หนุ่มบราซิลวิ่งมาราธอน 366 วันติดต่อกัน สภาพหัวใจของเขาเป็นอย่างไร ?

ที่มาของภาพ, Disclosure
- Author, จูเลีย กรานชี
- Role, บีบีซีบราซิล
การตั้งใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งซ้ำ ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานกว่าหนึ่งปีนั้น ต้องอาศัยความอดทนและมีวินัยในตนเองอย่างมาก ลองจินตนาการว่าคุณต้องทำกิจกรรมจำพวกงานอดิเรก หรือออกกำลังกายวันละ 2-3 ชั่วโมงทุกวัน โดยไม่สามารถหยุดพักหรือเว้นว่างได้แม้แต่วันเดียว เพียงเท่านี้หลายคนก็อาจรู้สึกเบื่อระอาขึ้นมา จนไม่แน่ใจว่าจะสามารถทำสิ่งนั้นได้ทุกวันตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่
แต่สำหรับอูโก ฟาเรียส หนุ่มใหญ่ชาวบราซิลแล้ว เป้าหมายของเขาถือว่าทำได้ยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่านั้นหลายเท่า เพราะสิ่งที่เขาต้องการก็คือวิ่งให้ได้ระยะทาง 42.195 กิโลเมตรในทุกวัน ซึ่งเท่ากับการวิ่งมาราธอนวันละครั้งนั่นเอง ทว่าสิ่งที่เหลือเชื่อในปณิธานของอูโกก็คือ เขาตั้งเป้าหมายจะวิ่งแบบนี้นานกว่าหนึ่งปีหรือ 366 วันติดต่อกัน
ปัจจุบันอูโกมีอายุ 45 ปี ก่อนหน้านี้เขาใช้เวลาในชีวิตถึง 22 ปี ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานในภาคเอกชน โดยเคยมีตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทใหญ่ ซึ่งรับเหมาดำเนินปฏิบัติการทางเทคโนโลยีมาก่อน อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ ทำให้เขาตัดสินใจลาออก แล้วหันเหเส้นทางชีวิตมาอุทิศตนให้กับการกีฬาแทน
"มันมาถึงเวลาที่ผมฉุกคิดได้ว่า เราเกิดมาเพื่อเป้าหมายแค่นี้เองหรือ ? ต้องทำงานซ้ำ ๆ จำเจแบบนี้ไป 35-40 ปีเลยหรือ ? ถ้ามันต้องเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็ไม่เป็นไร แต่เราถูกปลูกฝังให้ยอมรับวิถีชีวิตแบบนี้มาตั้งแต่วัยเด็ก ต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางอาชีพตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 18 ปี ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เข้าสู่ตลาดแรงงาน แสวงหาความมั่นคง สร้างครอบครัว และเตรียมการเพื่อวัยเกษียณ แต่ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรได้มากกว่านั้น ผมสามารถจะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนด้วยวิธีการใหม่ ๆ แต่จะทำอะไรดีล่ะ ?"
เนื่องจากอูโกปรารถนาจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เขาจึงเริ่มสำรวจหาสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำสำเร็จมาก่อน จนพบว่าสตีเฟน เองเกลส์ นักกรีฑาชาวเบลเยียม สามารถวิ่งมาราธอนทุกวันเป็นเวลาหนึ่งปี หรือ 365 วันติดต่อกัน ทำให้เขาเกิดความคิดที่จะทำลายสถิตินั้น โดยวางแผนจะวิ่งมาราธอนทุกวันเป็นเวลานานกว่าเองเกลส์ 1 วัน
"ในตอนนั้นผมไม่ใช่นักกรีฑายอดเยี่ยมมาจากไหน เคยลงวิ่งมาราธอนก็แค่ครั้งเดียวในชีวิตเท่านั้น ผมเริ่มมาวิ่งออกกำลังกายเอาเมื่อปี 2019 ดังนั้นประวัติการฝึกวิ่งและประสบการณ์ของผมมีไม่มาก แต่ด้วยความปรารถนาจะจารึกตำนานเรื่องใหม่ลงในหน้าประวัติศาสตร์ และสร้างแรงสั่นสะเทือนด้วยการกีฬา ความคิดนี้ยิ่งเด่นชัดและแน่วแน่ขึ้นเรื่อย ๆ ในใจผม"
อูโกเริ่มวางแผนสำหรับจัดเตรียมการวิ่ง ซึ่งต้องใช้เวลานานถึง 8 เดือน เพื่อจัดการสิ่งต่าง ๆ อย่างละเอียดรอบคอบ ทั้งการเตรียมการด้านลอจิสติกส์ การฝึกฝนร่างกายและทักษะการวิ่ง รวมทั้งแสวงหาการสนับสนุนจากครอบครัวและความช่วยเหลือจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ
"ผมรู้ดีว่าผมไม่สามารถทำมันเองด้วยตัวคนเดียวได้ ผมจึงจัดตั้งทีมสหวิทยาการ ซึ่งประกอบด้วยแพทย์, โค้ชและผู้เชี่ยวชาญด้านการกีฬา, นักกายภาพบำบัด, หรือแม้กระทั่งนักจิตวิทยา ผมเชิญคนจากสาขาอาชีพต่าง ๆ ให้มาเข้าร่วมโครงการของผม หนึ่งในจำนวนนั้นคือสถาบันหัวใจ "อินคอร์" (InCor)"
"ผมขอให้สถาบันแห่งนี้ช่วยติดตามดูแลผม รวมทั้งศึกษาวิจัยไปด้วยว่า หัวใจของผมจะตอบสนองต่อความพยายามอันหนักหน่วงครั้งนี้อย่างไร เราต้องเฝ้าดูว่าอัตราการเต้นของหัวใจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือเกิดการปรับตัวของหัวใจในทางใดทางหนึ่งหรือไม่ เนื่องจากผมต้องการจะทำประโยชน์ให้วงการวิทยาศาสตร์ด้วย จึงถือว่าโชคดีที่ทางอินคอร์ตอบรับคำขอ"
ในที่สุดอูโกก็ได้ทำสิ่งที่ตั้งใจไว้สำเร็จ ในวันที่ 28 ส.ค. 2023 โดยใช้เวลาไป 1,590 ชั่วโมง วิ่งเป็นระยะทางทั้งสิ้น 15,569 กิโลเมตร สถิตินี้ได้รับการบันทึกลงในทำเนียบกินเนสส์ เวิลด์ เรกคอร์ดส์ (Guinness World Records) โดยอูโกได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลผู้วิ่งมาราธอนติดต่อกันได้นานวันที่สุดของโลก

ที่มาของภาพ, Disclosure
เปิดผลวิจัยหลังผ่านไป 366 วัน หัวใจนักวิ่งเป็นอย่างไรบ้าง ?
มาเรีย จานีเยร์ อัลวีส นักหทัยวิทยาผู้เป็นหนึ่งในสมาชิกทีมวิจัย บอกว่าแผนการวิ่งทำลายสถิติโลกของอูโก ได้รับอนุมัติให้เป็นโครงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ จากคณะกรรมการด้านจริยธรรมการวิจัยแล้ว "โครงการนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่ถูกต้องและปลอดภัย สำหรับการศึกษานวัตกรรมหรือสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการกระทำที่จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อหัวใจได้"
กระบวนการศึกษาวิจัยทั้งหมด เริ่มที่การประเมินสมรรถภาพร่างกายของอูโก ในแนวทางแบบเดียวกับที่นักกีฬาใช้เตรียมตัวก่อนลงแข่ง ซึ่งอัลวีสบอกว่า "เราตั้งเป้าหมายในการวิ่งแต่ละวันให้กับเขา โดยมุ่งไปที่ระยะเวลาและระยะทางในการวิ่งเป็นสำคัญ แต่จะมีขีดจำกัดเรื่องความหนักหน่วงของการออกแรงอยู่ เพื่อให้เขาสามารถทำภารกิจสำเร็จลุล่วงได้ โดยไร้ความเสี่ยงต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด"
"นอกจากนี้ เรายังเฝ้าระวังผลตรวจเลือดของอูโกไปตลอดเส้นทาง เพื่อดูว่ามีสัญญาณความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจหรือไม่ ทั้งยังมีการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (echocardiogram) และการตรวจสมรรถภาพหัวใจและปอด (CPET) เป็นระยะอีกด้วย"
ในระหว่างการวิ่งมาราธอนทุกวันที่ยาวนานกว่าหนึ่งปี อูโกเข้ารับการตรวจประเมินสมรรถภาพร่างกายเป็นประจำ โดยในทุกเดือนจะมีการทดสอบด้วยอุปกรณ์ ergospirometry หรือเครื่องมือตรวจวัดการใช้ออกซิเจนของร่างกาย รวมทั้งวัดความสามารถในการทำงานของหัวใจและปอดพร้อมกันขณะออกกำลังกายด้วย ในทุกสามเดือนจะมีการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง เพื่อประเมินสภาพของโครงสร้างรวมทั้งการทำงานของหัวใจว่าปกติดีหรือไม่
อัลวีสอธิบายเพิ่มเติมว่า "การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงนั้น มีขึ้นเพื่อติดตามดูว่าหัวใจเกิดการปรับตัว (cardiac adaptation) ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือไม่ เพราะอาจมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทั้งในระดับใหญ่ที่เป็นภาพรวม และความเปลี่ยนแปลงระดับจุลภาคในจุดที่เล็กจิ๋วเกิดขึ้นได้ เราจะคอยจับตาดูว่ามีสัญญาณของความผิดปกติ หรือการปรับตัวของหัวใจที่เป็นอันตราย ซึ่งมีสาเหตุมาจากการออกกำลังกายอย่างหนักหรือไม่"
ผลการศึกษาวิจัยที่ได้จากการวิ่งมาราธอน 366 วัน ของอูโก ได้ลงตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิทยาศาสตร์การแพทย์ ABC Cardiol ของสมาคมหทัยวิทยาแห่งบราซิล โดยระบุว่าได้ข้อสรุปในเรื่องของการออกกำลังกายว่า แม้นักกีฬาจะฝึกฝนหรือลงแข่งบ่อยครั้งติด ๆ กัน โดยมีปริมาณ (volume) ของการออกกำลังกายสูง อย่างเช่นวิ่งเป็นระยะทางไกลโดยใช้เวลานาน แต่ผลตรวจเลือดก็ไม่พบสารโทรโปนิน (Troponin) หรือโปรตีนที่บ่งชี้ถึงความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจเลย
"ข้อสรุปหลักจากผลการวิจัยชี้ว่า เราสามารถทำให้หัวใจเกิดการปรับตัว เพื่อรองรับการออกกำลังกายในปริมาณสูงแบบนักกีฬาได้ ตราบใดที่สามารถควบคุมให้ความหนักหน่วง (intensity) ในการออกแรง คงอยู่ที่ระดับปานกลางเสมอ" อัลวีสกล่าว
ฟิลิปโป ซาวิโอลี นักหทัยวิทยาเพื่อการกีฬา ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในโครงการวิจัยที่ทำกับอูโก บอกว่าสิ่งที่น่าสนใจที่สุดในผลการศึกษาดังกล่าว คือการที่แพทย์ไม่พบร่องรอยการเปลี่ยนแปลงรูปร่างหรือโครงสร้างของหัวใจอย่างผิดปกติ ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดโรคหัวใจเลย แม้อูโกจะได้วิ่งมาราธอนติดต่อกันครบ 366 ครั้ง ไปแล้วก็ตาม ซึ่งนับเป็นปริมาณและความถี่ในการออกกำลังกายที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน
ซาวิโอลียังกล่าวเน้นย้ำว่า ผลตรวจร่างกายดังกล่าวเป็นเครื่องบ่งชี้อย่างชัดเจน ถึงความสามารถในการปรับตัวของหัวใจและหลอดเลือดหัวใจเพื่อรองรับการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง โดยชี้ว่าหัวใจของอูโกมีการปรับตัวอย่างถูกต้องตามหลักสรีรวิทยาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหมายความว่าหัวใจของนักวิ่งมาราธอนผู้นี้ เกิดการปรับตัวตามธรรมชาติในแบบที่ไม่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพ หรือส่อแววว่าจะนำไปสู่การเกิดโรคแต่อย่างใด
ซาวิโอลีบอกว่า "นี่เป็นหลักฐานยืนยันสนับสนุนแนวคิดที่ว่า หัวใจของนักกีฬาที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี สามารถจะทนทานต่อความเครียดสูงในระดับสุดขั้วได้ ตราบใดที่พวกเขาออกแรงอยู่ภายในขอบเขตความหนักหน่วงที่ปลอดภัย และมีการพักฟื้นอย่างเพียงพอระหว่างการออกกำลังกายแต่ละครั้ง"
ซาวิโอลียังชี้ให้เห็นว่า อูโกออกแรงวิ่งด้วยความหนักหน่วงระดับปานกลาง โดยมีอัตราการเต้นของหัวใจโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 140 ครั้งต่อนาที ซึ่งคิดเป็น 70-80% ของอัตราการเต้นของหัวใจระดับสูงสุดสำหรับคนวัยสี่สิบกว่าปีอย่างเขา "สิ่งนี้ทำให้เขาอยู่ในโซนปลอดภัยระหว่างออกกำลังเสมอ เพราะร่างกายยังสามารถสร้างสมดุล ระหว่างการใช้ออกซิเจนและการผลิตพลังงานได้ดี การวิ่งโดยออกแรงให้อยู่ภายในขอบเขตนี้ ลดความเสี่ยงที่หัวใจจะบาดเจ็บเสียหาย เช่นเกิดการอักเสบ เกิดพังผืด หรือเกิดการเต้นผิดจังหวะ"
"แต่หากนักกีฬาออกแรงอย่างหนักหน่วงเป็นเวลานาน มันจะไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดพังผืดกล้ามเนื้อหัวใจ และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmias) ได้" ซาวิโอลีกล่าวสรุป
ศ.นพ.โฮแบร์โต คาลิล ฟีโญ ประธานสถาบันหัวใจอินคอร์ และผู้อำนวยการแผนกหทัยวิทยาเชิงคลินิก ซึ่งเป็นผู้ติดตามตรวจสอบสมรรถภาพหัวใจของอูโก กล่าวว่า "กิจกรรมทางกายที่ทำเป็นประจำ จะมีความปลอดภัยและส่งผลโดยตรงต่อการปรับปรุงสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดให้ดีขึ้น ก็ต่อเมื่อมีการตรวจสอบเฝ้าระวังเป็นอย่างดี การออกกำลังกายเช่นนี้เป็นมิตรที่ทรงพลังสำหรับการป้องกันโรค การรณรงค์ให้ผู้คนหันมาออกกำลังกายเพิ่มขึ้น เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดภาระของระบบสาธารณสุขได้"
อูโกเองรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก ที่พบว่าร่างกายของเขาสามารถปรับตัว จนรองรับการออกกำลังกายที่หนักหน่วงได้ "แน่นอนว่านี่เป็นเพียงรายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ครั้งหนึ่งเท่านั้น ผมเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งในจำนวนหลายพันล้านคน แต่ผมเห็นว่ามันน่าจะให้ข้อมูลความรู้มากมาย เกี่ยวกับขีดความสามารถของร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่ทำให้เรารู้จักตัวเองดีขึ้น ในการวิ่งครั้งนี้ผมมีโอกาสได้รับการจัดวางเงื่อนไขต่าง ๆ ให้โดยผู้เชี่ยวชาญ ในระดับที่ผมไม่เคยจินตนาการมาก่อนว่าจะได้รับในชีวิตนี้ เห็นได้ว่าไม่มีผลเสียร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นภายหลังเลย"
อย่างไรก็ตาม นักหทัยวิทยาอย่างซาวิโอลีกล่าวเตือนว่า คนที่คิดจะเลียนแบบอูโก โดยไม่มีทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลแนะนำการปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้น "เสี่ยงอันตรายค่อนข้างมาก และไม่แนะนำให้ทำตามอย่างยิ่ง" เพราะหากไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้าแล้ว คนผู้นั้นมีความเสี่ยงที่จะบาดเจ็บรุนแรง กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือแม้กระทั่งเสียชีวิตอย่างฉับพลันได้
ทำอย่างไรเพื่อเตรียมกายใจไว้วิ่งมาราธอน 366 วัน ?

ที่มาของภาพ, Clayton Damasceno
อูโกแต่งงานแล้วและมีบุตรสองคน เขาบอกว่าเลือกที่จะเริ่มต้นวิ่งในตอนเช้าตรู่เสมอ เพราะจะได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว รวมทั้งมีเวลาฟื้นฟูร่างกายหรือฝึกเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อมากขึ้น หลังจากวิ่งมาราธอนเสร็จสิ้นในแต่ละวัน
ส่วนใหญ่แล้วอูโกวิ่งมาราธอนในเส้นทางประจำของเขา ภายในเขตอเมริกานาซึ่งเป็นชั้นในของนครเซาเปาลู "ด้วยเหตุผลบางอย่าง ผมตัดสินใจเลือกวิ่งในเส้นทางเดิมเสมอ ข้อแรกเพราะผมมีข้อมูลเก่าในหัว โดยรู้ดีอยู่แล้วว่ามีอะไรรออยู่ข้างหน้า เนื่องจากผมรู้จักทุกทางชันและทางโค้งทั้งหมด ข้อสองเพราะผมรู้จักจุดหยุดพักและจุดให้น้ำในแถบนี้เป็นอย่างดี เมื่อวิ่งไปนานวันเข้า คุณต้องหยุดดื่มน้ำหรือเข้าห้องน้ำบ้างเป็นครั้งคราว ส่วนเหตุผลข้อสุดท้ายซึ่งสำคัญที่สุดก็คือ ผมต้องการให้ผู้คนเข้าถึงตัวผมได้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขา ผมอยากให้คนทั่วไปรู้ว่าจะเจอผมได้ที่ไหนและเมื่อไหร่ ตลอดช่วงการวิ่งนานกว่าหนึ่งปี มีผู้คนกว่า 5,000 คน ร่วมวิ่งไปด้วยกันกับผม"
อูโกบอกว่าเขาเตรียมการวิ่ง โดยวางแผนวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านต่าง ๆ มาอย่างละเอียด "ผมอาจจะบาดเจ็บ ถูกรถชน มีปัญหาครอบครัว หรือเจอเรื่องร้ายอะไรก็ได้ทั้งนั้น ผมทำแผนผังว่าด้วยความเสี่ยงทั้งหมดนี้ และเขียนแผนปฏิบัติการสำหรับแต่ละสถานการณ์เอาไว้ล่วงหน้า"
"เอาเข้าจริงแล้วผมเจอมาทุกอย่าง ทั้งสภาพอากาศร้อนและหนาวจัด ฝนกระหน่ำ สภาพการจราจรที่ไม่เป็นใจ รถบรรทุกพุ่งเข้ามาใกล้แบบเกือบจะเฉี่ยวชน อาการบาดเจ็บต่าง ๆ ผมเคยท้องร่วงถึงสามครั้ง ครั้งรุนแรงที่สุดเป็นอยู่นานถึง 5 วัน ทำให้ช่วงนั้นผมน้ำหนักลดไปถึง 4 กก. ก็เลยต้องปรับอาหารและการดื่มน้ำกันใหม่ แต่ผมก็ยังคงไปต่อ" อูโกเล่า
เขายังได้รับบาดเจ็บหลายครั้ง เช่นเคยเป็นรองช้ำ (Plantar Fasciitis) หรือพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ ซึ่งพบได้บ่อยในนักวิ่งระยะไกล นอกจากนี้ในระหว่างการวิ่งครั้งที่ 120 และอีกครั้งในการวิ่งครั้งที่ 140 อูโกมีอาการของโรคไส้เลื่อน (pubalgia) ซึ่งเกิดจากการบาดเจ็บของเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อบริเวณขาหนีบและหัวหน่าว
"ตอนที่เป็นไส้เลื่อนคือหนึ่งในช่วงที่ย่ำแย่ที่สุด เพราะมันเป็นอาการบาดเจ็บที่ปวดมาก แต่เนื่องจากผมหยุดวิ่งไม่ได้ เลยต้องพักฟื้นด้วยการเปลี่ยนมาเดินวันละ 10 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 วันแทน โดยมีถุงน้ำแข็งประคบเอาไว้ที่หัวหน่าวตลอด เมื่อเริ่มดีขึ้นผมก็เปลี่ยนมาวิ่งเหยาะ ๆ แล้วค่อย ๆ กลับมาวิ่งเร็วตลอดระยะทาง 42 กม.อีกครั้ง"
ความช่วยเหลือสนับสนุนทางจิตใจและอารมณ์ ก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งอูโกบอกว่า "ผมยอมแลกอาชีพที่มั่นคงกับความไม่แน่นอนอย่างเต็มรูปแบบ แน่นอนว่ามันทำให้ผมวิตกกังวลและรู้สึกหวาดหวั่นไม่น้อย ดังนั้นการมีมืออาชีพที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และมีมุมมองอิสระเป็นของตนเอง จึงมีความสำคัญมากต่อการผ่อนคลายภาระทางอารมณ์ และช่วยให้ผมมีสมาธิจดจ่อต่อการทำภารกิจได้"
สองปีหลังทำภารกิจลุล่วง อูโกเขียนหนังสือบอกเล่าถึงประสบการณ์ดังกล่าวในชื่อว่า "ไม่เคยสายเกินไปที่จะเขียนเรื่องราวใหม่" (It's Never Too Late to Write a New Story) เขายังลงแข่งวิ่งมาราธอนและอัลตรามาราธอนอีกหลายรายการ และตอนนี้กำลังวางแผนจะพิชิตความท้าทายขั้นต่อไป นั่นก็คือการเป็นคนแรกที่วิ่งข้ามทวีปอเมริกาตามแนวยาว โดยเริ่มจากอ่าว Prudhoe Bay ในอะแลสกา ไปสิ้นสุดที่เมือง Ushuaia ของอาร์เจนตินา ซึ่งตั้งอยู่บนคาบสมุทร Tierra del Fuego ของอเมริกาใต้
"ผมคิดว่าจะวิ่งให้ถึงเส้นชัยใน 10 เดือน หรือประมาณ 300 วัน ซึ่งเท่ากับว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ผมต้องวิ่งถึง 85 กม. ต่อวัน" อูโกกล่าว เขายังบอกว่าอยากจะถ่ายทำภาพยนตร์สารคดี ซึ่งบันทึกเรื่องราวของการวิ่งวิบากในครั้งนี้ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลัง แต่เขายังคงอยู่ในขั้นตอนการค้นหาและรวบรวมทรัพยากร เพื่อจัดตั้งกองถ่ายและหารถบ้านหรือมอเตอร์โฮมที่มีอุปกรณ์ครบครันมาให้ได้
"เป้าหมายก็คือการสร้างความตระหนักให้กับคนทั่วโลก ในเรื่องของประโยชน์จากการออกกำลังกาย และความสามารถของมนุษย์ในการทำสิ่งที่เหลือเชื่อ ไม่มีใครต้องวิ่งมาราธอนทุกวันเหมือนผม ทว่าทุกคนต้องมีความเชื่ออย่างแท้จริงในศักยภาพของตนเอง" อูโกกล่าวทิ้งท้าย










