เขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ น้ำในเขื่อน 97% ของความจุ จะรับมือพายุ "คัลแมกี" ที่จะเข้า 7-10 พ.ย. นี้ได้ไหม

ที่มาของภาพ, NurPhoto via Getty Images
ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย. เป็นต้นมาส่งผลกระทบต่อปริมาณระดับน้ำในเขื่อนทั่วประเทศ โดยข้อมูลจากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติประจำวันที่ 5 พ.ย. รายงานว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่พุ่งสูงขึ้นกว่า 90% นำโดยสถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในภาคเหนือซึ่งมีปริมาณน้ำรวม 98% ของความจุทั้งหมดและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีปริมาณน้ำ 89% ของความจุทั้งหมด
สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นก่อนที่ พายุไต้ฝุ่น "คัลแมกี" ซึ่งมีความรุนแรง เตรียมเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงวันที่ 7-10 พ.ย. และมีการคาดการณ์ว่าพายุลูกนี้จะก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงที่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง
กรมชลประทานรายงานในวันที่ 4 พ.ย. ว่าได้วางแนวทางการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน โดยใช้ศักยภาพของเขื่อนขนาดใหญ่ ได้แก่ เขื่อนภูมิพล ใน จ.ตาก และเขื่อนสิริกิติ์ ใน จ.อุตรดิตถ์ เพื่อทำการ "หน่วงน้ำ" โดยหวังลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง
แม้จะเริ่มมีการประกาศระบายน้ำในพื้นที่บางส่วน เช่น บริเวณเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ทว่า ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย แสดงความกังวลต่อแนวทางการบริหารจัดการน้ำดังกล่าวว่าอาจทำให้เกิดสถานการณ์ที่ควบคุมได้ยากขึ้นกว่าเดิมจากผลกระทบของพายุที่กำลังจะมีอิทธิพลในประเทศไทยในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
น้ำในอ่างเก็บน้ำเกินความจุในระดับวิกฤต
รายงานระดับน้ำล่าสุดจากศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทานเวลา 6.00 น. ของวันที่ 5 พ.ย. ชี้ให้เห็นว่า อ่างเก็บน้ำหลายแห่งมีปริมาณน้ำอยู่ในระดับวิกฤต
- ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
เขื่อนต้นน้ำบางแห่งรับปริมาณน้ำเกินความจุแล้ว เช่น ในลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน เขื่อนกิ่วคอหมา ที่ปริมาณน้ำอยู่ที่ 107% ของความจุ และเขื่อนแควน้อยฯ ซึ่งมีปริมาณน้ำคิดเป็น 101% ของความจุดทั้งหมด
ขณะที่เขื่อนอื่น ๆ บริเวณต้นลุ่มน้ำมีความจุดเขื่อนในระดับ "น้ำมากวิกฤติ" (ตามคำของคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ) เช่น เขื่อนภูมิพล ซึ่งมีปริมาณน้ำอยู่ที่ 97% เขื่อนกิ่วลม ซึ่งมีปริมาณน้ำ 90% และเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งมีปริมาณน้ำ 97%
ปริมาณน้ำดังกล่าวไหลมาเข้าสู่ลำน้ำสายหลักผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งในรายงานวันเดียวกันพบว่าปริมาณน้ำในเขื่อนอยู่ที่ 92% ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งรับน้ำจากแม่น้ำป่าสักและไหลมาบรรจบในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างก็ก็รองรับน้ำอยู่ที่ 104%
ประกาศกรมชลประทานวันที่ 4 พ.ย. ได้วางแนวทางการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเริ่มจากการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ตอนบนร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยระบุว่าจะใช้ศักยภาพของเขื่อนขนาดใหญ่ ได้แก่ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก และเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ เพื่อเก็บกักน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด
แม้จะมีการหน่วงน้ำจากเขื่อนหลักแล้วแต่ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 จ.นครสวรรค์ก็ยังคงเพิ่มขึ้น จากฝนที่ตกในพื้นที่ท้ายเขื่อน จึงทำให้กรมชลประทานประกาศว่าจำเป็นต้องระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท โดยประกาศล่าสุดเวลา 11.00 น. วันที่ 5 พ.ย. กรมชลประทานชี้ว่าปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มเติมจากอัตรา 2,500 ลบ.ม./วินาที เป็นอัตรา 2,600 ลบ.ม./วินาที โดยมีเป้าหมายการระบายน้ำสูงสุดในขณะนี้อยู่ที่ 2,700 ลบ.ม./วินาที
อย่างไรก็ดี ประกาศดังกล่าวระบุว่า "กรมชลประทานจะรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านตัวเขื่อน" เป็นหลัก
- ลุ่มแม่น้ำชี-มูล
สถานการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเช่นกัน
เขื่อนขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปริมาณน้ำอยู่ในระดับวิกฤต ไล่ตั้งแต่เขื่อนในลุ่มแม่น้ำชี เช่น เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 102% เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 95% และเขื่อนอุบลรัตน์จ.ขอนแก่นมีปริมาณน้ำอยู่ที่ 94%
ขณะที่ลุ่มแม่น้ำมูลอย่างเขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานีก็มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 94%
ทั้งนี้ บริเวณที่มีน้ำท่วมแล้ว ได้แก่ ยโสธร และอุบลราชธานี
- การหน่วงน้ำอาจนำไปสู่วิกฤต
ดร.เสรีกล่าวกับบีบีซีไทยว่า หลายพื้นที่บริเวณท้ายเขื่อนประสบอุทกภัยอยู่ก่อนแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเลือกพยายาม "หน่วงน้ำ" หรือกักเก็บน้ำไว้ในเขื่อนเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วม ณ ขณะนี้ไม่ให้ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น
สอดคล้องกับรายงานสถานการณ์อุทกภัยจากกรมชลประทานที่ระบุว่า ขณะนี้มีพื้นที่ประสบเหตุอุทกภัยในหลายพื้น ในพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ และพิจิตร ส่วนในภาคกลาง ได้แก่ สุโขทัย พิษณุโลก อ่างทอง กำแพงเพชร ชัยนาท สุพรรณบุรี สิงห์บุรี อุทัยธานี นครปฐม และพระนครศรีอยุธยา ขณะที่ในบริเวณลุ่มน้ำป่าสักก็มีปัญหาน้ำท่วมในสระบุรี
อย่างไรก็ดี การตัดสินใจลดความเสียหายในตอนนี้อาจนำไปสู่วิกฤตครั้งใหญ่ที่ควบคุมไม่ได้ในอนาคตตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญรายนี้
"ต้องอย่าลืมว่าจะมีฝนหรือพายุเข้ามาอีก เท่ากับว่าการหน่วง[น้ำ]ตรงนั้นอาจทำให้เกิดวิกฤตใหญ่ในกรณีที่น้ำมาแล้วควบคุมไม่ได้" ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิตระบุ
เขาเสริมต่อว่า ปัญหาหลักในขณะนี้อยู่ที่การตัดสินใจปล่อยน้ำในจังหวะที่ยังทันการต่อการรองรับปริมาณน้ำที่จะเข้ามาในอนาคต โดยระบุว่า"ต้องชั่ง[น้ำหนัก]ให้ดีว่าถ้าทำ(กักเก็บน้ำ)แล้วต้องไม่มีวิกฤตตามมา"

ที่มาของภาพ, ศูนย์อุทกวิทยาชลประทาน ภาคกลาง จ.ชัยนาท
พายุคัลแมกีกำลังจะเข้าน่ากังวลแค่ไหน
ขณะเดียวกันประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาประจำวันที่ 5 พ.ย. คาดการณ์ว่าพายุไต้ฝุ่น "คัลแมกี" (Kalmaegi) ซึ่งปัจจุบันอยู่บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง จะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลางในช่วงวันที่ 6–7 พ.ย.
กรมอุตุนิยมวิทยายังออกเอกสารคาดการณ์ว่า อิทธิพลของพายุคัลแมกีจะเริ่มส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในรูปแบบพายุดีเปรสตั้งแต่วันที่ 7-9 พ.ย. นี้ แบ่งเป็นลำดับเวลาได้ตามนี้
- ตั้งแต่เช้าวันที่ 7 พ.ย. พายุจะเริ่มเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางและตอนล่าง โดยจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์, บุรีรัมย์, อำนาจเจริญ, ยโสธร, ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม, กาฬสินธุ์, และมุกดาหาร
- ส่วนภาคเหนือ จะเริ่มได้รับผลกระทบตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย. โดยมีจังหวัดเฝ้าระวัง ได้แก่ น่าน, แพร่, และอุตรดิตถ์
สำหรับความรุนแรงของผลกระทบ ดร.เสรีประเมินว่าคาดการณ์พื้นที่ในแนวการเคลื่อนตัวพายุที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจะต้องพบกับปริมาณฝนสะสมมากกว่า 300 มิลลิเมตร ภายในระยะเวลา 2 วัน ซึ่งส่งผลให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดน้ำท่วม, น้ำล้นตลิ่ง, น้ำไหลหลาก, และน้ำท่วมรอการระบาย
นักวิชาการน้ำรายนี้ยังระบุกับบีบีซีไทยว่า สถานการณ์ในภาคกลางเองก็มีความน่าเป็นห่วง เนื่องจากพื้นที่ตั้งแต่พิจิตรลงมาจนถึงอยุธยา กำลังประสบปัญหาน้ำท่วมอยู่แล้ว ดังนั้น การที่น้ำจากภาคเหนือจะไหลลงมาซ้ำเติม ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับสถานการณ์
นอกจากนี้ พื้นที่ปลายน้ำอย่าง อุบลราชธานีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพระนครศรีอยุธยาในภาคกลาง อาจจะต้องเผชิญกับน้ำท่วมหลายระลอก เนื่องจากปริมาณน้ำหลากจะไหลกลับลงมาอีกครั้งตามทิศทางการเคลื่อนตัวของพายุ จากปลายน้ำกลับไปสู่ต้นน้ำของลุ่มน้ำหลัก เช่น ลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำชี และลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ที่มาของภาพ, ECMWF
สถานการณ์น้ำอยู่ในจุดล่อแหลม
ดร.เสรีระบุว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือ "จังหวะในการระบายน้ำ" โดยกล่าวว่าการปล่อยน้ำ ณ วันนี้ (ก่อนวันที่ 7-8 พ.ย.) ยังทันต่อสถานการณ์ แต่ปัญหาคือ การปล่อยน้ำออกมาในขณะที่พื้นที่ท้ายน้ำกำลังอ่วมอยู่แล้วจากลำน้ำสาขา ย่อมสร้างความเดือดร้อน
"การพูดคุยกับชาวบ้านเป็นสิ่งสำคัญ โดยต้องให้ชาวบ้านเข้าใจว่า หากไม่ปล่อยน้ำตอนนี้ ความเสี่ยงจากพายุจะสูงมาก หากน้ำมาแล้วควบคุมไม่ได้ น้ำท่วมที่ตอนนี้อาจสูง 50 เซนติเมตร จะกลายเป็นท่วมสูง 2-3 เมตร หากชาวบ้านเข้าใจและยอมรับความเสี่ยงที่น้อยกว่าในปัจจุบัน เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตที่ใหญ่กว่าในอนาคต การตัดสินใจจึงจะเดินหน้าได้" นักวิชาการน้ำระบุ
ขณะเดียวกัน เขาชี้ว่าอีกหนึ่งความท้าทายคือการตัดสินใจที่รวมศูนย์โดยหน่วยงานส่วนกลางอาจทำให้ขาดความยืดหยุ่นในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากส่วนกลางมักจะใช้ภาพรวม เช่น ปัญหาน้ำท่วมภาคกลางหรืออยุธยาเป็นหลักในการตัดสินใจ ทำให้บางครั้งการตัดสินใจเหล่านั้นส่งผลกระทบและความเดือดร้อนต่อชาวบ้านทางตอนบน
ขณะเดียวกัน ดร.เสรีเสนอแนะว่าควรมีการให้อำนาจแก่ผู้ดูแลแต่ละพื้นที่ในการตัดสินใจมากขึ้น เนื่องจากพวกเขาดูแลพื้นที่และทราบสภาพความเป็นจริงในพื้นที่ได้ดีกว่าส่วนกลาง
"ความยืดหยุ่นต่างๆ เหล่านี้ มันต้องมาคุยกัน" เขากล่าว พร้อมทั้งชี้ว่า "ผู้บริหารเขื่อนในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีปริมาณน้ำอยู่ในระดับวิกฤตอยู่แล้ว ต้องบริหารความเสี่ยงในระดับสูงสุด"
วิธีการเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย
ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิตกล่าวต่อบีบีซีไทยว่าตนไม่สามารถฟันธงได้อย่างแน่นอนว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ แต่ยืนยันว่าความเสี่ยงที่น้ำจะล้นเขื่อนมีสูงมาก และความเสี่ยงจากการหน่วงน้ำในปัจจุบันจะนำไปสู่วิกฤตน้ำท่วมรุนแรงในอนาคตก็มีสูงเช่นกัน
รายงานวันที่ 5 พ.ย. ของกรมชลประทานได้แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ลุ่มต่ำ นอกแนวคันกั้นน้ำเดิมในหลายพื้นที่ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ยกตัวอย่างพื้นที่ที่ได้รับการแจ้งเตือน ได้แก่
- จ.ชัยนาท : พื้นที่ ต.โพนางดำ อ.สรรพยา
- จ.อ่างทอง : พื้นที่คลองโผงเผง, พื้นที่วัดไชโย, พื้นที่อ.ป่าโมก
- จ.สิงห์บุรี : พื้นที่วัดสิงห์/วัดเสือข้าม อ.อินทร์บุรี, พื้นที่ อ.เมืองสิงห์บุรี, พื้นที่ อ.พรหมบุรี
- จ.พระนครศรีอยุธยา : พื้นที่คลองบางบาล, พื้นที่ ต.หัวเวียง อ.เสนา, พื้นที่ ต.ลาดชิด และ ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่
ขณะเดียวกัน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้งเตือน 52 จังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำท่วมขัง ระหว่างวันที่ 7–10 พ.ย. นี้ โดยเฉพาะ
นอกจากนี้ยังเน้นการสังเกตสถานการณ์ในพื้นที่ใกล้อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำเกิน 80% ของความจุทั้งหมด
ด้านสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) มีประกาศฉบับที่ 29/2568 ประกาศให้พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ จังหวัดในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ ลำปาง ตาก สุโขทัย และเพชรบูรณ์
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น เลย บึงกาฬ นครพนม และขอนแก่น ส่วนภาคกลาง เช่น กาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี และภาคใต้ เช่น ชุมพร ระนอง และนราธิวาส ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักแม้ไม่ได้อยู่ในเส้นทางพายุโดยตรง











