รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ "ชัตดาวน์" หลังวุฒิสภาโหวตร่างงบประมาณไม่ผ่าน จะเกิดอะไรตามมาบ้าง ?

.

รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะปิดทำการหรือ "ชัตดาวน์" (Government Shutdown) หลังจากสมาชิกวุฒิสภาไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายจัดสรรเงินทุน โดยจะส่งผลให้หลายหน่วยงานของรัฐบาลต้องหยุดชะงักชั่วคราว

นี่ถือเป็นการปิดทำการรัฐบาลครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2018 ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยการดำรงตำแหน่งวาระแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

สาเหตุของการชัตดาวน์ครั้งนี้มาจากการที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) พรรครีพับลิกันและเดโมแครตไม่สามารถตกลงกันเพื่อยุติความเห็นต่างเรื่องงบประมาณได้

พรรครีพับลิกันพยายามผลักดันให้ผ่านร่างกฎหมายจัดสรรเงินทุนให้รัฐบาล โดยไม่มีโครงการริเริ่มอื่น ๆ หรือที่เรียกว่า Clean CR หรือ Continuous Resolution ซึ่งหมายถึงการแก้ปัญหาชั่วคราวเพื่ออนุมัติงบประมาณให้หน่วยงานรัฐดำเนินงานต่อไปได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ทว่าพรรครีพับลิกันมีเสียงในวุฒิสภาเพียง 53 เสียง แต่พรรคจำเป็นต้องมีคะแนนโหวต 60 เสียงเพื่อจะผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว พวกเขาจึงต้องการเสียงโหวตของพรรคเดโมแครต

เมื่อพรรคเดโมแครตเห็นเช่นนั้นจึงต้องการใช้ประโยชน์จากเสียงที่มีอยู่ ด้วยการพยายามผลักดันเป้าหมายนโยบายด้านการดูแลสุขภาพต่าง ๆ ได้แก่ การรับประกันให้เงินอุดหนุนประกันสุขภาพสำหรับผู้มีรายได้น้อยไม่หมดอายุ หรือการยกเลิกคำสั่งตัดงบประมาณสุขภาพที่ชื่อว่า Medicaid ของรัฐบาลทรัมป์ จึงนำมาสู่การไม่สามารถตกลงกันได้

แต่ละพรรคต่างก็โทษอีกฝ่ายที่เป็นสาเหตุของการปิดทำการรัฐบาลครั้งนี้ และความขัดแย้งดังกล่าวจะไม่ได้รับการแก้ไขจนกว่าสภาคองเกรสจะผ่านร่างกฎหมายจัดสรรเงินทุน

จะเกิดอะไรขึ้นตามมาบ้างหลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ปิดทำการ และหน่วยงานใดบ้างที่จะได้รับผลกระทบ

หน่วยงานใดบ้างของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะได้รับผลกระทบ ?

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่ปิดทำการทั้งหมด โดยคาดว่าหน่วยงานป้องกันชายแดน การดูแลทางการแพทย์ในโรงพยาบาล การบังคับใช้กฎหมาย และการควบคุมการจราจรทางอากาศจะยังคงดำเนินงานต่อไปในช่วงชัตดาวน์ของรัฐบาล

นอกจากนี้ การออกเช็คประกันสังคมและเช็คโครงการเมดิแคร์ (Medicare) จะยังคงดำเนินต่อไปได้ แต่การตรวจสอบสิทธิประโยชน์และการออกบัตรอาจหยุดชะงักลง

พนักงานภาครัฐที่จำเป็นจะต้องทำงานตามปกติ แต่บางรายจะไม่ได้รับค่าจ้าง ขณะที่พนักงานหน่วยงานรัฐบาลอื่น ๆ ที่ถือว่าไม่จำเป็นจะถูกพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างชั่วคราว

คาดว่าจะมีพนักงานภาครัฐหลายหมื่นรายที่จะไม่ได้รับค่าจ้างขณะที่รัฐบาลถูกชัตดาวน์ แต่ในอดีตพนักงานเหล่านี้จะได้รับค่าจ้างย้อนหลัง

นั่นหมายความว่าบริการต่าง ๆ เช่น โครงการช่วยเหลือด้านอาหาร โรงเรียนอนุบาลที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง การออกเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา การตรวจสอบอาหาร และการดำเนินงานในอุทยานแห่งชาติจะถูกจำกัดหรือปิดการให้บริการ

U.S. Embassy Bangkok

ที่มาของภาพ, facebook/U.S. Embassy Bangkok

คำบรรยายภาพ, เฟซบุ๊กของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความบนบัญชีเฟซบุ๊กแจ้งการอัปเดตข้อมูลผ่านเพจหน่วยงาน หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ปิดทำการ

ก่อนหน้าที่รัฐบาลจะปิดทำการ หน่วยงานของรัฐบาลกลางหลายหน่วยงานได้เผยแพร่แผนการจัดการบุคลากรบนเว็บไซต์ โดยพบว่ากระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ยังคงให้พนักงานของรัฐส่วนใหญ่ของกระทรวงมาปฏิบัติงาน นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องมาทำงานตามปกติ ในขณะที่บางกระทรวงได้สั่งพักงานชั่วคราวเจ้าหน้าที่

ตามการรายงานของสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส พันธมิตรของบีบีซีในสหรัฐฯ รายงานว่ามีกระทรวง 5 กระทรวงที่สั่งพักงานชั่วคราวเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ในหน่วยงาน ได้แก่

  • กระทรวงกลาโหม (เจ้าหน้าที่พลเรือน) ถูกพักงาน 334,904 คน, คงให้ปฏิบัติงานต่อ 406,573 คน
  • กระทรวงสาธารณสุข: ถูกพักงาน 32,460 คน, คงให้ปฏิบัติงานต่อ 47,257 คน
  • กระทรวงพาณิชย์: ถูกพักงาน 34,711 คน, คงให้ปฏิบัติงานต่อ 8,273 คน
  • กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ: ถูกพักงาน 16,651 คน, คงให้ปฏิบัติงานต่อ 10,344 คน
  • องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา): ถูกพักงาน 15,094 คน, คงให้ปฏิบัติงานต่อ 3,124 คน

ทรัมป์ขู่ถึงการตัดพนักงานรัฐออกครั้งใหญ่

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่ารัฐบาลสามารถทำสิ่งที่ "ย้อนกลับมาแก้ไขไม่ได้" สำหรับพรรคเดโมแครต ในระหว่างการชัตดาวน์ของรัฐบาล

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่ารัฐบาลสามารถทำสิ่งที่ "ย้อนกลับมาแก้ไขไม่ได้" สำหรับพรรคเดโมแครต ในระหว่างการชัตดาวน์ของรัฐบาล

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวานนี้ (30 ก.ย.) ถึงความเป็นไปได้และผลที่จะตามมาหากเกิดการชัตดาวน์รัฐบาล

ทรัมป์ยอมรับว่าสภาวะเช่นนี้ "หลีกเลี่ยงไม่ได้" และ "เป็นไปได้มากว่าจะเกิดขึ้น" พร้อมเสริมด้วยว่า พรรครีพับลิกันไม่ต้องการให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น แต่ก็ขู่ถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาด้วยเช่นกัน

"เรา [รัฐบาลสหรัฐฯ] สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ในขณะที่รัฐบาลปิดทำการ และนั่นจะไม่เป็นสิ่งที่ดีหรือย้อนกลับได้สำหรับ [พรรคเดโมแครต] เช่น การตัดคนจำนวนมากออก... การตัดทิ้งโครงการต่าง ๆ ที่พวกเขาชอบ" ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุ

หลังรัฐบาลปิดทำการ สมาชิกของทั้งสองพรรคต่างโยนความผิดให้กันและกัน

นายบิล ฟอสเตอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรคเดโมแครต ออกแถลงการณ์ว่าพรรครีพับลิกันต้องรับผิดชอบต่อการชัตดาวน์ครั้งนี้ เนื่องจากพวกเขาควบคุมสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และทำเนียบขาว

เขาเสริมด้วยว่า ครัวเรือนทั่วประเทศจะ "ต้องรับผลกระทบ" ต่อไป เว้นแต่พรรครีพับลิกันจะยอมเจรจากับพรรคเดโมแครต

ด้านฝั่งพรรครีพับลิกัน ได้เผยแพร่วิดีโอบนเอ็กซ์ (X) ที่แสดงให้เห็นภาพไฟในอาคารรัฐสภาที่ดับลงโดยระบุว่าพรรคเดโมแครต "ให้ความสำคัญกับผู้อพยพผิดกฎหมายเป็นอันดับแรก และกำลังทำร้ายชาวอเมริกันที่ทำงานหนัก" โดยนายชัค ไฟลชแมนน์ สส.รีพับลิกัน กล่าวว่า พรรคเดโมแครตได้ "ปิดหน่วยงานรัฐบาลของเราอย่างเป็นทางการ" และ "ผู้เสียภาษีที่ทำงานหนักจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย"

การชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ในอดีต เกิดขึ้นนานแค่ไหน ?

ในช่วงปลายสมัยแรกของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ บิล คลินตัน เกิดการปิดหน่วยงานรัฐบาลนานถึง 21 วัน

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ในช่วงปลายสมัยแรกของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ บิล คลินตัน เกิดการปิดหน่วยงานรัฐบาลนานถึง 21 วัน

การปิดหน่วยงานรัฐบาลในสหรัฐฯ เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น มันเคยเกิดขึ้นถึง 3 ครั้งในสมัยแรกของประธานาธิบ ดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนั่นรวมถึงการปิดหน่วยงานรัฐบาลที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา ที่กินเวลานานถึง 35 วัน

ก่อนหน้านั้น เคยเกิดการชัตดาวน์ขึ้นในสมัยของอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน ที่มีการปิดหน่วยงานรัฐบาลนานถึง 21 วัน เมื่อปี 1995 ซึ่งเป็นช่วงปลายสมัยวาระประธานาธิบดีสมัยแรกของเขา

เช่นเดียวกับ รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา ก็ต้องเผชิญกับการปิดหน่วยงานรัฐบาลนานถึง 16 วันเมื่อปี 2013 เนื่องจากไม่สามารถผ่านกฎหมายด้านการดูแลสุขภาพที่โอบามาเป็นผู้เสนอ

ทั้งนี้ การชัตดาวน์รัฐบาลเกิดขึ้นบ่อยครั้งที่สุดในสมัยอดีตประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน จากพรรครีพับลิกัน โดยการปิดทำการรัฐบาลเกิดขึ้นถึง 8 ครั้ง ตลอดการดำรงตำแหน่งสองสมัยของเขาในช่วงทศวรรษ 1980 แต่การปิดทำงานทั้ง 8 ครั้ง ก็เกิดขึ้นเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ โดยช่วงที่ยาวนานที่สุดก็กินเวลาเพียง 3 วันเท่านั้น

ทำไมเหตุการณ์รัฐบาลปิดทำการหรือชัตดาวน์จึงเกิดแค่ในสหรัฐฯ

รัฐบาลสหรัฐฯ เคยปิดทำการมากถึง 11 ครั้ง ในช่วงเวลา 40 ปีที่ผ่านมา

ในประเทศอื่น ๆ รัฐบาลยังคงดำเนินงานต่อไป แม้จะอยู่ในช่วงสงครามและวิกฤตการณ์ทางรัฐธรรมนูญก็ตาม

แต่รัฐธรรมนูญการปกครองด้วยระบบสหพันธรัฐของสหรัฐอเมริกา อนุญาตให้อำนาจแต่ละฝ่ายของรัฐสามารถถูกควบคุมจากพรรคการเมืองที่แตกต่างกันได้ นี่เป็นการออกแบบการปกครองจากผู้ก่อตั้งประเทศที่ต้องการให้เกิดการประนีประนอมและการถกเถียงปรึกษาหารือ แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ระบบการปกครองเช่นนี้กลับทำให้เกิดผลตรงกันข้าม

นั่นเป็นเพราะเหตุที่เกิดขึ้นในปี 1980 เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ ได้ออกแนวการตีความการใช้กฎหมายป้องกันงบประมาณขาดดุล ปี 1884 (Anti-Deficiency Act) ขึ้นมาใหม่

กฎหมายงบประมาณในศตวรรษที่ 19 ฉบับนี้ ห้ามรัฐบาลทำสัญญาต่าง ๆ หากไม่ได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรส

ทั้งนี้ ในช่วงเกือบ 100 ปีที่กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ หากมีช่องว่างรอยต่อของงบประมาณ รัฐบาลก็จะอนุญาตการใช้จ่ายงบประมาณที่จำเป็นดำเนินต่อไปได้ แต่หลังจากปี 1980 รัฐบาลสหรัฐฯ บังคับใช้กฎหมายนี้แบบเข้มงวดมากขึ้น นั่นคือ "ไม่มีงบ ก็ไม่ใช้จ่าย"

.

ที่มาของภาพ, European Pressphoto Agency

การตีความกฎหมายงบประมาณครั้งนั้น ทำให้สหรัฐฯ แตกต่างจากประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่ไม่มีรัฐสภา อย่างบราซิล ที่รัฐบาลที่เข้มแข็งสามารถทำให้ภาครัฐดำเนินงานไปได้ต่อเนื่องแม้ว่าจะเจอทางตันด้านงบประมาณ

สำหรับประเทศอื่น ๆ ในโลก การปิดทำการเช่นนี้เป็นไปไม่ได้เลย ประเทศในแถบยุโรปที่ส่วนใหญ่ปกครองด้วยระบบรัฐสภา ระบบจะบังคับในทางปฏิบัติให้ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติถูกคุมโดยพรรคการเมืองหรือกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลเดียวกัน แต่ก็เป็นไปได้เช่นกันที่สภาอาจคว่ำร่างกฎหมายงบประมาณที่นายกรัฐมนตรีเสนอ แต่การโหวตคว่ำจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ไม่ใช่การหยุดการทำงานของภาครัฐ

ตัวอย่างเช่น ในแคนาดาเมื่อปี 2011 พรรคการเมืองฝ่ายค้านคว่ำร่างงบประมาณที่นายสตีเฟน ฮาร์เปอร์ นายกรัฐมนตรีจากพรรคอนุรักษนิยมเสนอ ซึ่งพรรคอนุรักษนิยมเป็นเสียงข้างน้อยในสภาตอนนั้น จากนั้นสภาผู้แทนราษฎรแคนาดาจึงลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล ทำให้เกิดการเลือกตั้งใหม่ ในขณะที่บริการต่าง ๆ ของภาครัฐยังคงเดินหน้าต่อไป

หรือกระทั่งในเบลเยียม ก็เคยเกิดช่วงสุญญากาศที่ไม่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งปกครองประเทศถึง 589 วัน ระหว่างปี 2010-2011 แต่บริการสาธารณะทั้งหลายก็ยังคงเดินหน้าต่อไป