “ไม่รับรายงาน” และ “ไม่เห็นชอบ” กับข้อสังเกตของ กมธ. เพราะไม่ต้องการให้สภาส่งรายงานนี้ไปให้รัฐบาลดำเนินการต่อ เพื่อ “ตัดไฟแต่ต้นลม” ไม่ให้กลายเป็นสารตั้งต้นที่ฝ่ายใดจะนำไปอ้างอิงเพื่อออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมการกระทำความผิดตามมาตรา 110 (ประทุษร้ายพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์) และมาตรา 112 (หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ) ในอนาคต

ขณะที่ กมธ. และ สส. พรรคก้าวไกลเดิม/พรรคประชาชน อภิปรายสนับสนุนรายงาน และเห็นควรให้รวมคดี 112 ไว้ในกฎหมายนิรโทษกรรมด้วย เพื่อ “เปิดประตูบานแรกให้ลูกหลานได้กลับบ้าน”

ในจังหวะที่ กมธ. บางส่วนจะขอชี้แจงเพิ่มเติม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภา สังกัดพรรค พท. ในฐานะประธานที่ประชุม ได้พยายามตัดบท โดยบอกว่าชี้แจงมาเยอะแล้ว และถามว่า กมธ. ว่าจะชี้แจงอีก หรือจะลงมติ ก่อนเกิดเหตุไม่คาดคิดเมื่อประธานกล่าวว่า “ไม่อย่างนั้นวันนี้ไม่จบ ขอปิดประชุม” ในเวลา 16.58 น. ของวันที่ 17 ต.ค. ก่อนที่สภาจะกลับมาถกกันอีกครั้งในวันนี้ (24 ต.ค.)

ชูศักดิ์ ศิรินิล (ขวา) กับ นิกร จำนง ประธานอนุ กมธ.พิจารณาศึกษาข้อมูลและสถิติคดีความผิดอันเนื่องมาจากแรงจูงใจทางการเมือง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ชูศักดิ์ ศิรินิล (ขวา) กับ นิกร จำนง ประธานอนุ กมธ.พิจารณาศึกษาข้อมูลและสถิติคดีความผิดอันเนื่องมาจากแรงจูงใจทางการเมือง

รายงานของ กมธ. ชุดนายชูศักดิ์จัดให้คดีมาตรา 110 และมาตรา 112 เป็น “คดีที่มีความอ่อนไหว” อาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้ จึงไม่ได้ชี้ชัดว่าจะรวมอยู่ในกฎหมายนิรโทษกรรมหรือไม่ เพียงแต่บันทึกความเห็นของ กมธ. ที่แบ่งออกเป็น 3 แนวทางคือ 1. ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมคดีที่มีความอ่อนไหว 2. เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมคดีที่มีความอ่อนไหวโดยมีเงื่อนไข และ 3. เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมคดีที่มีความอ่อนไหว (ปรากฏในตัวรายงาน หน้า 31-48 ไม่ได้อยู่ในข้อสังเกต)

ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. อภิปรายสนับสนุนรายงาน โดยระบุตอนหนึ่งว่า มีผู้ห่วงว่ารายงานนี้จะทำให้เกิดการนิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวกับมาตรา 112 ขอย้ำว่า ไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมคดี 112 และวันนี้ไม่ใช่การเสนอ พ.ร.บ.แก้ไขมาตรา 112 หรือ พ.ร.บ.นิรโทษกรมคดีตามมาตรา 112 แต่ควรตั้งคำถามว่า คดีเกี่ยวกับมาตรา 112 เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมือง หรือความขัดแย้งในสังคมไทยหรือไม่ ถ้าใช่ เราจะแก้ปัญหาความขัดแย้งทางสังคมกันอย่างไร แล้วจะทำอย่างไรกับการบังคับใช้กฎหมายนี้ เป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันต่อ

“วาระนี้ไม่ใช่โอกาสที่พรรคการเมืองจะมาแข่งกันแสดงความจงรักภักดี ถ้าเห็นด้วยกับการนิรโทษ ก็แสดงว่าไม่จงรักภักดี หรือไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษ จึงจะแสดงตวามจงรักภักดี ไม่ใช่ แต่คือวาระที่เราจะต้องหาทางว่าเราจะแก้ปัญหาทางสังคมกันหรือไม่” นายจาตุรนต์กล่าว

แม้แกนนำพรรค พท. หลายคนออกมายืนยันหลายครั้งว่า รายงานฉบับนี้ไม่ได้บังคับหรือผูกมัด ครม. ว่าต้องดำเนินการตามที่เสนอ ไม่ใช่การพิจารณากฎหมาย เป็นเพียงการศึกษาในเชิงหลักการตามที่ได้รับมอบหมายจากสภาเท่านั้น แต่ก็ไม่ทำให้ สส. พรรคร่วมรัฐบาลรู้สึกสบายใจ

ก่อนการประชุมสภาจะเริ่มต้นขึ้นวันนี้ (24 ต.ค.) พรรค พท. เรียกประชุม สส. ของพรรคที่อาคารรัฐสภา โดยมีนายชูศักดิ์ทำหน้าที่ชี้แจงและตอบข้อซักถามของเพื่อนร่วมพรรค ซึ่งเขาย้ำว่า รายงานนี้เป็นรายงานที่เสนอโดยพรรค พท. และได้ประชุม กมธ. มา 19 ครั้ง ไม่มี กมธ. รายใดคัดค้านในรายงานนี้ว่าไม่ถูกต้อง

“ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยจึงมีความเห็นว่า เราจะรับทราบรายงาน รวมถึงเห็นชอบกับข้อสังเกต ส่วนพรรคอื่นจะไม่เห็นชอบก็แล้วแต่แต่ละพรรค” นายชูศักดิ์กล่าวและย้ำว่า การโหวตเป็นเอกสิทธิ์ การที่พรรคร่วมรัฐบาลจะมีความเห็นอย่างไร ถือว่าเป็นเอกสิทธิ์ ไม่ได้ว่าอะไรกัน

อย่างไรก็ตามมี สส. เพื่อไทยบางคน ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการส่งรายงานไปยังรัฐบาล

ดินเนอร์หัวหน้าพรรค

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ในวงหารือระหว่างหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อ 21 ต.ค. ได้หยิบยกเรื่องนิรโทษกรรมมาพูดคุยกัน แต่นายกฯ แพทองธาร บอกว่า บางอย่างเป็นเรื่องละเอียดอ่อน มีทั้งที่เห็นตรงกันและไม่ตรงกัน จึงไม่ขอลงในรายละเอียด และย้ำว่า “เรื่องของสภาและรัฐบาลแยกกัน จึงไม่มีเรื่องที่ต้องทะเลาะกัน”

ข้อสังเกตที่ถูกตีตกเขียนไว้อย่างไร

ข้อสังเกตของ กมธ. ที่จะถูกตัดออกจากรายงานศึกษาแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก่อนส่งถึงมือรัฐบาล มีเนื้อหารวม 6 ข้อ ซึ่งนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชป. เห็นว่า ข้อสังเกตของ กมธ. มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับตัวรายงานชัดเจน ไม่สามารถแยกส่วนออกจากกันได้

สำหรับเนื้อหาที่เขาคิดว่ามีปัญหา ประกอบด้วย ข้อ 9.1, 9.5, 9.6

ข้อสังเกต ข้อ 9.1 ระบุว่า ครม. ควรพิจารณารายงานของ กมธ. เพื่อนำไปเป็นแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรมโดยเร็ว เท่ากับแปลว่าถ้ารัฐบาลหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งเลือก 2 แนวทางหลังคือ ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมความผิดตามมาตรา 110 มาตรา 112 แบบสุดโต่ง หรือแบบมีเงื่อนไขก็ตาม ก็สามารถทำได้โดยอาศัยข้อสังเกตข้อ 9.1 ของ กมธ. เป็นสารตั้งต้น

ข้อสังเกต ข้อ 9.5 ระบุว่า ในระหว่างยังไม่มีการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ครม. ควรกำหนดนโยบายให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมดำเนินการตามกลไกกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน ดังนี้ 1. ตำรวจ ให้เร่งสั่งฟ้อง/สั่งไม่ฟ้อง 2. อัยการ เสนอให้อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง ตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการปี 2553 ซึ่งอาจทำให้กลายเป็นการเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ 3. ศาล ระบุอาจใช้ดุลพินิจเลื่อนคดี จำหน่ายคดีชั่วคราว ปล่อยตัวชั่วคราว ทำให้นายจุรินทร์ตั้งคำถามว่าข้อสังเกตของ กมธ. ดังกล่าวจะเป็นการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมหรือไม่

ข้อสังเกต ข้อ 9.6 ระบุว่า ควรคืนสิทธิทางการเมืองให้กับผู้ได้รับการนิรโทษกรรม นายจุรินทร์ตีความว่า ข้อนี้ก็จะแปลว่าเป็นการรวมการกระทำความผิดตามมาตรา 110 และมาตรา 112 ด้วย

จุรินทร์ ชี้แจงสาเหตุที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นชอบรายงานนิรโทษกรรม และข้อสังเกต กมธ. เพราะกลัวจะเป็น "สารตั้งต้น" นำไปสู่การนิรโทษกรรมคดี 112

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, จุรินทร์ ชี้แจงสาเหตุที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นชอบรายงานนิรโทษกรรม และข้อสังเกต กมธ. เพราะกลัวจะเป็น "สารตั้งต้น" นำไปสู่การนิรโทษกรรมคดี 112

2.8 ล้านคดีการเมืองที่ไม่รู้อนาคต

กมธ.ศึกษาแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กำหนดช่วงระยะเวลาในการนิรโทษกรรม ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2548 ถึงปัจจุบัน พร้อมเสนอแนวทางในการยกร่างกฎหมายว่าให้ทำ 2 ฉบับ ฉบับที่หนึ่ง กฎหมายที่ยกเว้นความผิดให้กับผู้ชุมนุมทางการเมืองในฐานความผิดที่ กมธ. เห็นตรงกันและคนส่วนใหญ่ในสังคมมีความเห็นสอดคล้องต้องกัน ฉบับที่สอง กฎหมายที่กำหนดกระบวนการ กลไก และขั้นตอนต่าง ๆ ในการดำเนินการกับผู้ชุมนุมทางการเมืองที่กระทำความผิดในฐานความผิดที่ยังมีข้อถกเถียงในสังคม กมธ. ยังมีความเห็นไม่ตรงกันและคนส่วนใหญ่ในสังคมยังไม่มีความเห็นสอดคล้องต้องกัน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติและไม่ทำให้ผู้ชุมนุมทางการเมืองบางส่วนไม่ได้รับการนิรโทษกรรม เพราะต้องรอให้ทุกภาคส่วนเห็นสอดคล้องต้องกันทั้งหมด

ปัจจุบันมี ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีการเมืองที่รอการบรรจุเข้าสภา ทั้งสิ้น 4 ฉบับ เสนอโดย สส. ของ 3 พรรคการเมือง ได้แก่ ร่างของพรรคก้าวไกล (ปัจจุบันเป็นพรรคประชาชน), ร่างของพรรคครูไทยเพื่อประชาชน, ร่างของพรรครวมไทยสร้างชาติ และร่างของภาคประชาชนที่ร่วมกันเข้าชื่อกว่า 3 หมื่นคนเสนอต่อสภา 1 ฉบับ ทั้งนี้นายชูศักดิ์คาดว่า ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเหล่านี้ จะได้พิจารณาในสมัยประชุมหน้า

อย่างไรก็ดียังไม่มีความชัดเจนว่าเมื่อสภาลงมติ “คว่ำ” ข้อสังเกตของ กมธ. โอกาสในการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีการเมือง โดยเฉพาะคดีที่มีความอ่อนไหว จะเป็นอย่างไรต่อไป

ข้อเสนอของ กมธ.ศึกษาแนวทางนิรโทษกรรม ให้เริ่มต้นนิรโทษกรรมความผิดตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งมีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อขับไล่รัฐบาล "ทักษิณ"

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ข้อเสนอของ กมธ.ศึกษาแนวทางนิรโทษกรรม ให้เริ่มต้นนิรโทษกรรมความผิดตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งมีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อขับไล่รัฐบาล "ทักษิณ"

ในระหว่างการศึกษาของ กมธ. ชุดนี้ หน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม 6 หน่วยงาน ได้ส่งข้อมูลและสถิติคดีความผิดอันเนื่องมาจากแรงจูงใจทางการเมืองให้แก่ กมธ. โดย กมธ. มอบหมายให้อนุ กมธ. พิจารณาศึกษาข้อมูลและสถิติคดีความผิดอันเนื่องมาจากแรงจูงใจทางการเมือง และอนุ กมธ. ศึกษาและจำแนกการกระทำเพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม รับไปวิเคราะห์ต่อ

อนุ กมธ. เห็นว่า ข้อมูลที่ควรใช้เป็นหลักในการพิจารณาคือ ข้อมูลของสำนักงานศาลยุติธรรม เนื่องจากมีความชัดเจนแน่นอนและมีการฟ้องร้องเป็นคดีแล้ว พบว่า ตั้งแต่ปี 2548-2567 มีคดีการเมืองทั้งสิ้น 2,839,169 คดี

ข้อสังเกตตามรายงานฉบับนี้คือ กลุ่มผู้ชุมนุมในช่วงปี 2550-2553 (มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ พธม. ภาค 2 และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ หรือ นปก. และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.) มีคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 6 ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน (เกี่ยวกับวางเพลิงเผาทรัพย์) มากกว่าในช่วงปีอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนปี 2563-2567 (มีการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา และประชาชนแนวร่วมกลุ่ม “ราษฎร”) มีคดีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มากกว่าในช่วงปีอื่นอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจากรายงาน กมธ. ระบุด้วยว่า ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา มีคดีการเมืองทั้งสิ้น 683,799 คดี ในจำนวนนี้เป็นความผิดต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท (มาตรา 107-112) จำนวน 329 คดี และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จำนวน 15,911 คดี

แนวร่วม "ราษฎร" ชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำและแนวร่วมที่ถูกคุมขังภายในเรือนจำ เมื่อ มี.ค. 2564

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, แนวร่วม "ราษฎร" ชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำและแนวร่วมที่ถูกคุมขังภายในเรือนจำ เมื่อ มี.ค. 2564

เมื่อจำแนกสถิติคดีในช่วง 19 ปีที่ผ่านมา (2548-2567) พบการกระทำความผิด 10 ลำดับแรก ดังนี้

  • พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำนวน 2,638,125 คดี
  • ความผิดต่อร่างกาย มาตรา 295-300 จำนวน 327,722 คดี
  • ความผิดฐานบุกรุก มาตรา 362-366 จำนวน 143,830 คดี
  • พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำนวน 80,211 คดี
  • ความผิดต่อเสรีภาพ มาตรา 309-321 จำนวน 78,192 คดี
  • พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จำนวน 74,179 คดี
  • ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ มาตรา 358-361 จำนวน 69,021 คดี
  • ความผิดต่อเจ้าพนักงาน มาตรา 136-146 จำนวน 58,847 คดี
  • พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำนวน 21,296 คดี
  • ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดเพลิงไหม้ มาตรา 217-220 จำนวน 9,592 คดี

ที่มา: สรุปจากภาคผนวก 2 ของรายงานผลการศึกษาแนวทางการตรากฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมือง สภาผู้แทนราษฎร

เสียงหนุน-เสียงต้าน

แม้ประธานที่ประชุมขานผลการลงมติ “ไม่เห็นชอบ” กับข้อสังเกตของ กมธ. ด้วยคะแนนเสียง 270 ต่อ 152 งดออกเสียง 5 ไม่ลงคะแนนเสียง 1 แต่เอกสารบันทึกผลการลงมติจัดทำโดยกลุ่มงานรายงานการประชุม สำนักรายงานการประชุมและชวเลข บันทึกมติว่า มีสมาชิกลงมติไม่เห็นด้วย 269 ต่อ 151 เสียง งดออกเสียง 5 ไม่ลงคะแนนเสียง 1

สำหรับ สส. 151 คนที่ลงมติ “เห็นด้วย” กับข้อสังเกตของ กมธ. ประกอบด้วย

พรรคประชาชน 138 คน โดยมี 7 คน ไม่ปรากฏการลงคะแนน (หมายถึง ไม่ลงมติ/ลาประชุม/ขาดประชุม)

พรรคเพื่อไทย 11 คน ได้แก่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง, นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์, นายชูศักดิ์ ศิรินิล, นายทศพร เสรีรักษ์, นายประยุทธ์ ศิริพานิชน์, นายภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ, นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ, นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายสุธรรม แสงประทุม, นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ

แม้พรรค พท. มีมติให้รับรายงานและข้อสังเกตจาก กมธ. แต่ผลการลงมติชัดเจนว่า สส. เกือบทั้งพรรคถึง 115 คนโหวตไม่เห็นด้วย ส่วนอีก 4 คน งดออกเสียง ซึ่งมี น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ บุตรสาว พล.อ.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ “เสธ.แดง” ผู้เป็นเจ้าของญัตติ รวมอยู่ในกลุ่มงดออกเสียงด้วย และมี สส. อีก 12 คนไม่ปรากฏการลงมติ

ส่วนอีก 2 เสียงที่ลงมติเห็นชอบมาจาก สส. พรรคไทยก้าวหน้า 1 คน และพรรคเป็นธรรม 1 คน

ด้าน สส. พรรคร่วมรัฐบาลที่อยู่ในห้องประชุมต่างโหวตไปในทิศทางเดียวกันคือ “ไม่เห็นด้วย” 152 เสียง ดังนี้

พรรคภูมิใจไทย 65 คน ไม่ลงคะแนน 1 คนคือ นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภา และไม่ปรากฏการลงคะแนน 4 คน

พรรคพลังประชารัฐ 26 คน และอีก 14 คนไม่ปรากฏการลงคะแนนคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และหัวหน้าพรรค และ สส. กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อีก 13 คน

พรรครวมไทยสร้างชาติ 28 คน ไม่ปรากฏการลงคะแนน 9 คน

พรรคประชาธิปัตย์ 13 คน ไม่ปรากฏการลงคะแนน 12 คน

พรรคชาติไทยพัฒนา 5 คน ไม่ปรากฏการลงคะแนน 5 คน

พรรคประชาชาติ 6 คน งดออกเสียง 1 ไม่ปรากฏการลงคะแนน 2 คน

พรรคชาติพัฒนา 3 คน

พรรคกล้าธรรม 3 คน

พรรคไทรวมพลัง 2 คน

พรรคครูไทยเพื่อประชาชน 1 คน