เหตุใดสิงคโปร์จึงตัดสินใจสร้างเมืองด้วยร่มเงากับพื้นที่สีเขียว ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, แซม บล็อช
เกาะที่ร้อนอบอ้าวอย่าง "สิงคโปร์" ให้ความสำคัญกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและร่มเงาในทุกมุมเมืองมานานแล้ว แล้วเมืองอื่น ๆ จะทำแบบเดียวกันนี้ได้หรือไม่
คลื่นความร้อนถือเป็นภัยคุกคามด้านสภาพภูมิอากาศที่ร้ายแรงที่สุดต่อมนุษยชาติ คร่าชีวิตผู้คนในแต่ละปีมากกว่าอุทกภัย พายุเฮอร์ริเคน และไฟป่ารวมกันเสียอีก และความเสี่ยงสูงสุดมักเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ ๆ ซึ่งกำลังร้อนขึ้นเร็วกว่าส่วนอื่น ๆ ของโลกถึงสองเท่า อันเนื่องมาจากปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island)
เนื่องจากอุณหภูมิที่เป็นอันตรายกลายเป็นสิ่งที่พบเห็นโดยทั่วไปมากขึ้น ผู้นำของเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก ตั้งแต่กรุงปารีสของฝรั่งเศสไปจนถึงเมืองฟีนิกซ์ ในรัฐแอริโซนาของสหรัฐอเมริกา ต่างก็วางแผนเชิงกลยุทธ์เพื่อเพิ่มพื้นที่ร่มเงามากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศเกาะที่แสนร้อนอบอ้าว อาจเป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ร่มเงาที่ดีที่สุดในโลกแล้วก็ได้ ผู้คนที่นี่มีวิธีรับมือกับฝนที่ตกหนักและอากาศร้อนอบอ้าวมาเป็นเวลานานแล้วด้วย
หนึ่งในตัวอย่างที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นทางเท้าที่มีหลังคา จุดกำเนิดของการสร้างทางเท้าที่มีหลังคาเพื่อประโยชน์สาธารณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามาได้อย่างไร ถึงแม้ว่า "ทางเดินยาวกว้างห้าฟุต" เหล่านี้ ซึ่งเจาะผ่านชั้นล่างของร้านค้าและบ้านเรือนที่มีซุ้มโค้ง จะมีลักษณะคล้ายกับซุ้มประตูของเมืองโบโลญญา แต่อาจมีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ เจ้าหน้าที่อาณานิคมของอังกฤษซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผู้ก่อตั้งสิงคโปร์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ได้เขียนแผนผังเมืองแห่งแรกในปี 1822
แรฟเฟิลส์กำหนดให้มีทางเดินที่ชัดเจน ต่อเนื่อง และมีหลังคาคลุมทั้งสองด้านของถนนทุกสาย เพื่อให้มั่นใจว่าการสัญจรจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพแม้ในสภาพอากาศเลวร้าย เมื่อเวลาผ่านไป "ทางเดินระเบียง" ของเขาก็เริ่มไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม ทางเดินรูปแบบดังกล่าวได้รับการปรับปรุงมาสู่รูปแบบสมัยใหม่อีกครั้ง โดยลี กวน ยู นายกรัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพลที่นำสิงคโปร์สู่เอกราชในช่วงทศวรรษที่ 1960
ลี กวน ยู เป็นคนจู้จี้จุกจิกและสนใจเป็นพิเศษในเรื่องสภาพภูมิอากาศและความสบาย เขาเชื่อว่าความชื้นกำลังบั่นทอนผลิตภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
ในพื้นที่ในร่ม เขาก็เปลี่ยนสิงคโปร์ให้กลายเป็นสิ่งที่ เชอเรียน จอร์จ นักข่าวในขณะนั้น เรียกว่า "ประเทศแห่งเครื่องปรับอากาศ" (air-conditioned nation)
ขณะที่ในพื้นที่กลางแจ้ง ลี กวน ยู ยังดูเหมือนจะคลั่งไคล้เรื่องการสร้างร่มเงา ลีเป็นที่รู้จักกันว่าชอบสั่งสอนผู้ใต้บังคับบัญชาเกี่ยวกับการออกแบบทางเดินเท้าและทางเดินเล่นที่ไม่ดี บางครั้งต้องคุกเข่าบนพื้นที่ร้อนจัดเพื่อพิสูจน์ประเด็นบางอย่าง
ในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970 ขณะที่รัฐบาลเผด็จการของนายลีได้สร้างโครงการบ้านจัดสรรสาธารณะขนาดใหญ่ สถาปนิกได้เปิดพื้นที่ชั้นล่างของอาคารทุกหลังให้เปิดรับอากาศภายนอก โดยยังคงรักษาพื้นที่ดังกล่าวไว้เป็น "พื้นที่ว่าง" ให้เป็นพื้นที่ส่วนกลางที่ผู้อยู่อาศัยสามารถมารวมตัวกันเพื่อรับลมได้
ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 และ 1990 หน่วยงานด้านที่อยู่อาศัยและการขนส่งของสิงคโปร์ได้สั่งการให้สร้างหลังคาโลหะแบบตั้งอิสระเหนือทางเท้าเพื่อให้มั่นใจว่าเส้นทางไปยังรถประจำทางหรือรถไฟที่ใกล้ที่สุดจะแห้งอยู่เสมอสำหรับคนที่เดินไปมา

ที่มาของภาพ, Getty Images
ปัจจุบันทางการสิงคโปร์อ้างว่าได้สร้างทางเดินที่มีหลังคาไปแล้วเป็นระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร ลองนึกภาพดูว่าหากนั่งร้านก่อสร้างที่มีอยู่ทั่วไปในนครนิวยอร์กกลายเป็นสถาปัตยกรรมทางเท้าถาวร คุณคงพอจะนึกภาพออกว่า ผลงานที่แม้จะดูไม่น่าดึงดูดใจแต่ก็ใช้งานได้จริงนั้นจะเป็นอย่างไร
ในสหรัฐอเมริกา นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องย้ายอาคารของตนให้ห่างจากถนนเพื่อให้แสงสว่างเข้ามาได้มากขึ้น แต่ในสิงคโปร์ พวกเขาต้องสร้างเครือข่ายทางเท้าที่มีหลังคายื่นออกมาสำหรับคนเดินเท้าออกจากชั้นล่างของอาคารด้วยความสูง 2.4-3.7 เมตร
งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าหลังคากันสาดมีผลคล้ายกับที่พักผู้โดยสารรถประจำทางที่สะอาดและออกแบบมาอย่างดี เช่นเดียวกับการที่พักผู้โดยสารสามารถทำให้การรอรถประจำทางผ่านไปเร็วขึ้น ชาวสิงคโปร์ก็รายงานว่าการเดินเล่นใต้ทางเดินนั้นให้ความรู้สึกว่ามีระยะเวลาสั้นกว่าการเดินเล่นใต้แสงแดดถึง 14%
"คุณอยู่ในเขตร้อนชื้นที่อากาศร้อนจัดและยังมีอากาศชื้นตลอดเวลา" ยุน ฮเย ฮวาง สถาปนิกภูมิทัศน์และศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์กล่าว ด้วยอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 31-33 องศาเซลเซียส ตลอดทั้งปี "เราจึงต้องการร่มเงาอยู่เสมอ" เธอกล่าวเสริม
เมื่อพูดถึงเรื่องร่มเงา แทบทุกคนคงชอบใบไม้ที่เขียวชอุ่มบนหลังคามากกว่าหลังคาอะลูมิเนียมที่เทอะทะ แต่ลีอา รูเฟนัคท์ อดีตนักวิจัยจากโครงการคูลลิง สิงคโปร์ (Cooling Singapore) ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มด้านความร้อนในเมืองที่รัฐบาลให้การสนับสนุน กล่าวว่า ต้นไม้ไม่สามารถเป็นคำตอบได้เสมอไป แต่เธอตั้งข้อสังเกตว่า ต้นไม้สร้างความเย็นผ่านร่มเงาและการปล่อยน้ำให้ระเหยสู่อากาศ ซึ่งในสิงคโปร์ที่มีอากาศชื้น ความชื้นที่มากขึ้นอาจยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก
รูเฟนัคท์ แนะนำให้ใช้โทนสีเขียวและสีเทาที่สมดุลกันเพื่อทำให้รู้สึกสบาย ๆ ในสิงคโปร์ เฉดสีเทาเข้มสุดพบได้ในบริเวณพื้นคอนกรีตใต้ตึกระฟ้าใจกลางเมือง ขณะที่กลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องจัดทำร่มเงาให้ตรงตามที่หน่วยงานกำกับดูแลพิจารณาว่า "เพียงพอ" บนลานกลางแจ้ง โดยต้องทำให้พื้นที่นั่งพักเย็นลงอย่างน้อย 50% ระหว่างเวลา 9.00 น. ถึง 16.00 น. ร่มเงาอาจมาจากหลายแหล่ง อย่างเช่น ต้นไม้ ร่มกันแดด หรือกันสาด แต่ในเอกสารการออกแบบ หน่วยงานกำกับดูแลได้กำหนดว่า ร่มเงาจากเงาของตึกระฟ้าที่อยู่ใกล้เคียงก็สามารถสร้างร่มเงาได้เช่นกัน

ที่มาของภาพ, Alamy
แนวทางนี้อาจเปรียบเทียบได้กับแนวทางของนครนิวยอร์ก ซึ่งไม่สนับสนุนการมีเงาพาดทับพื้นที่กลางแจ้ง และภัยคุกคามเพียงเล็กน้อยต่อการดำรงอยู่ของพวกเขาก็สามารถทำลายการพัฒนาใหม่ได้ ในสภาพอากาศที่เย็นสบายเช่นนี้ ผู้พัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์ได้รับคำแนะนำให้สร้างลานกว้างไว้ทางทิศใต้ที่รับแสงแดด เพื่อสร้างความอบอุ่นในฤดูหนาว (อันที่จริง ลานดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้หันหน้าไปทางทิศเหนือ)
สิงคโปร์นั้นกลับให้ลำดับความสำคัญที่แตกต่างออกไป โดยหลักการแล้ว ผู้พัฒนาโครงการควรจัดพื้นที่บริเวณลานกว้างทางฝั่งตะวันออกของอาคารเพื่อให้ได้รับอากาศเย็นสบายจากร่มเงาในยามบ่าย ซึ่งถือเป็นพื้นที่ร่มเงาในเมืองเพียงไม่กี่แห่งที่ได้รับการส่งเสริมให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
"ในพื้นที่เขตร้อนของโลก ปัญหาส่วนหนึ่งมักเกิดจากการที่ชุมชนได้รับมรดกตกทอดจากกฎหมายควบคุมอาคารในเขตอบอุ่น และพวกเขาไม่มีช่องทางที่จะทบทวนและตั้งคำถามว่า 'กฎหมายนี้เหมาะกับเราหรือไม่'" เคลวิน อัง ผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์ของสำนักงานพัฒนาเมืองสิงคโปร์กล่าว "ในสิงคโปร์ มีความตระหนักรู้กันอย่างกว้างขวางว่า กฎหมายควบคุมอาคารและกฎหมายผังเมืองต้องส่งเสริมให้เกิดร่มเงา เนื่องจากแสงแดดที่แรงจัด"
นักวางผังเมืองเชื่อว่า หากพื้นที่สาธารณะไม่มีร่มเงาก็จะไม่มีใครใช้พื้นที่นั้น แม้จะมีผลกระทบด้านความชื้นที่อาจเกิดขึ้น แต่นายกรัฐมนตรีลี กวน ยู ก็เรียกร้องให้มีการปลูกต้นไม้ทั่วทุกแห่ง โดยเชื่อว่าสิงคโปร์ที่ "มีความสะอาดและเขียวขจี" จะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
รัฐบาลสิงคโปร์ภายใต้การบริหารของลี องค์กรด้านสวนสาธารณะและต้นไม้ที่จัดตั้งขึ้นใหม่ได้ปรับปรุงถนนสายหลักให้สวยงามขึ้น โดยปลูกต้นอังสนา ต้นจามจุรี ต้นมะฮอกกานี และต้นอะคาเซียไว้ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่
"ต้นที่มีดอกไม้ก็ไม่เป็นไร" ลีกล่าวกับหัวหน้าหน่วยงาน "แต่ขอร่มเงาให้ผมก่อน"
ในช่วงทศวรรษที่ 1970 ขณะที่เขาเริ่มใช้ระบบเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อจัดการกับจราจรที่คับคั่งและโครงการอื่น ๆ เพื่อผลักดันให้ชาวสิงคโปร์เลิกใช้รถยนต์ส่วนตัวและหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ลีก็หันความสนใจไปที่ทางเท้า ทางม้าลาย และป้ายรถเมล์ ซึ่งแสงแดดที่สาดส่องอาจทำให้ผู้โดยสารหน้าใหม่ไม่กล้าใช้บริการ
ในนครลอสแอนเจลิส ต้นไม้ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายในการออกแบบถนน เพราะมันถูกยัดวางลงในหลุมคอนกรีตและทางเท้าอย่างไม่เป็นระเบียบ หลังจากที่ท่อใต้ดินในทุก ๆ เมตร ขอบถนนทุกแห่ง รวมไปถึงรางน้ำและทางเข้าบ้านถูกก่อสร้างเสร็จไปแล้ว

ที่มาของภาพ, Alamy
อย่างไรก็ตาม ในสิงคโปร์ อดีตนายกฯ ลี สั่งนักวางผังเมืองให้พิจารณาเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น เพราะสายไฟฟ้าแรงสูงทำให้ทางเท้าในนครลอสแอนเจลิสเสียรูปและทำให้ต้นไม้เล็กและไม้พุ่มขึ้นได้ยาก ดังนั้น ระบบสาธารณูปโภคส่วนใหญ่จึงถูกฝังอยู่ในท่อใต้ดินที่ทอดยาวขนานไปกับต้นไม้ริมถนนและรากของมัน โครงสร้างพื้นฐานสีเขียวนี้ถูกวางแผนโดยนักวางผังเมือง ออกแบบโดยหน่วยงานโยธาธิการ และบริหารจัดการโดยคณะกรรมการสวนสาธารณะ ซึ่งงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่าภายใต้การนำของลี
การหาเงินทุนและการประสานงานพิสูจน์แล้วว่าเป็นตัวกำหนดความแตกต่างระหว่างป่าในเมืองที่อุดมสมบูรณ์กับต้นไม้ในเมืองที่น่าสงสาร นอกจากถนนแล้ว นักวางผังเมืองของลียังกำหนดให้มีพื้นที่สีเขียวในโครงการพัฒนาเอกชน ฟื้นฟูสวนในใหม่เพื่อชดเชยป่าฝนธรรมชาติที่แทบจะหายไปอีกด้วย
ขณะที่รัฐบาลสิงคโปร์มีอำนาจต่อรองอย่างมาก ด้วยกฎเกณฑ์การเวนคืนที่ดินที่เข้มงวด ทำให้รัฐบาลสิงคโปร์เป็นเจ้าของที่ดินประมาณ 90% ของพื้นที่ทั้งหมด และผู้ตรวจสอบอาคารจะไม่อนุมัติให้เข้าอยู่อาศัยในอาคารจนกว่าจะเห็นต้นไม้ถูกปลูกในพื้นที่ โครงการบ้านจัดสรรสาธารณะขนาดใหญ่ของสิงคโปร์ยังมาพร้อมกับสนามหญ้า ลานบ้านร่มรื่น และทางเดินที่เรียงรายไปด้วยต้นไม้ซึ่งเชื่อมต่อกับสวนสาธารณะและเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ ส่งผลให้มีต้นไม้อยู่แทบทุกหนทุกแห่งในสิงคโปร์ ทั้งในย่านคนรวยและคนจน
"เราไม่ได้แบ่งแยกพื้นที่ชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงาน" ลีเขียนไว้ในบันทึกความทรงจำของเขา โดยอ้างว่านั่นจะเป็น "หายนะทางการเมือง" สำหรับพรรคกิจประชาชน ( People's Action Party) มันทำให้สิงคโปร์แตกต่างจากเมืองใหญ่ ๆ ในอเมริกา ซึ่งการมีร่มเงาในพื้นที่สาธารณะหรือไม่เป็นตัวบ่งชี้ที่น่าเชื่อถือที่สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้
ด้วยนโยบายการวางแผนอันชาญฉลาดของลี ซึ่งรวมถึงการพัฒนาสวนสาธารณะท้องถิ่นหลายพันเอเคอร์และความพยายามอย่างยิ่งใหญ่ในการถมดินในทะเล สิงคโปร์จึงประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง นั่นคือการเติบโตของเมืองที่หนาแน่นไปพร้อม ๆ กับความเขียวชอุ่ม ทางการอ้างว่าป่าในเมืองเพิ่มขึ้นจาก 158,600 ต้นในปี 1974 เป็น 1.4 ล้านต้นในปี 2014 แม้ว่าจะมีประชากรเพิ่มจำนวนขึ้นอีก 3 ล้านคนก็ตาม
ปัจจุบันเกือบครึ่งหนึ่งของเกาะถูกปกคลุมไปด้วยหญ้า พุ่มไม้ และต้นไม้สูงใหญ่ ทำลายความคิดที่ว่าเมืองไม่สามารถจัดสรรพื้นที่ให้กับธรรมชาติได้ในขณะที่มันเติบโต
"สภาพแวดล้อมทางชีวกายภาพต่างหากที่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่าง" แดเนียล เบอร์แชม อดีตนักวิจัยจากคณะกรรมการสวนสาธารณะกล่าว เมื่อผมขอให้เขาอธิบายความสำเร็จของสิงคโปร์ "การปลูกต้นไม้เป็นเรื่องง่ายมากเมื่อเป็นฤดูร้อนทุกวันและมีฝนตกมากกว่า 2 เมตรทุกปี"

ที่มาของภาพ, Alamy
แต่หากปราศจากฉันทามติทางการเมือง เขากล่าวเสริมว่า ต้นไม้เหล่านั้นคงไม่มีโอกาสได้เติบโตเลย "นี่คือเป้าหมายที่พวกเขา [รัฐบาลของลี] จะมุ่งมั่น และนี่เป็นวิสัยทัศน์ที่ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อให้ประสบความสำเร็จ"
ปัจจุบัน เบอร์แชมสอนหลักสูตรรุกขกรรมหรือสาขาวิชาเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้และป่าไม้ ที่มหาวิทยาลัยรัฐโคโลราโด ในเมืองฟอร์ตคอลลินส์ ซึ่งเป็นเมืองที่มีสภาพแบบกึ่งแห้งแล้งที่ผู้นำทางการเมืองดำรงตำแหน่งเพียงไม่กี่ปี ไม่ใช่หลายสิบปี
"บางคนอาจมองว่า ลี กวน ยู เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด หรือผู้นำในลักษณะกึ่งเผด็จการ ซึ่งในระดับหนึ่งก็เป็นเช่นนั้น" เบอร์แชมกล่าว "แต่นี่คือข้อดีอย่างหนึ่งที่ได้จากระบบนี้ เขาตั้งเป้าหมายนี้ จัดหาทรัพยากรต่าง ๆ และให้การสนับสนุนทางการเมืองเพื่อให้ประชาชนบรรลุเป้าหมาย"
แม้ว่าจะต้องมีความสอดคล้องกันระหว่างฝ่ายบริหารด้านต่าง ๆ แต่ตามหลักการแล้วก็ไม่มีเหตุผลใดที่รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในเมืองเขตร้อนอย่างเมืองไมอามีหรือโฮโนลูลูจะไม่สามารถดำเนินโครงการลักษณะนี้ได้
แล้วร่มเงาทั้งหมดนี้ช่วยปกป้องชาวสิงคโปร์หรือไม่ ?
ในช่วงบ่าย ถนนในย่านธุรกิจของสิงคโปร์ที่ปกคลุมไปด้วยเงาของตึกระฟ้าซึ่งเป็นจุดที่อากาศเย็นสบายที่สุดในเมือง แต่สภาพเช่นนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน และอาคารต่าง ๆ จะปล่อยความร้อนที่ดูดซับจากแสงอาทิตย์ออกมา ส่วนในตอนกลางคืน พื้นที่สีเขียวของอาคารที่อยู่อาศัยสาธารณะอาจช่วยผ่อนคลายได้มากที่สุด เพราะอากาศเย็นตัวลงกว่า 1-2 องศาเชลเซียส ในขณะที่มีลมที่พัดผ่านย่านการค้าที่ผู้คนพลุกพล่าน
หากพิจารณาในแง่ของความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยาระหว่างอุณหภูมิอากาศกับโรคที่มาจากความร้อนแล้ว จะเห็นได้ว่าย่านที่มีร่มเงาเหล่านี้ คือ พื้นที่ปลอดภัยจากความร้อนมากที่สุดในสิงคโปร์
โครงสร้างพื้นฐานที่ให้ร่มเงา เช่น ต้นไม้และอาคารต่าง ๆ อาจไม่เพียงพอที่จะเอาชนะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้โลกร้อนขึ้นได้ทั้งหมด แต่ก็อาจจะช่วยได้บ้าง
ผู้เขียนบทความนี้ยังเปรียบเทียบการบริหารของสิงคโปร์กับสหรัฐฯ โดยเขาระบุว่า มีความไม่น่าเป็นไปได้ที่รัฐบาลท้องถิ่นในอเมริกาจะมีประสิทธิภาพเทียบเท่าสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศเผด็จการที่ปกครองโดยผู้นำที่มีอำนาจสูงสุดที่มุ่งแต่เรื่องร่มเงามาช้านาน เมืองส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ก็ไม่ได้มีสภาพอากาศที่เหมาะสมสำหรับการปลูกต้นไม้เหมือนสิงคโปร์ด้วย
อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์แสดงให้เห็นว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้างด้วยการวางแผนสร้างร่มเงาโดยเจตนาของรัฐบาล เมืองที่เย็นสบายสำหรับทุกคนอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม และอย่าแสร้งทำเป็นว่ามันเป็นไปไม่ได้
*บทความนี้อิงเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ Shade: The Promise of a Forgotten Natural Resource (แปลเป็นไทยว่า ร่มเงา: คำสัญญาของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกลืม) ของ แซม บล็อช ซึ่งตีพิมพ์เมื่อเดือน ก.ค. 2025 และบทความนี้ปรับเปลี่ยนหัวข้อจากเดิมคือ How Singapore became obsessed by shade (แปลเป็นไทยว่า สิงคโปร์กลายเป็นประเทศที่หมกมุ่นกับเรื่องการสร้างร่มเงาได้อย่างไร)












