ข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่จะมีทรัมป์เป็นตัวกลางในอนาคต แนวโน้มจะเป็นเช่นไร

ที่มาของภาพ, Getty
- Author, โอค์ซานา โทรอป
- Role, บีบีซีแผนกภาษายูเครน
- Reporting from, กรุงเคียฟ
โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐอเมริกาได้ให้คำมั่นว่าจะยุติสงครามในยูเครน “ภายใน 1 วัน” แต่ยังไม่ได้ให้รายละเอียดใด ๆ ว่าเขาจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่าแผนการยุติความขัดแย้งในภูมิภาคนี้ของทรัมป์กำลังถูกร่างอยู่ หลังจากเขาได้รับชัยชนะเมื่อต้นเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา
รัฐบาลยูเครนคาดการณ์ว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่จะพยายามนำยูเครนและรัสเซียเข้าสู่โต๊ะเจรจา ขณะที่ประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครนได้แสดงท่าทีว่าเขามีความตั้งใจที่จะยุติสงครามในปีหน้าอย่างระแวดระวัง “ด้วยวิธีการทางการทูต”
แต่ช่วงเวลาดังกล่าวมีความหมายอย่างไร และเราจะคาดหวังผลลัพธ์อะไรจากการเจรจานี้ได้บ้าง ?
พลวัตในแนวหน้าและผลการสำรวจความเห็น
สถานการณ์ในสนามรบกำลังทำให้รัสเซียเริ่มมีความได้เปรียบมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากพวกเขารุกคืบที่แนวหน้าของสมรภูมิได้ตลอดแนว
กองกำลังของรัสเซียกำลังรุกคืบในภูมิภาคดอนบาสตะวันออก รวมทั้งเคลื่อนทัพไปทางเมืองคูเปียนสก์ในภูมิภาคคาร์คิฟซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงเมืองซาปอริซเซีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคทางตะวันออกเฉียงใต้
ในเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา รัสเซียสามารถยึดครองดินแดนยูเครนได้อีก 500 ตารางกิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นความก้าวหน้ามากที่สุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2022
จากข้อมูลที่กล่าวโดยประธานาธิบดีเซเลนสกี ระบุว่า 27% ของดินแดนที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นของยูเครน ได้ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซียแล้ว ซึ่งรวมถึงไครเมียและบางส่วนของภาคตะวันออกของประเทศซึ่งถูกรัสเซียยึดครองนับตั้งแต่ปี 2014
ทุกวันนี้ เมืองซูมี คาร์คิฟ โอเดสซา และกรุงเคียฟของยูเครนยังคงถูกโจมตีด้วยระเบิดนำวิถี รวมถึงโดรนติดระเบิด
มีรายงานว่ารัฐบาลรัสเซียกำลังเตรียมการตอบโต้ครั้งใหญ่ในภูมิภาคเคิร์สก์ของรัสเซีย โดยดึงกองกำลังเกาหลีเหนือมาช่วย สำหรับยูเครนนั้นเข้ามายึดครองพื้นที่ส่วนหนึ่งของภูมิภาคนี้เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา โดยอาศัยยุทธวิธีโจมตีข้ามพรมแดนที่เหนือความคาดหมาย จากนั้นก็ยึดครองพื้นที่นี้ต่อไปเพื่อนำไปเป็นข้อต่อรองในการเจรจาสันติภาพที่อาจเกิดขึ้น
ด้านรัสเซียพยายามที่จะทำให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจเหนือกว่าหากมีการเจรจา โดยนักวิเคราะห์และตัวแทนทางทหารของยูเครนที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีต่างเชื่อว่ารัฐบาลรัสเซียกำลังรีบเร่งยึดดินแดนของยูเครนให้ทันเวลาเปิดโต๊ะเจรจาสันติภาพ ซึ่งน่าจะเริ่มขึ้นเร็วที่สุดหลังจากทรัมป์สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือน ม.ค. ปีหน้า
เป็นที่เชื่อกันอย่างกว้างขวางว่าประธานาธิบดีปูตินต้องการเคลื่อนทัพไปให้ไกลถึงพรมแดนของภูมิภาคโดเนตสต์และลูฮันสก์ หรือแม้กระทั่งยึดเมืองหลวงของภูมิภาคอื่น ๆ เช่น ซาปอริซเซีย
ดังนั้น เวลาจึงไม่ได้อยู่ข้างยูเครน เนื่องจากพวกเขากำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนกำลังพลในแนวหน้า เนื่องจากผู้ชายจำนวนมากพยายามหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร ขณะที่ผู้ที่อยู่ในแนวรบมานานกว่า 2 ปีครึ่งก็รู้สึกเหนื่อยล้าแล้ว
การขยายเกณฑ์การรับทหารได้กลายเป็นข้อถกเถียงในสังคมยูเครน หลายคนไม่พร้อมเข้าร่วมการต่อสู้ ส่วนครอบครัวที่มีสมาชิกอยู่ในแนวรบก็รู้สึกว่าพวกเขาได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม
โดยรวมแล้วชาวยูเครนรู้สึกเหนื่อยล้าจากสงคราม เนื่องจากพวกเขาต้องเผชิญกับการทิ้งระเบิด ไฟฟ้าดับ และค่ำคืนที่ไม่อาจหลับตาลงได้ มาตั้งแต่เดือน ก.พ. 2022 และตอนนี้พวกเขาก็กำลังใช้ชีวิตด้วยความกลัวว่าฤดูหนาวที่ใกล้เข้ามาจะเป็นหน้าหนาวที่ยากลำบากที่สุด

ที่มาของภาพ, Getty Images
การสำรวจความเห็นชี้ให้เห็นว่าแนวคิดเรื่องการเจรจาสันติภาพกับรัสเซียเริ่มเติบโตขึ้นในหมู่ชาวยูเครน ถึงแม้มันจะหมายถึงการสูญเสียดินแดนในกระบวนการเจรจา รวมถึงความเอาแน่เอานอนไม่ได้ในสถานการณ์ชายแดนระยะยาวก็ตาม
การสำรวจความคิดเห็นหนึ่งที่เผยแพร่โดยศูนย์วิจัยราซัมคอฟเซ็นเตอร์ แสดงให้เห็นว่า 1 ใน 3 ของชาวยูเครนสนับสนุนให้เกิดการเจรจา ซึ่งถือว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีผู้สนับสนุนเพียง 1 ใน 5
และจากการสำรวจอีกครั้งเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา พบว่าชาวยูเครนไม่ได้มั่นใจเท่าเดิมว่าในที่สุดแล้วประเทศของพวกเขาจะได้ครองชัยชนะ แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อว่ายูเครนจะเอาชนะรัสเซียได้ก็ตาม
กำลังรอ “แผนการของทรัมป์”
หลังชัยชนะของทรัมป์ ผู้สังเกตการณ์หลายคนยังรอคอยที่จะได้ยินรายละเอียดแผนสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ของเขา ทว่าแถลงการณ์หลังการเลือกตั้งครั้งแรกของเขา พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้แค่ไม่กี่วลี เช่น “เราจะทำงานอย่างหนักกับรัสเซียและยูเครน สิ่งนี้ต้องยุติได้แล้ว รัสเซียและยูเครนต้องหยุด”
จากนั้นสื่อของสหรัฐฯ รายงานว่าทรัมป์ถูกกล่าวหาว่าต่อสายโทรศัพท์คุยกับปูติน เพื่อเตือนไม่ให้ประธานาธิบดีของรัสเซียยกระดับสงคราม อย่างไรก็ตามรัฐบาลรัสเซียปฏิเสธเรื่องนี้
ผู้เชี่ยวชาญชาวยูเครนเชื่อว่า แม้แผนการของทรัมป์จะยังไม่สมบูรณ์ แต่ทีมงานของเขาน่าจะเริ่มร่างแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว
อลิโอนา เฮตแมนชุก ผู้อำนวยการ “นิว ยุโรป” สถาบันศึกษานโยบายด้านต่างประเทศที่ดำเนินการโดยชาวยูเครน เชื่อว่าท่ามกลางแนวคิดที่มีอยู่อย่างหลากหลายนั้น สุดท้ายแล้วน่าจะไปจบที่การใช้วิธีแช่แข็งเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายลง
“แช่แข็งแนวหน้าในสงครามนี้ แช่แข็งข้อสงสัยต่าง ๆ ของชาติสมาชิกนาโต แช่แข็งการให้เงินสนับสนุน ก็แค่แช่แข็งทุก ๆ สิ่งไว้” เฮตแมนชุก กล่าว
เธอคิดว่าแนวทางนี้ไม่แตกต่างจากรัฐบาลไบเดนมากนัก แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือพรรคเดโมแครตคิดว่าทางยูเครนควรเป็นผู้เริ่มเปิดการเจรจาก่อน ไม่ใช่สหรัฐฯ แม้ว่าพวกเขาสัญญาจะให้เงินสนับสนุนกับยูเครนในระยะยาวก็ตาม
ส่วนแนวทางของทรัมป์ที่จะแตกต่างจากของเดโมแครตก็คือ ทรัมป์ตั้งใจจะแต่งตั้งผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ เรื่องยูเครนเพื่อเป็นผู้นำการเจรจา ซึ่งเคียฟมองว่าเป็นแนวทางที่น่าจะให้ผลดี โดยในช่วงวาระแรกของทรัมป์ เขาเคยมีตัวแทนดังกล่าวคือ เคิร์ต โวลเกอร์ นักการทูตรุ่นเก๋าของสหรัฐฯ
“เราต้องการ ‘มิสเตอร์ยูเครน’ ที่มีอิทธิพลและเข้าถึงหูของทรัมป์ได้อย่างต่อเนื่อง” อลิโอนา กล่าว
เจ้าหน้าที่ยูเครนกำลังรอคอยโอกาสที่จะหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะกับรัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐฯ แต่ตระหนักดีว่ากระบวนการนี้ไม่ง่าย และก็เป็นอย่างที่สื่อของสหรัฐฯ ได้ชี้ให้เห็นว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับรัสเซียเช่นกัน
ไมเคิล วอลท์ซ สมาชิกรัฐสภาจากรัฐฟลอริดา ถูกเลือกโดยทรัมป์ให้ดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงมาร์โก รูบิโอ ก็ถูกเสนอชื่อให้เป็น รมว.ต่างประเทศ ซึ่งทั้งคู่ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับยูเครน เพราะพวกเขาเคยสนับสนุนแนวทางที่เข้มงวดต่อจีน อิหร่าน และรัสเซีย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้านโวโลดีมีร์ ฟีเซนโก นักวิเคราะห์ทางการเมือง มองว่ามันยังเร็วเกินไปที่จะสรุปเกี่ยวกับอิทธิพลของผู้คนเหล่านี้ โดยดูจากเพียงแถลงการณ์และการออกเสียงในสภาในอดีตของพวกเขา
“หากดูช่วงที่ผ่านมาไม่นานนี้ จุดยืนของพวกเขาผันผวนตามทรัมป์” เขาบอก
ในขณะที่เจ้าหน้าที่ของเคียฟกำลังกระตือรือร้นสร้างสายสัมพันธ์กับทีมงานใหม่ของทรัมป์ ทางประธานาธิบดีเซเลนสกีก็ตั้งความหวังไว้สูงกับช่วงเดือนท้าย ๆ ของประธานาธิบดีไบเดนด้วย
ความหวังบางส่วนได้กลายเป็นจริงแล้ว เช่น การที่ไบเดนอนุญาตให้ยูเครนใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลที่ทางสหรัฐฯ จัดหาให้ เพื่อโจมตีเข้าไปในดินแดนของรัสเซียได้ โดยนี่ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ
มีรายงานว่าสหรัฐฯ จะอนุญาตให้รัฐบาลยูเครนใช้ขีปนาวุธทางยุทธวิธี (Army Tactical Missile System – ATACMS) เพื่อปกป้องพื้นที่เล็ก ๆ ของภูมิภาคเคิร์สค์ของรัสเซีย ซึ่งยูเครนกำลังยึดครองอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม การโจมตีดังกล่าวไม่น่าเปลี่ยนดุลอำนาจในสมรภูมิแนวหน้า แต่มันอาจชะลอการรุกคืบของรัสเซียในบางพื้นที่ได้
ในขณะที่ยูเครนและรัสเซียกำลังรอว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ชุดใหม่จะทำอะไรเป็นเรื่องแรกเกี่ยวกับสงครามนี้ แต่หนึ่งสิ่งที่มีความแน่นอนอย่างยิ่งคือ การเจรจาใด ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น จะเต็มไปด้วยความซับซ้อนและใช้เวลานาน ทั้งสองประเทศ รวมถึงผู้นำทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีเซเลนสกีหรือประธานาธิบดีปูติน ล้วนมีเดิมพันที่สูงมากในกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งครั้งนี้ และอนาคตของพวกเขาก็ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการเจรจาว่าจะออกมาได้ดีเพียงใด
ภาพประกอบโดย แองเจลินา โคร์บา











