ขีปนาวุธพิสัยไกลที่สามารถโจมตีรัสเซียได้ จะส่งผลต่อสงครามในยูเครนอย่างไร

A portrait of Ukrainian President Volodymyr Zelensky. He looks sombre and is wearing black.

ที่มาของภาพ, shutterstock

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ใช้เวลาร้องขอให้ทางการสหรัฐฯ อนุญาตให้ยูเครนยิงขีปนาวุธพิสัยไกล ATACMS ไปยังรัสเซียได้ เป็นเวลาหลายเดือนแล้ว
    • Author, อิโด วอค
    • Role, บีบีซีนิวส์

เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ให้ไฟเขียวแก่ยูเครน สามารถใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลที่รัฐบาลกรุงวอชิงตันจัดหามาเพื่อโจมตีในพื้นที่ลึกเข้าไปในรัสเซียได้

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธคำขอของทางการยูเครน และไม่อนุญาตให้ยูเครนโจมตีเข้าไปดินแดนรัสเซียด้วยการใช้ขีปนาวุธ ATACMS ที่ผลิตโดยสหรัฐฯ เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้สงครามลุกลามบานปลาย

การพลิกกลับนโยบายครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นในขณะที่เหลือเวลาอีกสองเดือน ก่อนที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนจะส่งมอบอำนาจในฐานะประธานาธิบดีให้กับโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งชัยชนะในการเลือกตั้งของเขาทำให้เกิดความกลัวเกี่ยวกับอนาคตการสนับสนุนยูเครนของสหรัฐฯ

เหตุใดสหรัฐฯ จึงอนุญาตให้ยูเครนใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลโจมตีรัสเซีย

ในช่วงกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา ยูเครนได้ใช้ขีปนาวุธทางยุทธวิธี (Army Tactical Missile System - ATACMS) ในการโจมตีเป้าหมายของกองทัพรัสเซียในดินแดนยูเครนที่ถูกรัสเซียยึดครอง

ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น ระบุว่า อาวุธยุทโธปกรณ์และฮาร์ดแวร์จากอเมริกาได้ถูกนำมาใช้แล้วในรัสเซีย นั่นคือในภูมิภาคเคิร์สก์ซึ่งอยู่ติดชายแดน

แต่สหรัฐฯ ไม่เคยอนุญาตให้ยูเครนใช้ ATACMS ในดินแดนรัสเซียมาก่อน โดยเพิ่งจะมาอนุญาตตอนนี้

ยูเครนโต้แย้งว่า การไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธดังกล่าวในรัสเซียก็เหมือนกับการถูกขอให้ต่อสู้ในขณะที่มือข้างหนึ่งถูกผูกไว้ด้านหลัง

มีรายงานว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการมาถึงของกองทหารเกาหลีเหนือเพื่อสนับสนุนรัสเซียในภูมิภาคเคิร์สก์ ซึ่งยูเครนได้ยึดครองดินแดนแห่งนี้มาตั้งแต่เดือน ส.ค. ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ การกลับเข้าทำเนียบขาวของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะเกิดขึ้นในอีกเพียง 2 เดือนข้างหน้า ยังทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอนาคตการสนับสนุนยูเครนของสหรัฐฯ และเห็นได้ชัดว่าประธานาธิบดีไบเดนกระตือรือร้นที่จะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อช่วยยูเครนในช่วงเวลาอันสั้นก่อนที่เขาจะพ้นจากตำแหน่ง

มีการประเมินกันว่า การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางทหารให้ยูเครน อาจทำให้ยูเครนมีอำนาจต่อรองมากขึ้นในการเจรจาสันติภาพใด ๆ ที่รออยู่ข้างหน้า

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ยังไม่ยืนยันความเคลื่อนไหวดังกล่าว แต่เขากล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า "การโจมตีไม่ได้กระทำด้วยคำพูด...ขีปนาวุธจะพูดเพื่อตัวมันเอง"

ขีปนาวุธ ATACMS คืออะไร

ATACMS missiles are seen during South Korea-US military exercises, surrounded by barbed wire fencing and lush greenery in the background.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ในภาพคือ ATACMS ที่ถูกใช้ในการซ้อมรบระหว่างเกาหลีใต้-สหรัฐฯ มันมีพิสัยทำการไกลถึง 300 กม.

ATACMS เป็นขีปนาวุธนำวิถีจากพื้นสู่พื้นที่สามารถโจมตีเป้าหมายได้ไกลถึง 300 กม. และด้วยพิสัยการทำการของมัน ทำให้มันมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับยูเครน

ระบบขีปนาวุธนี้สร้างขึ้นโดยบริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ผลิตในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ บริษัทดังกล่าวผลิตทั้งระบบจรวดหลายลำกล้อง M270 (MLRS) ที่ติดตาม ระบบจรวดปืนใหญ่เคลื่อนที่สูง M142 (HIMARS) แบบมีล้อ โดยขีปนาวุธแต่ละลูกมีราคาประมาณ 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 50 ล้านบาท)

ATACMS ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงแข็งและเคลื่อนที่วิถีโค้งไปตามเส้นทางขีปนาวุธสู่ชั้นบรรยากาศ ก่อนที่จะพุ่งกลับลงมาด้วยความเร็วสูงและจากมุมสูง ทำให้ยากต่อการสกัดกั้น

อาวุธชนิดนี้ยังสามารถกำหนดค่าให้บรรทุกหัวรบสองประเภทที่แตกต่างกันได้

  • แบบแรกคือ หัวรบแบบคลัสเตอร์ที่ติดตั้งลูกระเบิดเล็ก ๆ หลายร้อยลูกซึ่งออกแบบมาเพื่อทำลายหน่วยยานเกราะเบาบนพื้นที่กว้าง เป้าหมายการโจมตีอาจจะเป็นเครื่องบินที่จอดอยู่ ระบบการป้องกันทางอากาศ รวมถึงกองกำลังทหารที่มาอยู่รวมกัน หัวรบแบบคลัสเตอร์นี้แม้จะมีประโยชน์ แต่ก็เสี่ยงที่จะทิ้งระเบิดที่ยังไม่ระเบิดเอาไว้ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสี่ยงเป็นเวลานานหลังจากการสู้รบยุติลง
  • ประเภทที่สองคือ หัวรบเดี่ยว ซึ่งเป็นรุ่นระเบิดแรงสูง 225 กิโลกรัม มันถูกออกแบบมาเพื่อทำลายสิ่งก่อสร้างที่ถูกเสริมการป้องกันและโครงสร้างขนาดใหญ่

สำหรับขีปนาวุธ ATACMS นั้นมีมานานหลายทศวรรษแล้ว มันถูกใช้ครั้งแรกในสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 1991

กองทัพสหรัฐฯ กำลังแทนที่ ATACMS ด้วยขีปนาวุธโจมตีแม่นยำ (Precision Strike Missile) รุ่นต่อไป ซึ่งเป็นอาวุธที่เร็วกว่าและเพรียวบางกว่า และสามารถยิงได้ไกลถึง 500 กม. อย่างไรก็ตาม ไม่มีข้อบ่งชี้ว่า ยูเครนจะได้รับขีปนาวุธชนิดนี้ไปใช้ในขณะนี้

ขีปนาวุธชนิดนี้จะส่งผลอย่างไรต่อสงครามยูเครน-รัสเซีย ?

กราฟิก

ยูเครนจะสามารถโจมตีเป้าหมายต่างๆ ในรัสเซียได้แล้วตอนนี้ ซึ่งในช่วงแรกน่าจะเป็นการโจมตีรอบๆ ภูมิภาคเคิร์สก์ ซึ่งกองกำลังยูเครนยึดครองพื้นที่ไว้ได้มากกว่า 1,000 ตารางกิโลเมตร

เจ้าหน้าที่ยูเครนและสหรัฐฯ คาดการณ์ว่ากองทหารรัสเซียและเกาหลีเหนือจะตอบโต้เพื่อยึดดินแดนในเคิร์สก์คืนเช่นกัน

ยูเครนอาจใช้ขีปนาวุธ ATACMS เพื่อป้องกันการโจมตีดังกล่าว โดยกำหนดเป้าหมายไปยังเป้าหมายต่างๆ ของรัสเซีย ไม่ว่าจะเป็นฐานทัพทหาร โครงสร้างพื้นฐาน และคลังกระสุน

จำนวนขีปนาวุธดังกล่าวที่ยูเครนมีอาจจะไม่เพียงพอที่จะพลิกกระแสสงครามได้ ยุทโธปกรณ์ทางทหารของรัสเซีย เช่น เครื่องบินไอพ่น ได้ถูกย้ายไปยังสนามบินที่อยู่ไกลออกไปในรัสเซียแล้ว เนื่องจากรัสเซียได้คาดการณ์ไว้แล้วเช่นกันว่าไบเดนอาจอนุญาตให้ยูเครนใช้ ATACMS โจมตีเข้ามาในดินแดนรัสเซียได้ กระนั้น การเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ให้ถอยห่างจากแนวหน้าก็อาจสร้างความยุ่งยากให้กับกองทหารรัสเซียมากขึ้น เนื่องจากแนวส่งเสบียงมีระยะทางไกลขึ้น และการสนับสนุนทางอากาศใช้เวลานานขึ้นกว่าจะมาถึง

นอกจากนี้ อาวุธดังกล่าวยังอาจทำให้ยูเครนได้เปรียบในช่วงเวลาที่กองทหารรัสเซียกำลังรุกคืบเข้ายึดพื้นที่ทางตะวันออกของประเทศ

“ฉันไม่คิดว่ามันจะเป็นตัวตัดสินผลลัพธ์ของสงคราม” นักการทูตตะวันตกรายหนึ่งในกรุงเคียฟบอกกับบีบีซี โดยขอไม่เปิดเผยตัวตนเนื่องจากเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหว

“อย่างไรก็ตาม มันเป็นการตัดสินใจเชิงสัญลักษณ์ที่เลยกำหนดเวลา เพื่อยกระดับสิ่งที่ต้องเดิมพันและแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนทางทหารต่อยูเครน”

“มันสามารถเพิ่มต้นทุนการทำสงครามให้กับรัสเซียได้ด้วย”

ยังมีข้อสงสัยอีกด้วยว่า จะมีการจัดเตรียมขีปนาวุธให้ยูเครนเป็นจำนวนเท่าใด เอเวลิน ฟาร์กาส ซึ่งดำรงตำแหน่งรองผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลของโอบามา กล่าว

“คำถามก็คือ พวกเขามีขีปนาวุธกี่ลูก เราได้ยินมาว่ากระทรวงกลาโหมเตือนว่า จะมีขีปนาวุธเหล่านี้ไม่มากนักที่พวกเขาสามารถส่งไปยังยูเครนได้”

ฟาร์กาสเสริมว่า ขีปนาวุธ ATACMS อาจมี "ผลกระทบด้านจิตวิทยาเชิงบวก" ในยูเครนได้ หากพวกเขาใช้มันในการโจมตีเป้าหมาย เช่น สะพานเคิร์ช ซึ่งเชื่อมต่อไครเมียกับแผ่นดินใหญ่ของรัสเซีย

การอนุญาตดังกล่าวของสหรัฐฯ จะมีผลกระทบต่อเนื่องอีก กล่าวคืออาจทำให้สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสอนุญาตให้ยูเครนใช้ขีปนาวุธสตอร์มแชโดว์ (Storm Shadow) ในรัสเซียได้

ทั้งนี้ สตอร์มแช์โดว์เป็นขีปนาวุธร่อนระยะไกล ที่ร่วมผลิตโดยฝรั่งเศสและอังกฤษ และมีความสามารถคล้ายคลึงกับขีปนาวุธ ATACMS ของอเมริกา

ผลการตัดสินใจครั้งนี้ของสหรัฐฯ อาจทำให้สงครามลุกลามหรือไม่ ?

รัฐบาลไบเดนปฏิเสธที่จะอนุญาตให้ยูเครนโจมตีรัสเซียด้วยขีปนาวุธพิสัยไกลอยู่หลายเดือน เพราะเกรงว่า ความขัดแย้งจะลุกลามบานปลาย

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เตือนชาติตะวันตกไม่ให้อนุญาตให้ยูเครนใช้อาวุธของชาติตะวันตกโจมตีรัสเซีย โดยกล่าวว่ารัฐบาลกรุงมอสโกจะมองว่าสิ่งนั้นเป็น “การมีส่วนร่วมโดยตรง” ของประเทศนาโตในสงครามในยูเครน

“มันจะเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของความขัดแย้งอย่างมีนัยสำคัญ” ปูตินกล่าวเมื่อเดือน ก.ย. “นี่จะหมายความว่า ชาติสมาชิกนาโต สหรัฐอเมริกา และหลายประเทศในยุโรป กำลังต่อสู้กับรัสเซีย”

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ทางการรัสเซียเคยกำหนด "เส้นแดง หรือขีดจำกัดที่ไม่สามารถรับได้" ไว้แล้ว เส้นแดงบางเส้นที่เคยถูกขีดไว้แล้วก็เช่น การจัดหารถถังสมัยใหม่และเครื่องบินรบสมัยใหม่ให้กับยูเครน ซึ่งถือว่าได้มีการข้ามเส้นแดงดังกล่าวแล้ว แต่ก็ไม่ได้นำไปสู่การเกิดสงครามโดยตรงระหว่างรัสเซียและนาโต

เคิร์ต โวลเกอร์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำนาโตกล่าวว่า “ด้วยการจำกัดขอบเขตการใช้อาวุธอเมริกันของยูเครน นี่เท่ากับสหรัฐฯ ได้สร้างข้อจำกัดฝ่ายเดียวอันไม่มีเหตุผลรองรับในเรื่องการป้องกันตนเองของยูเครน”

เขาเสริมว่า การตัดสินใจจำกัดการใช้ ATACMS นั้น "เกิดขึ้นโดยพลการโดยสิ้นเชิง และกระทำไปเพราะกลัวว่าจะเป็นการ "ยั่วยุ" รัสเซีย"

“อย่างไรก็ตาม มันเป็นความผิดพลาดที่จะเปิดเผยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต่อสาธารณะ เนื่องจากเท่ากับเป็นการแจ้งให้รัสเซียทราบล่วงหน้าถึงความเป็นไปได้ที่ยูเครนจะโจมตี”

โดนัลด์ ทรัมป์ จะมีปฏิกิริยาอย่างไร ?

Ukrainian President Volodymyr Zelensky, dressed in a black sweater with a Ukrainian coat of arms emblem, engages in conversation with President-elect Donald Trump, wearing a blue suit, white shirt, and bright red tie.

ที่มาของภาพ, Shutterstock

คำบรรยายภาพ, พันธมิตรของทรัมป์บางคนได้วิพากษ์วิจารณ์การอนุญาตให้ยูเครนใช้ขีปนาวุธดังกล่าวแล้ว

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียงสองเดือนก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์จะกลับไปทำงานที่ทำเนียบขาวในฐานะประธานาธิบดี

เขาเคยกล่าวไปแล้วว่า เขาตั้งใจที่จะทำให้สงครามในยูเครนยุติลงอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้ระบุว่าเขามีแผนจะทำอะไร โดยเขาสามารถยกเลิกการใช้ขีปนาวุธดังกล่าวของยูเครนได้เมื่อเขาเข้ารับตำแหน่ง

ทรัมป์ยังไม่ได้กล่าวว่า เขาจะดำเนินนโยบายนี้ต่อไปหรือไม่ แต่พันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของเขาบางคนได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายดังกล่าวแล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ ลูกชายของทรัมป์ โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า “ศูนย์อุตสาหกรรมทางการทหารดูเหมือนจะต้องการทำให้แน่ใจว่า พวกเขาจะได้เห็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ก่อนที่พ่อของผมจะมีโอกาสสร้างสันติภาพและช่วยชีวิตผู้คน”

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทรัมป์หลายคน เช่น เจดี แวนซ์ ว่าที่รองประธานาธิบดี กล่าวว่าสหรัฐฯ ไม่ควรให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม บุคคลอื่นๆ ในรัฐบาลใหม่ของทรัมป์มีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป อย่าง ไมเคิล วอลท์ซ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติแย้งว่า สหรัฐฯ สามารถเร่งจัดส่งอาวุธไปยังยูเครนเพื่อบังคับให้รัสเซียเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพได้

ส่วนทรัมป์จะไปทางไหนนั้นยังไม่ชัดเจน แต่หลายคนในยูเครนเกรงว่า เขาจะตัดการส่งอาวุธ รวมถึงขีปนาวุธ ATACMS ด้วย

“เรากังวล เราหวังว่า[ทรัมป์]จะไม่กลับลำ[การตัดสินใจของไบเดน]” โอเล็กซี กอนชาเรนโก สส.ยูเครน กล่าวกับบีบีซี