เหตุใดสิงคโปร์จึงตัดสินใจสร้างเมืองด้วยร่มเงากับพื้นที่สีเขียว ?

ภาพชายดูโมเดลผังเมืองของสิงคโปร์

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, แซม บล็อช

เกาะที่ร้อนอบอ้าวอย่าง "สิงคโปร์" ให้ความสำคัญกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและร่มเงาในทุกมุมเมืองมานานแล้ว แล้วเมืองอื่น ๆ จะทำแบบเดียวกันนี้ได้หรือไม่

คลื่นความร้อนถือเป็นภัยคุกคามด้านสภาพภูมิอากาศที่ร้ายแรงที่สุดต่อมนุษยชาติ คร่าชีวิตผู้คนในแต่ละปีมากกว่าอุทกภัย พายุเฮอร์ริเคน และไฟป่ารวมกันเสียอีก และความเสี่ยงสูงสุดมักเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ ๆ ซึ่งกำลังร้อนขึ้นเร็วกว่าส่วนอื่น ๆ ของโลกถึงสองเท่า อันเนื่องมาจากปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island)

เนื่องจากอุณหภูมิที่เป็นอันตรายกลายเป็นสิ่งที่พบเห็นโดยทั่วไปมากขึ้น ผู้นำของเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก ตั้งแต่กรุงปารีสของฝรั่งเศสไปจนถึงเมืองฟีนิกซ์ ในรัฐแอริโซนาของสหรัฐอเมริกา ต่างก็วางแผนเชิงกลยุทธ์เพื่อเพิ่มพื้นที่ร่มเงามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศเกาะที่แสนร้อนอบอ้าว อาจเป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ร่มเงาที่ดีที่สุดในโลกแล้วก็ได้ ผู้คนที่นี่มีวิธีรับมือกับฝนที่ตกหนักและอากาศร้อนอบอ้าวมาเป็นเวลานานแล้วด้วย

หนึ่งในตัวอย่างที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นทางเท้าที่มีหลังคา จุดกำเนิดของการสร้างทางเท้าที่มีหลังคาเพื่อประโยชน์สาธารณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามาได้อย่างไร ถึงแม้ว่า "ทางเดินยาวกว้างห้าฟุต" เหล่านี้ ซึ่งเจาะผ่านชั้นล่างของร้านค้าและบ้านเรือนที่มีซุ้มโค้ง จะมีลักษณะคล้ายกับซุ้มประตูของเมืองโบโลญญา แต่อาจมีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ เจ้าหน้าที่อาณานิคมของอังกฤษซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผู้ก่อตั้งสิงคโปร์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ได้เขียนแผนผังเมืองแห่งแรกในปี 1822

แรฟเฟิลส์กำหนดให้มีทางเดินที่ชัดเจน ต่อเนื่อง และมีหลังคาคลุมทั้งสองด้านของถนนทุกสาย เพื่อให้มั่นใจว่าการสัญจรจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพแม้ในสภาพอากาศเลวร้าย เมื่อเวลาผ่านไป "ทางเดินระเบียง" ของเขาก็เริ่มไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ทางเดินรูปแบบดังกล่าวได้รับการปรับปรุงมาสู่รูปแบบสมัยใหม่อีกครั้ง โดยลี กวน ยู นายกรัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพลที่นำสิงคโปร์สู่เอกราชในช่วงทศวรรษที่ 1960

ลี กวน ยู เป็นคนจู้จี้จุกจิกและสนใจเป็นพิเศษในเรื่องสภาพภูมิอากาศและความสบาย เขาเชื่อว่าความชื้นกำลังบั่นทอนผลิตภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

ในพื้นที่ในร่ม เขาก็เปลี่ยนสิงคโปร์ให้กลายเป็นสิ่งที่ เชอเรียน จอร์จ นักข่าวในขณะนั้น เรียกว่า "ประเทศแห่งเครื่องปรับอากาศ" (air-conditioned nation)

ขณะที่ในพื้นที่กลางแจ้ง ลี กวน ยู ยังดูเหมือนจะคลั่งไคล้เรื่องการสร้างร่มเงา ลีเป็นที่รู้จักกันว่าชอบสั่งสอนผู้ใต้บังคับบัญชาเกี่ยวกับการออกแบบทางเดินเท้าและทางเดินเล่นที่ไม่ดี บางครั้งต้องคุกเข่าบนพื้นที่ร้อนจัดเพื่อพิสูจน์ประเด็นบางอย่าง

ในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970 ขณะที่รัฐบาลเผด็จการของนายลีได้สร้างโครงการบ้านจัดสรรสาธารณะขนาดใหญ่ สถาปนิกได้เปิดพื้นที่ชั้นล่างของอาคารทุกหลังให้เปิดรับอากาศภายนอก โดยยังคงรักษาพื้นที่ดังกล่าวไว้เป็น "พื้นที่ว่าง" ให้เป็นพื้นที่ส่วนกลางที่ผู้อยู่อาศัยสามารถมารวมตัวกันเพื่อรับลมได้

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 และ 1990 หน่วยงานด้านที่อยู่อาศัยและการขนส่งของสิงคโปร์ได้สั่งการให้สร้างหลังคาโลหะแบบตั้งอิสระเหนือทางเท้าเพื่อให้มั่นใจว่าเส้นทางไปยังรถประจำทางหรือรถไฟที่ใกล้ที่สุดจะแห้งอยู่เสมอสำหรับคนที่เดินไปมา

การ์เดนส์ บาย เดอะ เบย์ (Gardens by the Bay) สถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดังของสิงคโปร์ รังสรรค์ขึ้นด้วยการผสมผสานพืชพรรณเขตร้อนเข้ากับ "ซูเปอร์ทรี" อันเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นโครงสร้างเทียมที่ให้สวนแนวตั้งและให้ร่มเงา

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การ์เดนส์ บาย เดอะ เบย์ (Gardens by the Bay) สถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดังของสิงคโปร์ รังสรรค์ขึ้นด้วยการผสมผสานพืชพรรณเขตร้อนเข้ากับ "ซูเปอร์ทรี" อันเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นโครงสร้างเทียมที่ทำให้เกิดเป็นสวนแนวตั้งและให้ร่มเงา

ปัจจุบันทางการสิงคโปร์อ้างว่าได้สร้างทางเดินที่มีหลังคาไปแล้วเป็นระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร ลองนึกภาพดูว่าหากนั่งร้านก่อสร้างที่มีอยู่ทั่วไปในนครนิวยอร์กกลายเป็นสถาปัตยกรรมทางเท้าถาวร คุณคงพอจะนึกภาพออกว่า ผลงานที่แม้จะดูไม่น่าดึงดูดใจแต่ก็ใช้งานได้จริงนั้นจะเป็นอย่างไร

ในสหรัฐอเมริกา นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องย้ายอาคารของตนให้ห่างจากถนนเพื่อให้แสงสว่างเข้ามาได้มากขึ้น แต่ในสิงคโปร์ พวกเขาต้องสร้างเครือข่ายทางเท้าที่มีหลังคายื่นออกมาสำหรับคนเดินเท้าออกจากชั้นล่างของอาคารด้วยความสูง 2.4-3.7 เมตร

งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าหลังคากันสาดมีผลคล้ายกับที่พักผู้โดยสารรถประจำทางที่สะอาดและออกแบบมาอย่างดี เช่นเดียวกับการที่พักผู้โดยสารสามารถทำให้การรอรถประจำทางผ่านไปเร็วขึ้น ชาวสิงคโปร์ก็รายงานว่าการเดินเล่นใต้ทางเดินนั้นให้ความรู้สึกว่ามีระยะเวลาสั้นกว่าการเดินเล่นใต้แสงแดดถึง 14%

"คุณอยู่ในเขตร้อนชื้นที่อากาศร้อนจัดและยังมีอากาศชื้นตลอดเวลา" ยุน ฮเย ฮวาง สถาปนิกภูมิทัศน์และศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์กล่าว ด้วยอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 31-33 องศาเซลเซียส ตลอดทั้งปี "เราจึงต้องการร่มเงาอยู่เสมอ" เธอกล่าวเสริม

เมื่อพูดถึงเรื่องร่มเงา แทบทุกคนคงชอบใบไม้ที่เขียวชอุ่มบนหลังคามากกว่าหลังคาอะลูมิเนียมที่เทอะทะ แต่ลีอา รูเฟนัคท์ อดีตนักวิจัยจากโครงการคูลลิง สิงคโปร์ (Cooling Singapore) ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มด้านความร้อนในเมืองที่รัฐบาลให้การสนับสนุน กล่าวว่า ต้นไม้ไม่สามารถเป็นคำตอบได้เสมอไป แต่เธอตั้งข้อสังเกตว่า ต้นไม้สร้างความเย็นผ่านร่มเงาและการปล่อยน้ำให้ระเหยสู่อากาศ ซึ่งในสิงคโปร์ที่มีอากาศชื้น ความชื้นที่มากขึ้นอาจยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก

รูเฟนัคท์ แนะนำให้ใช้โทนสีเขียวและสีเทาที่สมดุลกันเพื่อทำให้รู้สึกสบาย ๆ ในสิงคโปร์ เฉดสีเทาเข้มสุดพบได้ในบริเวณพื้นคอนกรีตใต้ตึกระฟ้าใจกลางเมือง ขณะที่กลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องจัดทำร่มเงาให้ตรงตามที่หน่วยงานกำกับดูแลพิจารณาว่า "เพียงพอ" บนลานกลางแจ้ง โดยต้องทำให้พื้นที่นั่งพักเย็นลงอย่างน้อย 50% ระหว่างเวลา 9.00 น. ถึง 16.00 น. ร่มเงาอาจมาจากหลายแหล่ง อย่างเช่น ต้นไม้ ร่มกันแดด หรือกันสาด แต่ในเอกสารการออกแบบ หน่วยงานกำกับดูแลได้กำหนดว่า ร่มเงาจากเงาของตึกระฟ้าที่อยู่ใกล้เคียงก็สามารถสร้างร่มเงาได้เช่นกัน

แหล่งช้อปปิ้งแห่งหนึ่งในย่านลิตเติ้ลอินเดีย ประเทศสิงคโปร์มีทางเดินขนาดห้าฟุตหรือราว 1.5 เมตร ภายใต้อุโมงค์โค้งทอดผ่านชั้นล่างของร้านค้าและบ้านเรือนในเมือง

ที่มาของภาพ, Alamy

คำบรรยายภาพ, แหล่งช็อปปิงแห่งหนึ่งในย่านลิตเติลอินเดีย ประเทศสิงคโปร์ มีทางเดินขนาดห้าฟุตหรือราว 1.5 เมตร ภายใต้อุโมงค์โค้งทอดผ่านชั้นล่างของร้านค้าและบ้านเรือนในเมือง

แนวทางนี้อาจเปรียบเทียบได้กับแนวทางของนครนิวยอร์ก ซึ่งไม่สนับสนุนการมีเงาพาดทับพื้นที่กลางแจ้ง และภัยคุกคามเพียงเล็กน้อยต่อการดำรงอยู่ของพวกเขาก็สามารถทำลายการพัฒนาใหม่ได้ ในสภาพอากาศที่เย็นสบายเช่นนี้ ผู้พัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์ได้รับคำแนะนำให้สร้างลานกว้างไว้ทางทิศใต้ที่รับแสงแดด เพื่อสร้างความอบอุ่นในฤดูหนาว (อันที่จริง ลานดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้หันหน้าไปทางทิศเหนือ)

สิงคโปร์นั้นกลับให้ลำดับความสำคัญที่แตกต่างออกไป โดยหลักการแล้ว ผู้พัฒนาโครงการควรจัดพื้นที่บริเวณลานกว้างทางฝั่งตะวันออกของอาคารเพื่อให้ได้รับอากาศเย็นสบายจากร่มเงาในยามบ่าย ซึ่งถือเป็นพื้นที่ร่มเงาในเมืองเพียงไม่กี่แห่งที่ได้รับการส่งเสริมให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

"ในพื้นที่เขตร้อนของโลก ปัญหาส่วนหนึ่งมักเกิดจากการที่ชุมชนได้รับมรดกตกทอดจากกฎหมายควบคุมอาคารในเขตอบอุ่น และพวกเขาไม่มีช่องทางที่จะทบทวนและตั้งคำถามว่า 'กฎหมายนี้เหมาะกับเราหรือไม่'" เคลวิน อัง ผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์ของสำนักงานพัฒนาเมืองสิงคโปร์กล่าว "ในสิงคโปร์ มีความตระหนักรู้กันอย่างกว้างขวางว่า กฎหมายควบคุมอาคารและกฎหมายผังเมืองต้องส่งเสริมให้เกิดร่มเงา เนื่องจากแสงแดดที่แรงจัด"

นักวางผังเมืองเชื่อว่า หากพื้นที่สาธารณะไม่มีร่มเงาก็จะไม่มีใครใช้พื้นที่นั้น แม้จะมีผลกระทบด้านความชื้นที่อาจเกิดขึ้น แต่นายกรัฐมนตรีลี กวน ยู ก็เรียกร้องให้มีการปลูกต้นไม้ทั่วทุกแห่ง โดยเชื่อว่าสิงคโปร์ที่ "มีความสะอาดและเขียวขจี" จะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ

รัฐบาลสิงคโปร์ภายใต้การบริหารของลี องค์กรด้านสวนสาธารณะและต้นไม้ที่จัดตั้งขึ้นใหม่ได้ปรับปรุงถนนสายหลักให้สวยงามขึ้น โดยปลูกต้นอังสนา ต้นจามจุรี ต้นมะฮอกกานี และต้นอะคาเซียไว้ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่

"ต้นที่มีดอกไม้ก็ไม่เป็นไร" ลีกล่าวกับหัวหน้าหน่วยงาน "แต่ขอร่มเงาให้ผมก่อน"

ในช่วงทศวรรษที่ 1970 ขณะที่เขาเริ่มใช้ระบบเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อจัดการกับจราจรที่คับคั่งและโครงการอื่น ๆ เพื่อผลักดันให้ชาวสิงคโปร์เลิกใช้รถยนต์ส่วนตัวและหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ลีก็หันความสนใจไปที่ทางเท้า ทางม้าลาย และป้ายรถเมล์ ซึ่งแสงแดดที่สาดส่องอาจทำให้ผู้โดยสารหน้าใหม่ไม่กล้าใช้บริการ

ในนครลอสแอนเจลิส ต้นไม้ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายในการออกแบบถนน เพราะมันถูกยัดวางลงในหลุมคอนกรีตและทางเท้าอย่างไม่เป็นระเบียบ หลังจากที่ท่อใต้ดินในทุก ๆ เมตร ขอบถนนทุกแห่ง รวมไปถึงรางน้ำและทางเข้าบ้านถูกก่อสร้างเสร็จไปแล้ว

ลานกว้างหรือพลาซ่าและอาคารหลายแห่งในสิงคโปร์ได้รับการออกแบบให้สร้างเงาเพื่อช่วยให้คนเดินถนนเย็นสบายขึ้น

ที่มาของภาพ, Alamy

คำบรรยายภาพ, ลานกว้างหรือพลาซ่าและอาคารหลายแห่งในสิงคโปร์ได้รับการออกแบบให้มีร่มเงาเพื่อช่วยให้คนเดินถนนเย็นสบายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในสิงคโปร์ อดีตนายกฯ ลี สั่งนักวางผังเมืองให้พิจารณาเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น เพราะสายไฟฟ้าแรงสูงทำให้ทางเท้าในนครลอสแอนเจลิสเสียรูปและทำให้ต้นไม้เล็กและไม้พุ่มขึ้นได้ยาก ดังนั้น ระบบสาธารณูปโภคส่วนใหญ่จึงถูกฝังอยู่ในท่อใต้ดินที่ทอดยาวขนานไปกับต้นไม้ริมถนนและรากของมัน โครงสร้างพื้นฐานสีเขียวนี้ถูกวางแผนโดยนักวางผังเมือง ออกแบบโดยหน่วยงานโยธาธิการ และบริหารจัดการโดยคณะกรรมการสวนสาธารณะ ซึ่งงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่าภายใต้การนำของลี

การหาเงินทุนและการประสานงานพิสูจน์แล้วว่าเป็นตัวกำหนดความแตกต่างระหว่างป่าในเมืองที่อุดมสมบูรณ์กับต้นไม้ในเมืองที่น่าสงสาร นอกจากถนนแล้ว นักวางผังเมืองของลียังกำหนดให้มีพื้นที่สีเขียวในโครงการพัฒนาเอกชน ฟื้นฟูสวนในใหม่เพื่อชดเชยป่าฝนธรรมชาติที่แทบจะหายไปอีกด้วย

ขณะที่รัฐบาลสิงคโปร์มีอำนาจต่อรองอย่างมาก ด้วยกฎเกณฑ์การเวนคืนที่ดินที่เข้มงวด ทำให้รัฐบาลสิงคโปร์เป็นเจ้าของที่ดินประมาณ 90% ของพื้นที่ทั้งหมด และผู้ตรวจสอบอาคารจะไม่อนุมัติให้เข้าอยู่อาศัยในอาคารจนกว่าจะเห็นต้นไม้ถูกปลูกในพื้นที่ โครงการบ้านจัดสรรสาธารณะขนาดใหญ่ของสิงคโปร์ยังมาพร้อมกับสนามหญ้า ลานบ้านร่มรื่น และทางเดินที่เรียงรายไปด้วยต้นไม้ซึ่งเชื่อมต่อกับสวนสาธารณะและเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ ส่งผลให้มีต้นไม้อยู่แทบทุกหนทุกแห่งในสิงคโปร์ ทั้งในย่านคนรวยและคนจน

"เราไม่ได้แบ่งแยกพื้นที่ชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงาน" ลีเขียนไว้ในบันทึกความทรงจำของเขา โดยอ้างว่านั่นจะเป็น "หายนะทางการเมือง" สำหรับพรรคกิจประชาชน ( People's Action Party) มันทำให้สิงคโปร์แตกต่างจากเมืองใหญ่ ๆ ในอเมริกา ซึ่งการมีร่มเงาในพื้นที่สาธารณะหรือไม่เป็นตัวบ่งชี้ที่น่าเชื่อถือที่สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้

ด้วยนโยบายการวางแผนอันชาญฉลาดของลี ซึ่งรวมถึงการพัฒนาสวนสาธารณะท้องถิ่นหลายพันเอเคอร์และความพยายามอย่างยิ่งใหญ่ในการถมดินในทะเล สิงคโปร์จึงประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง นั่นคือการเติบโตของเมืองที่หนาแน่นไปพร้อม ๆ กับความเขียวชอุ่ม ทางการอ้างว่าป่าในเมืองเพิ่มขึ้นจาก 158,600 ต้นในปี 1974 เป็น 1.4 ล้านต้นในปี 2014 แม้ว่าจะมีประชากรเพิ่มจำนวนขึ้นอีก 3 ล้านคนก็ตาม

ปัจจุบันเกือบครึ่งหนึ่งของเกาะถูกปกคลุมไปด้วยหญ้า พุ่มไม้ และต้นไม้สูงใหญ่ ทำลายความคิดที่ว่าเมืองไม่สามารถจัดสรรพื้นที่ให้กับธรรมชาติได้ในขณะที่มันเติบโต

"สภาพแวดล้อมทางชีวกายภาพต่างหากที่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่าง" แดเนียล เบอร์แชม อดีตนักวิจัยจากคณะกรรมการสวนสาธารณะกล่าว เมื่อผมขอให้เขาอธิบายความสำเร็จของสิงคโปร์ "การปลูกต้นไม้เป็นเรื่องง่ายมากเมื่อเป็นฤดูร้อนทุกวันและมีฝนตกมากกว่า 2 เมตรทุกปี"

แม้ว่าจะมีพื้นที่สีเขียวและร่มเงา แต่สิงคโปร์ยังคงต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศอย่างมากเพื่อให้บ้านเรือนและสำนักงานเย็นสบาย

ที่มาของภาพ, Alamy

คำบรรยายภาพ, แม้ว่าจะมีพื้นที่สีเขียวและร่มเงา แต่สิงคโปร์ยังคงต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศอย่างมากเพื่อให้บ้านเรือนและสำนักงานเย็นสบาย

แต่หากปราศจากฉันทามติทางการเมือง เขากล่าวเสริมว่า ต้นไม้เหล่านั้นคงไม่มีโอกาสได้เติบโตเลย "นี่คือเป้าหมายที่พวกเขา [รัฐบาลของลี] จะมุ่งมั่น และนี่เป็นวิสัยทัศน์ที่ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อให้ประสบความสำเร็จ"

ปัจจุบัน เบอร์แชมสอนหลักสูตรรุกขกรรมหรือสาขาวิชาเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้และป่าไม้ ที่มหาวิทยาลัยรัฐโคโลราโด ในเมืองฟอร์ตคอลลินส์ ซึ่งเป็นเมืองที่มีสภาพแบบกึ่งแห้งแล้งที่ผู้นำทางการเมืองดำรงตำแหน่งเพียงไม่กี่ปี ไม่ใช่หลายสิบปี

"บางคนอาจมองว่า ลี กวน ยู เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด หรือผู้นำในลักษณะกึ่งเผด็จการ ซึ่งในระดับหนึ่งก็เป็นเช่นนั้น" เบอร์แชมกล่าว "แต่นี่คือข้อดีอย่างหนึ่งที่ได้จากระบบนี้ เขาตั้งเป้าหมายนี้ จัดหาทรัพยากรต่าง ๆ และให้การสนับสนุนทางการเมืองเพื่อให้ประชาชนบรรลุเป้าหมาย"

แม้ว่าจะต้องมีความสอดคล้องกันระหว่างฝ่ายบริหารด้านต่าง ๆ แต่ตามหลักการแล้วก็ไม่มีเหตุผลใดที่รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในเมืองเขตร้อนอย่างเมืองไมอามีหรือโฮโนลูลูจะไม่สามารถดำเนินโครงการลักษณะนี้ได้

แล้วร่มเงาทั้งหมดนี้ช่วยปกป้องชาวสิงคโปร์หรือไม่ ?

ในช่วงบ่าย ถนนในย่านธุรกิจของสิงคโปร์ที่ปกคลุมไปด้วยเงาของตึกระฟ้าซึ่งเป็นจุดที่อากาศเย็นสบายที่สุดในเมือง แต่สภาพเช่นนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน และอาคารต่าง ๆ จะปล่อยความร้อนที่ดูดซับจากแสงอาทิตย์ออกมา ส่วนในตอนกลางคืน พื้นที่สีเขียวของอาคารที่อยู่อาศัยสาธารณะอาจช่วยผ่อนคลายได้มากที่สุด เพราะอากาศเย็นตัวลงกว่า 1-2 องศาเชลเซียส ในขณะที่มีลมที่พัดผ่านย่านการค้าที่ผู้คนพลุกพล่าน

หากพิจารณาในแง่ของความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยาระหว่างอุณหภูมิอากาศกับโรคที่มาจากความร้อนแล้ว จะเห็นได้ว่าย่านที่มีร่มเงาเหล่านี้ คือ พื้นที่ปลอดภัยจากความร้อนมากที่สุดในสิงคโปร์

โครงสร้างพื้นฐานที่ให้ร่มเงา เช่น ต้นไม้และอาคารต่าง ๆ อาจไม่เพียงพอที่จะเอาชนะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้โลกร้อนขึ้นได้ทั้งหมด แต่ก็อาจจะช่วยได้บ้าง

ผู้เขียนบทความนี้ยังเปรียบเทียบการบริหารของสิงคโปร์กับสหรัฐฯ โดยเขาระบุว่า มีความไม่น่าเป็นไปได้ที่รัฐบาลท้องถิ่นในอเมริกาจะมีประสิทธิภาพเทียบเท่าสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศเผด็จการที่ปกครองโดยผู้นำที่มีอำนาจสูงสุดที่มุ่งแต่เรื่องร่มเงามาช้านาน เมืองส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ก็ไม่ได้มีสภาพอากาศที่เหมาะสมสำหรับการปลูกต้นไม้เหมือนสิงคโปร์ด้วย

อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์แสดงให้เห็นว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้างด้วยการวางแผนสร้างร่มเงาโดยเจตนาของรัฐบาล เมืองที่เย็นสบายสำหรับทุกคนอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม และอย่าแสร้งทำเป็นว่ามันเป็นไปไม่ได้

*บทความนี้อิงเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ Shade: The Promise of a Forgotten Natural Resource (แปลเป็นไทยว่า ร่มเงา: คำสัญญาของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกลืม) ของ แซม บล็อช ซึ่งตีพิมพ์เมื่อเดือน ก.ค. 2025 และบทความนี้ปรับเปลี่ยนหัวข้อจากเดิมคือ How Singapore became obsessed by shade (แปลเป็นไทยว่า สิงคโปร์กลายเป็นประเทศที่หมกมุ่นกับเรื่องการสร้างร่มเงาได้อย่างไร)