"ถึงเราจะได้ชดเชยมันก็... สู้ไม่ท่วมดีกว่า" สำรวจพื้นที่ทุ่งรับน้ำบางบาล ที่ต้องถูกน้ำท่วมซ้ำทุกปี

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, "เรือ" กลายเป็นพาหนะสัญจรหลักของชาวบ้านชุมชนริมน้ำใน อ.บางบาล และ อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ในช่วง "หน้าน้ำ" หรือช่วงเวลาที่น้ำจะท่วมขังในทุก ๆ ปี
    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

บนถนนชลประทาน อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ใกล้กับประตูระบายน้ำปากคลองบางบาล มีรถยนต์กว่า 10 คันจอดเรียงรายริมสองฝั่งถนน

ถนนเส้นนี้อยู่ห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยาราว 500 เมตร มันทำหน้าที่เป็นคันกั้นน้ำไม่ให้เข้าไปท่วมพื้นที่ตอนในของ "ทุ่งบางบาล" พื้นที่ราบลุ่มซึ่งมีสภาพเป็นเกาะ ล้อมรอบไปด้วยแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และคลองโผงเผง (คลองบางหลวง) และยังมีประตูระบายน้ำที่คอยควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลจากแม่น้ำเจ้าพระยาลงไปตามลำคลองบางบาลเข้าสู่พื้นที่ตอนในของทุ่ง

ราว 10.30 ของวันที่ 3 ต.ค. ที่บีบีซีไทยลงพื้นที่ ระดับน้ำฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านนอกประตูน้ำระบายน้ำอยู่ที่ราว 7 เมตร ขณะที่อีกฝั่งอยู่ที่ 5 เมตร จากมาตรวัดบริเวณประตูระบายน้ำ

ฝั่งที่ระดับน้ำสูง 7 เมตรนั้น คือพื้นที่ ต.บางชะนี ซึ่งครอบคลุมอาณาบริเวณตั้งแต่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จนมาสุดที่ถนนชลประทานแห่งนี้ มีกว่า 400 ครัวเรือน ถูกน้ำท่วมขังมานานกว่า 3 สัปดาห์แล้ว จากการเปิดเผยของกำนัน ต.บางชะนี

ชาวบ้านในตำบลต้องใช้วิธีสัญจรทางเรือออกมายังถนนเส้นนี้ แล้วจึงสามารถต่อรถออกไปทำงาน เรียน หรือทำธุระต่าง ๆ ได้ ขณะที่ส่วนหนึ่งที่บ้านไม่ได้ยกสูงและน้ำเข้าท่วมภายในบ้าน ก็ต้องออกมาพักอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพในโรงเรียนซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 3.5 กิโลเมตร ขณะที่ชาวตำบลอื่นที่ประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน บางส่วนต้องออกมาอาศัยเต็นท์นอนอยู่ริมถนน

นี่คือวิถีชีวิตที่ชาวบางบาลคุ้นชินในช่วง "หน้าน้ำ" ของทุก ๆ ปี มาเป็นเวลากว่าทศวรรษแล้ว และระยะเวลาที่ต้อง "อยู่กับน้ำ" นานขึ้นเรื่อย ๆ จากที่เคยท่วม 2-3 สัปดาห์ กลายเป็นยาวนานได้ถึง 2-4 เดือน โดยที่ยังไม่เห็นสัญญาณว่าสถานการณ์จะดีขึ้นได้ในเร็ววันนี้

มายาคติที่หลายคนคุ้นชินว่าบางบาลเป็น "ทุ่งรับน้ำ" สภาพความเป็นจริงกลับปรากฏว่าพื้นที่ "ทุ่ง" หลายจุดยังแห้งสนิท ขณะที่บ้านเรือนบางหลังจมเกือบมิดถึงหลังคา

ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่นี้มีที่มาจากอะไรกันแน่ และเหตุใดจึงยังไม่มีทีท่าที่จะคลี่คลาย ?

.

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, คุณตาสวมเสื้อชูชีพให้หลานชายวัย 3 ขวบ ก่อนพายเรือพากลับเข้าบ้านใน ต.บางชะนี อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา

ใช้ชีวิตกับน้ำจน "ชิน"

วีรวัฒน์ วังบรรพต ชาวบ้านหมู่ 5 ต.บางชะนี พาบีบีซีไทยนั่งเรือเข้าไปสำรวจความเป็นอยู่ของคนในชุมชนซึ่งถูกน้ำเอ่อล้นจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลเข้าท่วมตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 ก.ย.

จากริมถนนชลประทาน เรือแล่นผ่านพื้นที่ที่เคยเป็นสวนซึ่งยังเห็นใบกล้วยที่ยืนต้นตายโผล่พ้นน้ำ ก่อนผ่านแนวเสาไฟฟ้าในจุดที่เขาบอกว่าคือถนน และบางช่วงมีคมรั้วลวดหนามโผล่เหนือน้ำราวหนึ่งคืบ ระหว่างทางผ่านบ้านเรือนหลายหลังที่ยกเสาสูงทำให้โผล่บ้านน้ำ แต่ก็ยังมีบางหลังที่ไม่ได้ยกสูงและพบว่าระดับน้ำอยู่เกือบถึงหลังคาบ้าน

เขาบอกว่าเรื่องดีอย่างหนึ่งของพื้นที่นี้ในยามที่น้ำท่วมสูง คือน้ำและไฟยังใช้ได้ ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังสามารถพักอาศัยอยู่ภายในบ้านของตนเองได้ เว้นแต่บางหลังที่เป็นบ้านชั้นเดียวและไม่ได้ยกสูง ซึ่งไม่มีทางเลือกใดนอกจากต้องไปอาศัยอยู่ที่อื่นหรืออาศัยในศูนย์ผู้อพยพ

เรือยนต์ล่องฝ่าน้ำมาได้ราว 10 นาที เราก็เจอบ้านหลังหนึ่งที่มีผู้สูงอายุนั่งอยู่คนเดียวบริเวณชานบ้าน เธอบอกว่าเธออาศัยอยู่ในบ้านที่มีน้ำรายล้อมเพียงลำพัง เพราะลูกหลานออกไปอยู่ต่างจังหวัดกันหมดแล้ว โดยอาศัยผู้ใหญ่บ้านหรือคนในชุมชนช่วยรับของยังชีพมาให้ หรือหากกระแสน้ำไม่เชี่ยวเธอก็ยังพอพายเรือออกไปหาข้าวปลาอาหารได้บ้าง

"ตั้งแต่มาอยู่นี่ไม่เห็นท่วมอยู่สองปีมั้ง ตั้งแต่ พ.ศ.2542 [ที่] มาอยู่นี่" หนูทิพย์ เสโสภณ วัย 74 ปี เล่า "สมัยก่อนปลูกกระต๊อบ ทำร้านขึ้นก็หน้าต่างท่วม อยู่ไม่ได้ พากันอพยพไปอยู่บ้านยายไล ก็อยู่ไม่ได้อีก" เธอบอกว่าเมื่อก่อนบ้านของเธอไม่ได้ยกสูงขนาดนี้ แต่พอน้ำท่วมบ่อย ๆ ก็ต้องยกพื้นบ้านขึ้นมา

บีบีซีไทยถามว่าหากฉุกเฉินขึ้นมาแล้วจะขอความช่วยเหลือใคร เธอตอบว่า "มีโทรศัพท์" ก่อนจะบอกว่า "แต่โทรศัพท์ก็ไม่มีเงินอีก ไม่มีตังค์เติม"

.

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, หนูทิพย์ เสโสภณ หญิงวัย 74 ปี อาศัยอยู่ในบ้านที่มีน้ำล้อมรอบเพียงลำพัง

ต.บางชะนี ยังเป็นที่ตั้งของศูนย์ส่งเสริมและเผยแพร่ดนตรีไทย บ้านครูสำราญ เกิดผล ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปการแสดง (ดนตรีไทย) ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันศูนย์ฯ ดังกล่าวถูกน้ำท่วมเกือบมิดชั้นหนึ่ง เช่นเดียวกับบ้านของศิลปินแห่งชาติที่ยังมีลูกสาวพักอาศัยอยู่หลังจากครูสำราญล่วงลับไป

บ้านของศิลปินแห่งชาติในตอนนี้ สามารถเข้าถึงได้ด้วยเรือเท่านั้น และใช้อยู่อาศัยได้เพียงบริเวณชั้นสอง ขณะที่ชั้นล่างก็เริ่มพบกระจกหน้าต่างบางส่วนแตกจากกระแสน้ำพัด ทางเข้าออกมีเพียงทางเดียวคือระเบียงชั้นสองที่บีบีซีไทยต้องปีนขึ้นไปเพื่อจะสามารถดูความเป็นอยู่ภายในบ้านได้

นี่คือทางเข้าออกเดียวที่สุทธิรักษ์ กลึงศาสตร์ วัย 65 ปี ลูกสาวของครูสำราญมีในช่วงกว่าสามสัปดาห์ที่น้ำท่วมขัง และนั่นทำให้เธอแทบไม่ได้ออกไปไหนในยามที่มีแต่น้ำล้อมรอบเช่นนี้ เธอบอกว่าเธอจะนั่งเรือออกไปซื้อหาเสบียงเข้ามาราวสัปดาห์ละ 1 ครั้งเท่านั้น และบางครั้งก็ใช้วิธีจ้างเรือออกไปให้ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมาทุกครั้งในช่วงที่น้ำท่วม จุดนี้เธอบอกว่าเคยท่วมนานสุดคือ 4 เดือน และน้อยสุดคือ 1-2 เดือน

"บ้านเรามีกระจก มีทั้งหน้าต่างรอบบ้าน เวลาที่น้ำมันท่วมนาน ๆ ทุกอย่างมันก็พังหมด" เธอเล่า "ทุกปีมันก็จะเป็นแบบนี้ ขึ้นอยู่กับว่าน้ำมากน้ำน้อย พอ [ท่วม] เสร็จแล้วเราก็ต้องซ่อมบำรุงบ้าน"

"เราไม่ได้เดือดร้อนเท่าไหร่หรอกเรื่องอาหารการกิน แต่เราเบื่อหน่าย ไหนจะคลื่นจากเรือใหญ่สารพัด น้ำก็แรง เวลาคลื่นมาก็กระทบหน้าต่างดังปึ้งปั้ง ๆ ตลอด ใครไม่เคยมาอยู่ตรงนี้มันก็จะเสียสุขภาพจิต มองไปทางไหนก็มีแต่น้ำ" สุทธิรักษ์สะท้อน

.

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, กระจกหน้าต่างบริเวณบ้านครอบครัวของครูสำราญ เกิดผล ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปการแสดง (ดนตรีไทย) แตกเสียหายจากกระแสน้ำ

บีบีซีไทยสังเกตว่าบ้านเรือนส่วนใหญ่ในชุมชนจะถูกยกพื้นสูงโดยเสริมเสาปูน หรือไม่ก็มักจะสร้างเป็นบ้านสองชั้น ซึ่งชาวบ้านยังคงใช้พักอาศัยอยู่ได้ในยามที่น้ำท่วม

ทว่าการจะยกพื้นสูงเช่นนี้ต้องใช้เงินหลักแสนบาท เช่นบ้านของสำรวย บุญมี เกษตรกรในตำบลที่บอกกับเราว่าเธอต้องใช้เงินไปร่วม 200,000 บาท ในการจะเสริมเสาราว 40 กว่าต้น เพื่อยกพื้นบ้านสองหลังให้พ้นน้ำ ซึ่งนี่คือราคาเมื่อปี 2550 และแม้ว่าเธอจะยกพื้นบ้านขึ้นมาเกือบ 2 เมตรแล้ว วันที่บีบีซีไทยลงพื้นที่ พบว่าระดับน้ำอยู่ห่างจากพื้นบ้านไม่มากนัก

.

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, สำเริงและสำรวย บุญมี ใช้เงินไปราว 200,000 บาท เมื่อปี 2550 ในการยกระดับพื้นบ้านให้สูงจากเดิมมาร่วม 2 เมตร
.

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, บ้านใน ต.บางชะนี ที่ไม่ได้ยกพื้นสูงถูกน้ำท่วมสูงจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้

สำหรับคนที่ไม่มีงบประมาณในการ "ดีดบ้าน" (ศัพท์ที่ชาวบ้านใช้กันโดยหมายถึงการยกระดับพื้นบ้านให้สูงขึ้น) เมื่อน้ำท่วมก็ต้องมาอาศัยนอนที่ศูนย์อพยพ หรือตั้งเต็นท์นอนบนถนน

"จะเอาเงินที่ไหนมายก [ใต้ถุน] ล่ะอีหนู" ปทุม พานแก้ว หญิงวัย 86 ปีที่มาอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพ รร.วัดโคก บอกกับบีบีซีไทยพร้อมหัวเราะเบา ๆ เธอบอกว่ามาอาศัยนอนที่นี่ได้สองคืนแล้ว หลังน้ำท่วมเข้ามาในบ้านจนถึงระดับเข่า

.

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ปทุม พานแก้ว เล่าว่าเธอมาอาศัยนอนที่ศูนย์อพยพ รร.วัดโคก เป็นปีที่สองแล้ว

"ใครจะอยู่ได้ เดินลุยแล้วน้ำกัดเท้าแหลกเหลวหมด" หญิงวัย 86 ปีรายนี้ตัดพ้อ "ที่บ้านมันเป็นแอ่ง หลายบ้านเข้าไม่ได้ อยู่กันไม่ได้" เธอบอกว่าเธอเคยมานอนที่ศูนย์อพยพแห่งนี้เมื่อปี 2565 ที่น้ำท่วมสูงเช่นกัน และกำลังคิดว่าปีหน้าก็อาจจะต้องมานอนอีก

"นานเหมือนกันกว่าจะได้กลับเข้าไปบ้าน" เธอกล่าวถึงปีที่แล้ว "ลูกก็บอกว่าแม่อย่าไปเลย เดี๋ยวก็จมน้ำตายหรอก" เธอบอกพร้อมสะท้อนว่าเธอค่อนข้างร้อนใจและอยากเข้าไปดูภายในบ้านว่าโทรทัศน์ที่ยกสูงเอาไว้ สูงเพียงพอที่จะพ้นน้ำหรือไม่

"[ปีที่แล้ว] บัตรประชาชนไว้ในลิ้นชักก็หาย ลอยน้ำไป ก็เราไม่ได้ไปอยู่… จะเข้าไปน้ำก็เชี่ยวจังเลย เข้าไปก็กลัวจะลื่น" เธอกล่าว

.

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ห้องเรียนที่ปทุมใช้อาศัยชั่วคราวอยู่กับลูกสาวและลูกเขยในระหว่างที่เข้าไปอาศัยในบ้านของตัวเองไม่ได้

ในวันที่เราลงพื้นที่ (3 ต.ค.) มี 6 ครอบครัวในพื้นที่ ต.บางชะนี ที่มาอาศัยในศูนย์อพยพ รร.วัดโคก ซึ่งจัดสรรห้องเรียนแยกให้แต่ละครอบครัวใช้หลับนอน ที่นี่ยังเป็นที่ปิด มีน้ำ-ไฟ ซึ่งผู้อพยพใช้หุงหาอาหารได้บ้าง มีห้องน้ำให้เข้า มีสถานที่พอจะซัก-ตากผ้าได้

แต่บางครอบครัวใน อ.บางบาล ก็เลือกจะนอนบนถนนคันคลองชลประทาน โดยเมื่อบีบีซีไทยขับรถสำรวจตามแนวถนนสองเลนที่ยกสูงจากพื้นที่ชุมชนรอบข้างนี้ เราพบว่ามีเต็นท์ตั้งห่าง ๆ กันเป็นช่วง ๆ อยู่หลายหลัง ทั้งหมดเป็นเต็นท์เปิดที่มีเพียงส่วนหลังคากันแดดกันฝน ซึ่งกินพื้นที่ถนนประมาณ 1 เลน โดยบางช่วงเราพบว่ามีการตั้งป้ายเตือนสำหรับรถที่ผ่านให้ระวังผู้พักอาศัยบนถนน

บุญชู ลือทรัพย์ หญิงวัย 72 ปี ชาว ต.บางหัก อ.บางบาล บอกกับเราว่า เธอมาอาศัยนอนที่เต็นท์ได้กว่าสามสัปดาห์แล้ว นับตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย. โดยอยู่กับสามีวัย 82 ปีเพียงลำพัง

"พอน้ำท่วมก็ขอเขา (เทศบาล) เขาก็เอาเต็นท์มาขึงให้ แล้วเราก็ไปซื้อแคร่ซื้ออะไรมา เขามีแต่เต็นท์ให้อย่างเดียว" บุญชูเล่า "ก็อยู่สองคนตายาย พวกชาวบ้านเขาเห็นเรานอนอยู่นี่ เขาก็เอารถมาฝาก" เธอชี้ไปที่รถจักรยานยนต์สองคันที่จอดอยู่ในเต็นท์

.

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, บุญชู อาศัยกิน-นอนที่เต็นท์ของเทศบาลมากว่าสามสัปดาห์แล้ว

ระหว่างที่บีบีซีไทยพูดคุยกับบุญชูในเต็นท์ มีรถบรรทุกทรายหลายคันวิ่งผ่านไปบนถนนโดยอาศัยอีกเลนที่ยังเหลือ

บุญชูบอกว่าเธอออกมาอยู่แบบนี้ทุกปีเมื่อน้ำท่วมบ้านเป็นเวลาหลายปีติดต่อกันแล้ว โดยแต่ละวันจะพายเรือเข้าไปอาบน้ำที่บ้านลูกหลาน ก่อนจะออกมาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เต็นท์โดยกางมุ้งนอนเพื่อกันยุง เมื่อปวดปัสสาวะก็จะทำธุระใส่ขวดแล้วค่อยเอาไปทิ้ง แต่หากปวดอุจจาระ ก็ต้องอั้นไว้ก่อนแล้วพายเรือเข้าไปขออุจจาระที่บ้านลูก

"ปวดฉี่ก็มีกระป๋อง ใส่กระป๋องแล้วก็เอาไปทิ้ง ปวดหนักก็พายเข้าบ้าน แต่มันไม่ค่อยถ่าย ไม่รู้เป็นยังไง พอน้ำท่าท่วมมันไม่ค่อยถ่าย บางที 3-4 วันถึงจะถ่าย"

เมื่อถามว่าแล้วเหตุใดจึงไม่นอนในบ้านกับลูก เธอบอกว่า "มันเต็มหมด ในนั้นก็แค่นอน หลานคนหนึ่งแล้วก็ลูกสาว ในนั้นก็แค่ห้องเดียว"

"เขาก็ให้ไปอยู่ แต่เราแก่แล้ว เราไม่อยากไปยุ่งเขา... ก็ต้องมานอนอยู่นี่ทุกปี หลายปีแล้ว ก็ต้องเฝ้ารถเฝ้าราให้ลูก" เธอเล่า "เราพ่อแม่ มันอดห่วงลูกไม่ได้หรอก"

.

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ละแวกบ้านของบุญชูที่ถูกน้ำท่วม

เยียวยาไม่คุ้ม

ชาวบ้านบางบาลหลายคนที่บีบีซีไทยได้พูดคุยพูดตรงกันว่าพวกเขาได้เงินชดเชยที่เห็นชัดเป็นรูปธรรมคือในปีที่แล้ว ที่ได้บ้านละ 9,000 บาท สำหรับหลังที่ถูกน้ำท่วม

แต่เงินที่ได้รับไม่สอดคล้องกับความเสียหายของบ้านที่ถูกน้ำท่วมสูงซ้ำ ๆ ทุกปีมาเป็นเวลากว่าทศวรรษ

"ทุกปีก็คือเจอโคลน ครึ่งหน้าแข้ง ถึงเข่า แล้วเราก็ต้องจ้างเขาเพื่อที่จะเอาโคลนออกจากบ้านเรา" เธอเล่า " อย่างปีที่แล้วที่เขาให้เรามา 9,000 มันก็ไม่พอหรอก" สุทธิรักษ์สะท้อน

"เวลาที่เขาประเมินค่าเสียหาย บางบ้านแค่ท่วมเสาเขาก็ให้เท่ากับเรา… เขาไม่ได้มองว่าที่เราต้องอยู่อย่างนี้ 3-4 เดือนเขาจะชดใช้อะไรให้เราได้บ้าง" เธอกล่าว

.

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, สุทธิรักษ์ มองว่าเงินชดเชยที่เธอได้รับ ไม่คุ้มค่ากับความเสียหายที่ต้องเผชิญทุกปี

เช่นเดียวกับหนูทิพย์ หญิงสูงอายุที่อาศัยในบ้านคนเดียว ซึ่งมองว่าเงินเยียวยา 9,000 บาทที่เธอเพิ่งได้รับเมื่อปีที่แล้ว "ไม่พอ"

"เดี๋ยวนี่พังเดี๋ยวนู่นพัง มันเป็นอย่างนั้น" เธอบอกว่าน้ำท่วมปีที่แล้วทำให้เสาบ้านที่ยกสูงขึ้นมาบริเวณห้องน้ำของเธอแตกร้าว แต่เธอก็ยังไม่ได้ซ่อม เนื่องจากเงินที่ได้รับไม่เพียงพอหากจะซ่อม "อยู่ไปก่อน" เธอกล่าวพร้อมหัวเราะเบา ๆ

ในกรณีของเกษตรกรที่ "พืชสวน" ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม สำรวย บุญมี ผู้เป็นเจ้าของไร่มะม่วง 1 ไร่ เล่าว่า จะได้รับเงินชดเชยในอัตราไร่ละ 4,000 บาท

"ทุกปีเราจะลงทะเบียนเกษตรไว้อยู่แล้ว และปรับปรุงทุกปี ถ้าปีไหนไม่ท่วมก็คือไม่ต้องชดเชย ถ้าปีไหนท่วม เราลงไว้ 1 ไร่ เสียหายเท่าไหร่เราก็ลงไปว่าเสียหาย 1 ไร่เลย เขาก็ชดเชยให้เรา 1 ไร่" สำรวยเปิดเผย เธอบอกว่าสวนมะม่วงของเธอคือสวนที่สามพี่น้องครอบครัว "บุญมี" ช่วยกันทำ

"พอน้ำลง" "เราก็ปลูกต่อ" สองพี่น้องสำเริงและสำรวยช่วยกันกล่าวเสริม " และถ้าเผื่อมันท่วมอีกเราก็ลงทะเบียนเหมือนเดิม หมุนเวียนอยู่อย่างนี้"

เมื่อถามว่าไม่ท้อหรือในเมื่อปลูกใหม่ก็เจอน้ำท่วมทุกปี สำเริงตอบว่า "ทำไงได้" ขณะที่สำรวยบอก "ต้องเสี่ยงดวง" ทั้งสองคนบอกว่าที่ผ่านมาอัตราการปลูกมะม่วงแล้วได้ผลผลิตอยู่ที่ 50% ขึ้นอยู่กับระดับน้ำและระยะเวลาที่น้ำท่วมขัง หากปีไหนสถานการณ์ไม่เลวร้าย ต้นมะม่วงก็ยังพอรอดตายและให้ผลผลิตได้บ้าง

ควบคู่ไปกับการทำสวนมะม่วง ครอบครัวนี้มีอาชีพเสริมคือการทำพิซซ่าไปขายที่ตลาด ซึ่งแม้ว่าในตอนนี้น้ำจะท่วมบ้าน พวกเขาก็ยังต้องออกไปขายอยู่ โดยต้องขนของขึ้นเรือพายฝ่ากระแสน้ำออกไปถึงถนนชลประทานหน้าประตูน้ำปากคลองบางบาล ก่อนจะย้ายของจากเรือขึ้นรถเพื่อนำไปขาย "ไปทำอย่างอื่นเราก็ไม่รู้จะทำอะไร" สำรวยบอก "เราไม่มีทุน… เราถึงได้ต้องมีอาชีพเสริม"

.

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, สภาพภายในบ้านของสุทธิรักษ์ที่น้ำเอ่อขึ้นมาเกือบจะถึงบริเวณชั้นสองของบ้านแล้ว

บีบีซีไทยถามว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรกับคำว่า อ.บางบาล เป็นทุ่งรับน้ำ เสียสละไม่ให้น้ำท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ ?

"ฟังแล้วแบบนี้ทุกปี บางบาลคือทุ่งรับน้ำ แต่ไม่เห็นจะแก้ไขอะไร แค่มาดูแล้วก็แจกของ" บังอร บุญมี น้องสาวของสำรวยที่พายเรือมาพร้อมกับข้าวสาร 1 กระสอบ และน้ำดื่ม 1 แพ็ค ระบุ "เราก็ไม่อยากลำบาก"

"ถึงเราจะได้ชดเชยมันก็…"สำรวยพูดก่อนจะส่ายหน้า ขณะที่บังอรเสริมต่อว่า "มันก็สู้ไม่ท่วมดีกว่า ใช่ป่ะ เราก็ไม่สะดวกสบาย"

ขณะที่สุทธิรักษ์แย้งว่าพื้นที่ที่น้ำท่วมขังไม่ใช่ทุ่ง แต่คือบ้าน "อันนี้มันคือบ้าน แล้วมันคือบ้านที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเลย ในเมื่อมันผันน้ำเข้าไปในคลองส่วนใหญ่ไม่ได้ มันก็มาตกหนักอยู่บ้านริมน้ำ" เธอบอก

เมื่อถามว่าอยากฝากอะไรถึงหน่วยงานรัฐหรือไม่ เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่แข็งขึ้น

"พี่ก็ว่าเขาก็ฝากกัน ชาวบ้านเขาก็ฝากกันตลอด ฝากกันมาทุกปี มันก็เหมือนไฟไหม้ฟาง เวลาที่น้ำท่วม มีภาวะแบบนี้ ก็จะมีคนเข้ามาสนใจอยากจะแก้ปัญหาตรงโน้นตรงนี้ แต่พอเวลาหลังน้ำท่วมแล้ว เหมือนเดิม มันก็เงียบเหมือนเดิม" เธอบอก "เวลาน้ำมาทุกหน่วยงานก็จะเข้ามาสนใจ แต่ถามว่าธรรมดาเคยคิดจะเข้ามากันไหม ก็ไม่มา"

"เป็นน้ำมีเจ้าของ บีบให้ไปตรงไหนก็ไป บีบให้ท่วมตรงไหนก็ได้" พี่สาวของเธอที่อยู่ในบ้านด้วยขณะที่เราสัมภาษณ์กล่าวขึ้นมา ก่อนที่สุทธิรักษ์จะเสริมว่า "เพราะว่ามันมีบ่อทรายบ้าง มีอะไรประมาณนั้น"

เธอมองว่าสถานการณ์น้ำท่วมใน อ.บางบาล รุนแรงเพราะการบริหารจัดการ มากกว่าจะเป็นความรุนแรงตามธรรมชาติ

"พื้นที่ตรงนี้เมื่อก่อนมันไม่ได้ท่วมถึงขนาดนี้ แต่ตอนนี้กั้นถนน นาข้าวเอย บ่อทรายเอย ทุกอย่างที่มันเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ พื้นที่ที่จะรับน้ำก็บีบให้น้อยลง เพราะฉะนั้นระดับน้ำมันก็ต้องสูงขึ้น" "ที่บอกว่าปล่อย 2,400 [ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที] 2,400 เมื่อก่อนกับ 2,400 ปัจจุบันนี้มันต่างกัน"

"ตั้งแต่เกิดมาจนถึง [อายุ] 65 มันไม่ได้น้อยลงเลย มันเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงว่ามันไม่ได้แก้ปัญหา" เธอให้ความเห็น

"ก็รับสภาพกันไป ไม่เป็นไร ท่วมบ้านอยู่ไม่ได้ก็ไปอยู่ริมถนน ก็ไปอยู่โรงเรียน ก็ไปนอนเต็นท์ เอาข้าวมาส่ง ก็แค่นั้น ปัญหามันก็จบไหม มันไม่จบ"

"ทุ่งรับน้ำ" มายาคติที่ไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ

พื้นที่ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา มักจะถูกพูดถึงซ้ำ ๆ ว่าเป็น "ทุ่งรับน้ำ"

จากข้อมูลเท่าที่บีบีซีไทยสืบค้นพบนั้น แนวคิดการใช้ "พื้นที่แก้มลิงบางบาล (1)" เป็นพื้นที่ชะลอน้ำ เริ่มมีการขออนุมัติงบประมาณในการศึกษาความเป็นไปได้เมื่อปี 2550 โดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ได้มอบหมายให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ดำเนินการ

.

ที่มาของภาพ, สำนักงาน กปร.

คำบรรยายภาพ, พื้นที่แก้มลิงบางบาลตามที่มีการเผยแพร่บนเว็บไซต์ของสำนักงาน กปร.

โดยจากรายงานการศึกษาฉบับเต็ม กำหนดขอบเขตพื้นที่แก้มลิงบางบาล (1) ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ในเขตพื้นที่ปกครองของ จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.อ่างทอง พื้นที่ประมาณ 55.507 ตร.กม. หรือ 34,691.94 ไร่ โดยมีขอบเขตด้านทิศเหนือติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองโผงเพง ทิศใต้ติดกับคลองบางหลวงและคลองมโนราห์ ทิศตะวันออกติดคลองบางบาล และทิศตะวันตกติดกับคลองบางบาลและแม่น้ำน้อย

รายงานดังกล่าวยังศึกษาสัดส่วนการใช้ที่ดินในพื้นที่โครงการขณะนั้น พบว่าส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม คือ 37.13 ตร.กม. คิดเป็นราว 66.9% ของพื้นที่ ส่วนที่เหลือจึงเป็นพื้นที่ชุมชน โรงงานอุตสาหกรรม บ่อดูดทราย และอื่น ๆ

.

ที่มาของภาพ, Google Earth

คำบรรยายภาพ, ภาพถ่ายดาวเทียมที่ Google Earth บันทึกไว้เมื่อ 28 มี.ค. 68 แสดงให้เห็น "ทุ่งบางบาล" ที่ล้อมรอบด้วยแม่น้ำเจ้าพระยาที่แตกสายออกมาเป็นคลองบางหลวงและคลองบางบาล ถัดจากแม่น้ำมีถนนคันคลองชลประทานซึ่งมีสภาพเหมือนเป็นคันกั้นน้ำ โดยบ้านเรือนส่วนใหญ่อยู่บริเวณนั้น ขณะที่พื้นที่ตอนในส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม

จากการสำรวจพื้นที่โดยลัดเลาะเลียบถนนคันคลองชลประทานซึ่งเป็นเหมือน 'ปราการ' กั้นไม่ให้น้ำเข้าท่วมพื้นที่ตอนในของทุ่งบางบาล บีบีซีไทยพบว่าบริเวณที่น้ำท่วมสูงจนเกือบมิดชั้นหนึ่งของบ้านหลายหลัง คือฝั่งที่อยู่ระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับถนนเส้นนี้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ส่วนใหญ่เป็นบ้านเรือนและชุมชน

ขณะที่อีกฝั่งของถนนซึ่งจากแผนที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นตอนในของทุ่งบางบาล ซึ่งมีบ้านเรือนอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่คือพื้นที่เกษตรกรรมและมีบ่อทรายหลายแห่งนั้น บางช่วงยังเป็นทุ่งเขียวขจี แต่บางช่วงก็มีน้ำเอ่อเข้าท่วมบ้างแล้ว ทว่าระดับน้ำยังห่างกับอีกฝั่งอยู่มาก

"จริง ๆ มันประกาศไปแล้ว [ว่า] ทุ่งบางบาลเนี่ยมันเป็นทุ่งรับน้ำ" สวัสดิ์ สัญญะวิรี กำนัน ต.บางชะนี บอกกับบีบีซีไทย "เมื่อก่อนนี้ก็ยอมรับกันได้ แต่มาตอนหลัง ๆ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ตอนที่จะระบายน้ำเข้าทุ่ง มันระบายเข้ายาก ไหนจะเรื่องชาวนา ไหนจะพวกทําธุรกิจบ่อทราย มันก็มีส่วนด้วยกันทั้งหมดแหละ"

เขาเปิดเผยว่าโดยปกติในแต่ละปี จะมีข้อตกลงในพื้นที่ให้ชาวนาเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ทันก่อนวันที่ 15 ก.ย. ก่อนที่ทางชลประทานจะระบายน้ำเข้าทุ่งเพื่อรองรับน้ำ แต่ในทางปฏิบัติมักจะมีการต่อรองกันให้ระบายน้ำเข้าทุ่งช้า ด้วยสาเหตุเช่น เก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ทัน ซึ่งเมื่อน้ำไม่ถูกระบายเข้าไปยังทุ่งต่าง ๆ พื้นที่ที่ต้องแบกรับมวลน้ำไปก่อนคือบ้านเรือนริมน้ำ

.

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, พื้นที่ทุ่งด้านในคันกั้นน้ำบางช่วงยังเป็นทุ่งเขียวขจี

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่ทำนาในทุ่งบางบาลกลุ่มหนึ่งที่บีบีซีไทยพบขณะลงพื้นที่ ยืนยันว่าพวกเธอไม่ได้ติดขัดอะไรกับข้อกำหนดให้เก็บเกี่ยวผลผลิตให้ทันภายในวันที่ 15 ก.ย. เพราะเข้าใจความเดือดร้อนของคนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ แม้ว่าพวกเธอจะไม่รับเงินชดเชยหรือค่าตอบแทนใด ๆ จากการยอมปล่อยให้น้ำไหลเข้าทุ่งนาก็ตาม

"เขาให้แค่ไร่ละพัน เขาให้แค่ข้าวถูก ไม่ได้ชดเชยน้ำท่วมนี่นะ" ชาวนารายหนึ่งเปิดเผย "เขาถือว่าทรัพย์สินเราไม่ได้เสียหาย เพราะว่าเราก็รู้ดีว่าน้ำมันจะมา เราก็เก็บเกี่ยวไปแล้ว ก็เป็นเหมือนประมาณว่าช่วย ๆ กัน"

ชาวนากลุ่มนี้ระบุว่าพวกเธอไม่ติดปัญหาอะไรหากทางชลประทานจะระบายน้ำเข้าทุ่งหลังวันที่ 15 ก.ย. ซึ่งตกลงกันไว้แล้วว่าต้องเก็บเกี่ยวผลผลิต เพราะก็เห็นใจคนอีกฝั่งที่น้ำท่วมสูงกว่า แต่ก็ยอมรับว่าที่ผ่านมามีเกษตรกรบางกลุ่มที่อาจเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ทันและขอต่อรองให้ระบายน้ำลงทุ่งช้ากว่ากำหนด ซึ่งโดยปกติก็จะขอเลื่อนไม่มาก คือราว 2-10 วัน

"มันก็ไม่เป็นกฎตายตัวนะ บางปีเขาก็บอกมา" เกษตรกรรายหนึ่งระบุถึงช่วงเวลาที่ต้องเก็บผลผลิต "แต่พวกเราก็รู้แล้วว่ากําหนดน้ำจะมาตอนไหน เรารู้กันเองว่าเดือนนั้นเดือนนี้น้ำมันจะมาเราก็รีบทำ" อีกรายกล่าวเสริม

เมื่อถามว่าแล้วเหตุใดระดับฝั่งนี้จึงยังท่วมไม่มาก เมื่อเทียบกับฝั่งนอกคันกั้นน้ำ

เกษตรกรรายหนึ่งตอบว่า "คือมันว่าทางเส้นกลาง ฝั่งโน้นไม่มีน้ำนะแต่ตรงโน้นมันมีบ่อทราย ไม่รู้บารมีบ่อทรายมันคุ้มอยู่ [หรือ] เปล่านะ" พร้อมหัวเราะเบา ๆ ก่อนที่อีกคนจะเสริมว่า "เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นแก้มลิงแล้ว มันมีบ่อทราย บ่อทรายเขาไม่ให้เข้า"

ริมถนนคันคลองชลประทาน และถนนเส้นอื่น ๆ ในทุ่งบางบาล มีบ่อทรายหลายแห่งที่ยังประกอบกิจการอยู่ รถบรรทุกทรายหลายสิบคันวิ่งผ่านสวนกับเราในขณะที่สำรวจตามแนวถนน มีรถแบ็คโฮยังเดินเครื่องตักทรายอยู่หลายจุด

บีบีซีไทยเข้าไปสอบถามยังสำนักงานของบ่อทรายแห่งหนึ่ง พนักงานของบ่อทรายบอกกับเราว่าบริษัทของเธอมีบ่อทรายอยู่สองบ่อ และเจ้านายก็ "เสียสละ" หนึ่งบ่อให้น้ำเข้าท่วมแล้ว

"เสี่ยเขาก็ปล่อยให้ท่วมแล้วบ่อหนึ่ง" เธอบอก "อีกบ่อมันมีทั้งเครื่องจักร บ้านพักคนงาน ปล่อยมาก็ไปหมด"

.

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, นอกจากพื้นที่ทางการเกษตร ในทุ่งบางบาลด้านในแนวคันกั้นน้ำยังมีบ่อทรายหลายแห่งที่ประกอบกิจการอยู่

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ "จิสด้า" (GISTDA) เผยแพร่ภาพถ่ายจากดาวเทียม THEOS-1 เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2568 พบว่าพื้นที่ทุ่งรับน้ำทั้ง 6 แห่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยายังสามารถรองรับได้อีกกว่า 8 แสนไร่ หากมีการบริหารจัดการที่เหมาะสม โดยทุ่งบางบาลและทุ่งบ้านแพน มีพื้นที่น้ำท่วมแล้วรวม 24,085 ไร่ จากศักยภาพการรับน้ำทั้งหมด 33,308 ไร่

27 ก.ย. ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพิ่งลงพื้นที่ ต.บางชะนี อ.บางบาล โดยประกาศว่ารัฐบาลได้ "พยายามสู้กับธรรมชาติ ด้วยการคิดโครงการ/แผนการเพื่อบรรเทาการเกิดอุทกภัยให้กับพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด"

นายอนุทินยืนยันว่า "งบประมาณการช่วยเหลือประชาชน" ที่ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเบิกจ่ายได้ในรูปแบบของงบฉุกเฉินบรรเทาความทุกข์ของประชาชนนั้น จะต้องกลับไปถึงประชาชน 100% โดยฝ่ายข้าราชการต้องทำงานอย่างรวดเร็ว ทันใจ ไม่เสียเวลาในการเลื่อนสำรวจและเยียวยาประชาชนที่ประสบสาธารณภัย

เขายังเปิดเผยว่า รัฐบาลได้เร่งรัดโครงการก่อสร้างคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร ให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 เพื่อเร่งระบายน้ำ ด้วยศักยภาพการระบายน้ำมากถึง 1,200 คิว/วินาที ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จ เชื่อว่าจะตัดมวลน้ำไม่ให้ท่วมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีโครงการปรับปรุงระบบชลประทานฝั่งตะวันออกตอนล่าง เพื่อทำให้การระบายน้ำตั้งแต่ชัยนาท ป่าสัก ไหลลงสู่อ่าวไทย ซึ่งการแก้ปัญหาระยะยาวต้องใช้งบประมาณ 100,000 ล้านบาท ในการสร้างระบบสาธารณูปโภคช่วยระบายน้ำด้วยระยะเวลา 7 ปี

.

ที่มาของภาพ, Royal Thai Government

คำบรรยายภาพ, นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขณะลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประสบภัยที่วัดโคกหิรัญ ต.บางชะนี อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อ 27 ก.ย.

บีบีซีไทยสอบถามคนในชุมชน ยังไม่มั่นใจว่าโครงการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาผลกระทบที่พวกเขาเผชิญอยู่ทุกปีได้มากน้อยแค่ไหน

"ประเด็นที่ตอนนี้ที่เขากำลังพูดกันอยู่ว่า ถ้าคลองบางบาล [-บางไทร] มันเสร็จ ปัญหามันจะลดลง แต่ว่าระหว่างที่เราประชาพิจารณ์กันมาตลอดนะ เราถามว่าน้ำที่ปลายทางที่ปากคลองที่ไปลงบางไทร ตรงนั้นมีแผนบริหารจัดการยังไง" วีรวัฒน์ตั้งคำถาม

"น้ำจากที่นี่มันก็ไปลงบางไทร แล้วบางไทรมันผ่านปทุมฯ ผ่านกรุงเทพฯ มันผ่านสมุทรปราการแล้วออกทะเลได้ยังไง คุณไปขยับขยายอะไรตรงนั้นบ้าง บริหารจัดการอะไรตรงนั้นบ้าง ซึ่งตรงนั้นน่ะชลประทานไม่เคยตอบ เขาก็ยังเถียงกันอยู่ตรงนี้"

"เพราะฉะนั้นถ้ายังถึงคลองบางบาล-บางไทรเสร็จ ตรงนี้มันก็จะเอ่อ พอถึงเวลามาถามว่าทำไมคุณไม่เปิดระบายไปคลองบางบาล-บางไทรเต็มที่ เขาก็จะบอกทางโน้นมันไปไม่ได้ สุดท้ายมันก็จะไปติดคอขวด มันก็น่าจะไม่ได้แก้ปัญหาอะไรแถวนี้หรอก" เขาให้ความเห็น