น้ำเกือบเต็มเขื่อนภาคเหนือ อยุธยา-สิงห์บุรี ยังอ่วม แล้วกรุงเทพฯ-ปริมณฑล น่ากังวลแค่ไหน ?

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เขตพื้นที่ จ.นนทบุรี เมื่อ 7 พ.ย. ที่ผ่านมา
    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาในหลายจังหวัดภาคกลางกำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมสูง เช่น จ.พระนครศรีอยุธยาที่ประสบปัญหาน้ำท่วมมากว่า 4 เดือนแล้ว ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาปรับเพิ่มการระบายน้ำเป็น 2,900 ลบ.ม./วินาที มาแล้วอย่างน้อย 2 วัน

คลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติรายงานสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยาวันนี้ (13 พ.ย.) พบว่ายังมีปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำเกือบเต็มความจุ โดยเขื่อนภูมิพลมีปริมาตรน้ำ 99.58% เขื่อนสิริกิติ์ 97.89% เขื่อนแควน้อย 101.47% และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 95.81%

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา พบน้ำท่วมหลายจุดในพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ทั้งในนนทบุรี ปทุมธานี รวมถึงบางส่วนของกรุงเทพฯ จากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA

ช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา พื้นที่กรุงเทพเผชิญน้ำท่วมขังบนถนนหลายสายหลังฝนตกลงมากลางดึก ซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำเหนือและระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเป็นน้ำท่วมขังระยะสั้นที่สามารถระบายได้แล้วในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

ท่ามกลางสถานการณ์น้ำในจังหวัดตอนบนอย่าง จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ยังมีน้ำท่วมสูง จังหวัดตอนล่างลงมาอย่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑลต้องกังวลแค่ไหน ?

สถานการณ์น้ำในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ตั้งแต่วันที่ 10 พ.ย. เวลา 16.00 น. ถึงวันที่ 11 พ.ย. เวลา 2.00 น. กรมชลประทานได้ทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาจากอัตรา 2,800 ลบ.ม./วินาที เป็น 2,900 ลบ.ม./วินาที พร้อมแจ้งเตือนประชาที่อาศัยนอกคันกันน้ำในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา, จ.สิงห์บุรี, จ.อ่างทอง และ จ.ชัยนาท เฝ้าระวังสถานการณ์และยกของขึ้นที่สูง

แม้ไม่มีคำเตือนมาถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แต่ตั้งแต่ก่อนเพิ่มอัตราการระบายน้ำ ภาพถ่ายดาวเทียมจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ในวันที่ 10 พ.ย. พบพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างมีน้ำท่วมอยู่แล้วหลายจุดในนนทบุรี ปทุมธานี รวมถึงบางส่วนของกรุงเทพฯ ซึ่ง GISTDA ระบุว่าเป็นไปตามที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ หากมีการปล่อยน้ำในอัตรา 2,700-2,800 ลบ.ม./วินาที

โดยพื้นที่ที่พบน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าสู่บ้านเรือนและเส้นทางสัญจร อาทิ พื้นที่เทศบาลเมืองปทุมธานี ต.เชียงรากใหญ่ อ.สามโคก และ ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน และพื้นที่ จ.นนทบุรี อย่างเช่น ท่าน้ำนนท์ เกาะเกร็ด และพื้นที่บางส่วนใน อ.เมืองนนทบุรี และอ.บางกรวย รวมถึงพื้นที่บางส่วนของเขตบางพลัดในกรุงเทพมหานคร

ขณะนั้น GISTDA ยังคาดการณ์อีกว่า หากมีการเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 2,900 ลบ.ม./วินาที จะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 20–30 เซนติเมตร ซึ่งจะกระทบต่อพื้นที่ริมฝั่งเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะจุดที่แนวตลิ่งต่ำหรือแนวป้องกันชำรุด และอาจทำให้มวลน้ำขยายเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ มากขึ้น โดยเฉพาะแนวแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก

โดยวันนี้ (13 พ.ย.) GISTDA เปิดข้อมูลล่าสุดจากดาวเทียม Sentinel-1A ของวันที่ 12 พ.ย. พบพื้นที่น้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มและที่อยู่อาศัยบริเวณบางส่วนของ 10 จังหวัดภาคกลาง ได้แก่ จ.พระนครศรีอยุธยา จ.สุพรรณบุรี จ.ลพบุรี จ.นครปฐม จ.ชัยนาท จ.อ่างทอง จ.สิงห์บุรี จ.สระบุรี จ.นนทบุรี และ จ.ปทุมธานี คิดเป็นพื้นที่รวมประมาณ 1,293,745 ไร่ โดยแต่ละพื้นที่พบระดับความลึกของน้ำท่วมขังส่วนใหญ่ไม่น้อยกว่า 1 เมตร ซึ่งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหลัก ๆ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ชุมชนที่อยู่อาศัยตามแนวริมแม่น้ำสายหลักและสายรอง รวมถึงเส้นทางคมนาคมสำคัญบางส่วน

สำนักข่าวไทยพีบีเอสรายงานสถานการณ์น้ำท่วมขังหลายจุดในกรุงเทพมหานครช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา หลังฝนตกหนักหลายชั่วโมง อาทิ บนถนนลาดพร้าว – รัชดาภิเษก ที่น้ำท่วมขังจนรถเล็กไม่สามารถผ่านได้และมีรถจอดเสียหลายคัน ซึ่งนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยในเวลาต่อมาว่าเป็นผลมาจากฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในหลายเขตของกรุงเทพฯ ทำให้มีรายงานน้ำท่วมขังรวม 57 จุด ในถนนสายหลักและย่านเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่ากรุงเทพมหานครได้เร่งระบายน้ำจนเมื่อเวลา 6.00 น. เหลือน้ำท่วมขังอยู่เพียง 5 จุดเท่านั้น ได้แก่ ถนนรัชดาภิเษกบางช่วง ถนนราชดำริ ถนนศาลาแดง ถนนประชาอุทิศ และถนนประชาสุข พร้อมเน้นย้ำว่าสาเหตุของน้ำท่วมขังครั้งนี้ มาจากฝนตกหนักในระยะเวลาสั้น ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำเหนือหรือระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, สถานการณ์น้ำท่วมและน้ำทะเลหนุนสูงที่สร้างผลกระทบกับประชาชนที่อาศัยในชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เขตพื้นที่ จ.นนทบุรี เมื่อ 7 พ.ย. ที่ผ่านมา

"ความจริงเรื่องกระทบกรุงเทพฯ - ปริมณฑล คงไม่ได้กระทบมากในเชิงของน้ำที่จะหลากจากการล้นตลิ่ง" รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต บอกกับบีบีซีไทย

เขาประเมินว่าแม้จะยังมีฝนตกเฉกเช่นที่เกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันนี้ โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 16-18 พ.ย. แต่จะไม่เกิดน้ำหลากเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในปี 2554 เพราะปริมาณน้ำยังน้อยกว่าราว 40% สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ คือ "น้ำรอการระบาย" ดังเช่นที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่กรุงเทพมหานครช่วงเช้ามืดวันนี้ ซึ่งเกิดขึ้นในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะลดระดับลง

"การที่มวลน้ำมาขนาดนี้มันเทียบเท่ากับปี 2565 เพราะฉะนั้นถ้าพฤติกรรมน้ำจะท่วมก็ต้องท่วมคล้าย ๆ กับปี 2565 นะครับ ซึ่งในปีนั้นเองก็ไม่มีน้ำท่วมใหญ่เข้ามาในกรุงเทพฯ - ปริมณฑล เพียงแต่ว่าอย่างที่บอกข้างต้นว่ามีน้ำท่วมรอการระบาย มีน้ำอาจจะล้นคันกั้นน้ำในช่วงน้ำทะเลหนุน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพื้นที่นอกคัน โดยเฉพาะนนทบุรี ปทุมธานี" รศ.ดร.เสรี ระบุ

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำผู้นี้ยังระบุถึงอีกหลายปัจจัยที่ทำให้เขาประเมินว่าสถานการณ์น้ำในกรุงเทพฯ – ปริมณฑลจะไม่รุนแรงไปกว่านี้ เพราะมีทั้งคันกั้นน้ำแตก มวลน้ำถูกผันเข้าทุ่งไปแล้วซึ่งไม่สามารถผ่านถนนต่าง ๆ เข้ามายังกรุงเทพฯ – ปริมณฑลได้ และน้ำในเขื่อนต่าง ๆ ภาคเหนือก็เริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

"สถานการณ์ ณ ขณะนี้เอง มันมีคันแตกเยอะนะครับ แล้วก็มีการผันน้ำเข้าไปไว้ในทุ่ง ก็คือความหมายว่า ไปทางคลองสาขาด้านข้างแล้วออกไป ตอนนี้เต็มระบบเลย" รศ.ดร.เสรี กล่าว "การที่น้ำเข้าทุ่งแล้วจะไหลลงมากรุงเทพฯ - ปริมณฑล มันต้องผ่านด่านเยอะมาก ด่านคือถนน ถนนเป็นใยแมงมุมเลย เพราะฉะนั้นยังไงก็ตาม แรงมันไม่มาถึงแน่นอน"

ส่วน "สถานการณ์น้ำเหนือ น้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากว่าฝนไม่ตก น้ำที่ระบายลงมา ที่ผ่านแม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน ก็มีแนวโน้มลดลง ทำให้น้ำผ่าน จ.นครสวรรค์เริ่มลดลง ประเด็นนี้ทำให้น้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มลดลงไปด้วย เพราะฉะนั้นก็ขอให้สบายใจได้ว่า มันไม่เป็นแบบ 2554 แน่นอน" รศ.ดร.เสรี เน้นย้ำ

ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต เชื่อว่า การที่เขื่อนเจ้าพระยาปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำเป็น 2,900 ลบ.ม./วินาที ยังอยู่ในเกณฑ์ที่กรุงเทพฯ - ปริมณฑลรับได้ และยากที่จะเกิดการล้นตลิ่งไปจนถึงพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน เว้นแต่จะมีการปรับเพิ่มการระบายน้ำไปถึง 3,500 ลบ.ม./วินาที จึงจะนับว่าเป็นตัวเลขที่ "น่ากลัว"

ส่วนตัวเลขน้ำในเขื่อนภาคเหนือซึ่งหลายแห่งมีปริมาตรน้ำเกือบเต็มความจุนั้น รศ.ดร.เสรี มองว่าไม่ใช่ตัวเลขที่ควรต้องกังวล เพราะเป็นช่วงเวลาที่ต้องกักเก็บน้ำเตรียมไว้ใช้ในหน้าแล้งแล้ว

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เมื่อวันที่ 5 พ.ย. มีปริมาณน้ำกักเก็บมากถึง 13,111.60 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ97.40% ของความจุทั้งหมดที่รองรับได้ ซึ่งถือว่าระดับน้ำสูงในรอบ 14 ปี

ด้าน ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ประเมินสถานการณ์ในทิศทางที่สอดคล้องกันว่า "ไม่ได้มีอะไรที่ต้องกังวลมากสำหรับกรุงเทพฯ"

เธอระบุว่าเหตุน้ำพบน้ำท่วมใน จ.นนทบุรี จ.ปทุมธานี รวมถึงบางพื้นที่ของกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8-9 พ.ย. นั้น ส่วนหนึ่งเพราะเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงด้วย ซึ่งพอน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณมาก ก็ทำให้เกิด "น้ำกระฉอกข้ามคัน" เข้ามายังพื้นที่ริมคันกั้นน้ำ หรือพื้นที่ฟันหลอ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตอนนี้อยู่ในช่วงที่มีแนวโน้มดีขึ้นแล้ว

"ช่วงนี้เป็นจังหวะน้ำทะเลลงแล้ว ตั้งแต่ 2-3 วันนี้ไปจนถึงวันที่ 18 [พ.ย.]" เธอกล่าวกับบีบีซีไทยในช่วงบ่ายเมื่อวานนี้ (12 พ.ย.) "วันที่ 18 จะเป็นช่วงน้ำทะเลต่ำสุด ซึ่งยิ่งไม่มีอะไรน่ากังวล เพียงแต่ว่าหลังจากวันที่ 18 ไป ช่วงวันที่ 20-23 [พ.ย.] น้ำทะเลมันจะกลับขึ้นมาสูงอีกรอบ ก็อาจจะมีผลกระทบเหมือนที่ผ่านมาช่วงวันที่ 8-9 อีกครั้ง แต่ว่าไม่ได้มากกว่านั้นค่ะ"

"คือมันก็จะมีฝนตก เหมือนที่มันตกอยู่ 1-2 วันนี้ค่ะ แต่ว่าก็ไม่ได้มีอะไรน่ากังวล ตกก็ก็สูบ[น้ำ]ออกเจ้าพระยาแค่นั้นเองค่ะ หรือไม่เดี๋ยวมันก็ระบายไปตามศักยภาพของการระบาย ไม่ได้มีอะไรที่ต้องกังวลมากสำหรับกรุงเทพฯ" ผศ.ดร.สิตางศุ์ ระบุ

ลุ่มเจ้าพระยาจะยังต้องรับน้ำอีกนานแค่ไหน ?

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, สถานการณ์น้ำท่วมที่ ต.เอกราช อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องปิดการจราจรชั่วคราว บนทางหลวงหมายเลข 33 เส้นป่าโมก–สุพรรณบุรี เนื่องจากน้ำท่วมขังสูงมีระยะทาง 500 เมตร ทำให้รถเล็กไม่สามารถผ่านได้ (ภาพเมื่อ 11 พ.ย.)

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ชี้ว่าสถานการณ์ใน "ลุ่มเจ้าพระยา" ภาพรวมจะยังคงทรงตัวอยู่ โดยน้ำจะท่วมขังต่อเนื่องไปอีก 2 สัปดาห์ ซึ่งเขื่อนเจ้าพระยาจะยังต้องคงการระบายน้ำไว้อยู่ที่ 2,900 ลบ.ม./วินาที เพื่อรองรับน้ำจากเขื่อนภูมิพลซึ่งได้รับอิทธิพลจากพายุคัลแมกี

"กว่าเขื่อนภูมิพลจะไหลมาถึงเขื่อนเจ้าพระยาก็ประมาณสัปดาห์หน้า ซึ่งมันมาด้วยน้ำที่เยอะ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าไม่มีฝนมาเติมระหว่างทางเนี่ย ก็สามารถที่จะประคับประคองอัตราการระบายที่เขื่อนเจ้าพระยาไปอยู่ที่ 2,900 ลบ.ม./วินาทีหรืออาจจะลดลงได้เล็กน้อย แต่คงไม่ได้ลดลงได้เยอะมาก ก็จะประมาณ 2 สัปดาห์นี้ ที่สถานการณ์จะทรงๆ แบบนี้ไปก่อน" ผศ.ดร.สิตางศุ์ ผู้ซึ่งอยู่ในคณะอนุกรรมการอำนวยการน้ำที่ เลขาธิการ สทนช. เป็นประธาน อธิบาย

"ประมาณปลายเดือนนี้ก็อาจจะลดอัตราการไหลที่เขื่อนเจ้าพระยาลงไปได้อีกหน่อยนึง แต่ว่ากว่าที่จะลดลงไปถึงระดับที่พี่น้องที่อยู่ริมน้ำ จ.อยุธยา สามารถที่จะเริ่มที่จะเข้าไปอยู่ในบ้านได้... ก็อาจจะประมาณสักต้นเดือน ธ.ค. ที่จะสามารถกลับเข้าไปอยู่ในบ้านชั้น 2 [ส่วน]ชั้น 1 อาจจะยังไม่ค่อยได้ ต้องรอให้เขื่อนเจ้าพระยาลดการระบายลงมาที่ประมาณ 2,200 [ลบ.ม./วินาที] ถึงจะพอที่จะเข้าไปอยู่ได้ มันต้องใช้เวลาค่ะ" เธอกล่าว

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, สถานการณ์น้ำท่วมใน อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ยังคงเผชิญภาวะน้ำท่วมขังต่อเนื่องยาวนานกว่า 4 เดือน (ภาพเมื่อ 11 พ.ย.)

ด้าน รศ.ดร.เสรี ประเมินสถานการณ์น้ำในทุ่ง จ.พระนครศรีอยุธยา จ.สิงห์บุรี และ จ.อ่างทอง ต้องใช้เวลาราว 1-2 เดือน กว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ซึ่งจะกระทบต่อเกษตรกรในการทำนาปรัง

"เวลาเข้าทุ่งแล้ว ความสามารถในการรับมือของเรา โดยส่วนใหญ่จะใช้เวลาอย่างต่ำเดือนครึ่งถึง 2 เดือนที่จะเอาออกหมด" ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยรังสิตระบุ "คือการเอาออกมันต้องเอาออกโดยเครื่องสูบน้ำ เพราะฉะนั้นมันก็คือความสามารถสูบน้ำของเรา ว่าระดมเครื่องสูบน้ำมาขนาดไหน"

"ปกติเขาจะต้องเอา[น้ำ]ออกนะ ให้สิ้นเดือน พ.ย. เป็นปกติ เพื่อให้เกษตรกรได้เตรียมทำนาปรัง ปีนี้คาดว่าจะยืดไปประมาณสักเดือน – เดือนครึ่ง ก็เท่ากับว่าจะเป็นปัญหาต่อเกษตรกรทำนาปรัง โดยเฉพาะ[ในลุ่ม]เจ้าพระยา สิงห์บุรี อ่างทอง"

ย้อนไปเมื่อวันที่ 11 พ.ย. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำกับกรมชลประทาน คาดว่าในช่วงประมาณวันที่ 20 พ.ย. สถานการณ์น้ำในจังหวัดต่าง ๆ จะเข้าสู่สภาวะปกติ จากที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์ว่าร่องมรสุมฝนลดน้อยลง

อย่างไรก็ตาม สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบบริเวณหน้าเขื่อนและท้ายเขื่อนเจ้าพระยา เช่น ใน จ.พระนครศรีอยุธยา จ.อ่างทอง และจังหวัดใกล้เคียง คาดการณ์ว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติในช่วงต้นเดือน ม.ค. 2569

"ก็เป็นไปได้ เพราะที่เขาบอกก็แสดงให้เห็นว่ากำลังเขามีแค่นี้ ถ้าอยากจะให้เร็วกว่านี้ก็ต้องทุ่มกำลังให้มากที่สุด" รศ.ดร.เสรี กล่าวถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส ประเมินสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติในเดือน ม.ค.

"อย่าลืมว่าพอ ม.ค. ก็เท่ากับว่า เดือน ก.พ., มี.ค., เม.ย., เท่ากับนาปรังเขาไม่ได้ทำเลยนะ เพราะฉะนั้นพูดง่าย ๆ เกษตรกรจะขาดรายได้ตรงนี้ไป" รศ.ดร.เสรี ระบุ "เร็วที่สุดก็ควรจะเป็นภายในเดือนธ.ค. ต้องให้จบ มันควรจะทำให้เขามี รายได้บ้าง" นักวิชาการผู้นี้ให้ความเห็น

เขายังเตือนพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังต่อจากนี้ คือพื้นที่ "ภาคใต้" ที่จะมีหย่อมความกดอากาศต่ำเข้ามาช่วงวันที่ 16-18 พ.ย. จึงควรเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในช่วงวันดังกล่าวด้วย