You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
“สภาประนอมอำนาจเพื่อดับวิกฤตของสังคมไทย” มงคล สุระสัจจะ โชว์วิสัยทัศน์ก่อนวุฒิสภาโหวตเลือกเป็นประธาน สว.
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ที่ประชุมวุฒิสภามีมติ 159 เสียง เลือกนายมงคล สุระสัจจะ เป็นประธานสภาสูง แบบไม่พลิกโผ ด้วยคะแนนทิ้งห่างคู่แข่งขันถึง 5 เท่าตัว โดย สว. ที่เป็นแคนดิเดตอีก 2 คน มีคะแนนรวมกันเพียง 32 เสียงเท่านั้น
นายมงคล สว. จาก จ.บุรีรัมย์ วัย 72 ปี ซึ่งใช้เวลาการทำงานเกือบทั้งชีวิตในฐานะข้าราชการกระทรวงมหาดไทย จะทำหน้าที่บนบัลลังก์สภาสูงไป 5 ปี ตามวาระในการดำรงตำแหน่งของ สว. ชุดที่ 13 ทั้ง 200 คน ซึ่งจะไปสิ้นสุดลงในเดือน ก.ค. 2572
ขณะที่ตำแหน่งรองประธานวุฒิสภาอีก 2 คนคือ พล.อ. เกรียงไกร ศรีรักษ์ กับนายบุญส่ง น้อยโสภณ ก็ล้วนแต่เป็นชื่อที่ปรากฏตามโผ “สว. สีน้ำเงิน” และได้รับแรงสนับสนุนจากเพื่อน สว. ไม่ต่ำกว่า 150 เสียงเช่นกัน โดยแคนดิเดตทั้ง 3 ตำแหน่งต่างเป็นผู้เสนอชื่อกันไปมา
แม้เป็นการลงมติลับซึ่งไม่มีทางรู้ว่าใครโหวตเลือกใคร แต่คะแนนเสียงที่นายมงคลกับพวกได้รับ ซึ่งออกมาแบบ “ไม่แตกแถว” แสดงให้เห็น “ความเป็นเอกภาพ” และ “ความมีอยู่จริง” ของ สว. สีน้ำเงิน ตามที่มีการประเมินกันไว้มียอดราว 150 คน ซึ่งคิดเป็น 3 ใน 4 ของวุฒิสภาทั้งหมด
การประชุมวุฒิสภาครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เกิดขึ้นที่ห้องประชุมจันทรา อาคารรัฐสภา เกียกกาย วันนี้ (23 ก.ค.) โดยมี พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี สว.กลุ่ม 20 (กลุ่มอื่น ๆ) ซึ่งเป็นผู้อาวุโสสูงสุดด้วยวัย 78 ปี ขึ้นทำหน้าที่ประธานชั่วคราวของที่ประชุม ก่อนโหวตเลือกประธานตัวจริง ซึ่งมีแคนดิเดตรวม 3 ราย
พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ สว. กลุ่ม 1 (กลุ่มบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง) จากกลุ่มที่ถูกขนานนามว่า “สว. สีน้ำเงิน” เป็นผู้เสนอชื่อเพื่อนร่วมกลุ่มอย่างนายมงคล สุระสัจจะ สว. กลุ่ม 1 (กลุ่มบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง) ให้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา โดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า 10 คน ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2562
โดยมีผู้ท้าชิงเก้าอี้อีก 2 คนคือ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. กลุ่ม 18 (สื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม) สมาชิกกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “สว. พันธุ์ใหม่” กับ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. กลุ่ม 4 (กลุ่มการสาธารณสุข) ผู้ประกาศตัวเป็น “สว. สีขาว” ทำให้แคนดิเดตทั้งหมดคนต้องแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุม
จากนั้นเป็นการลงคะแนนลับของสมาชิก ด้วยการเขียนชื่อผู้ประสงค์จะเลือกลงบนแผ่นกระดาษ ใส่ซองที่เจ้าหน้าที่จัดให้ แล้วเรียกชื่อสมาชิกตามลำดับอักษรมาลงคะแนนเป็นรายคน ก่อนตรวจนับคะแนน
ผลปรากฏว่า นายมงคลได้รับคะแนนสนับสนุนท่วมท้นถึง 159 เสียง จึงได้เป็นประธานสภาสูงไปตามคาด
ขณะที่ น.ส.นันทนา ได้เสียงสนับสนุน 19 เสียง และ นพ.เปรมศักดิ์ ได้ 14 เสียง
นอกจากนี้ยังมีผู้งดออกเสียง 4 คน และมีบัตรเสีย 5 ใบ
วิสัยทัศน์แคนดิเดตชิงเก้าอี้ประธานวุฒิฯ
ก่อนลงมติเลือกประมุขสภาสูง ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภากำหนดให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุม ซึ่งปรากฏว่าต้องลงมติตัดสินกันตั้งแต่ยกนี้ว่าจะให้เวลาแสดงวิสัยทัศน์ 5 หรือ 7 นาที ซึ่งปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบให้ใช้เวลา 5 นาที
มงคล บอก "เป็นคนไม่มีเส้นสาย"
นายมงคล วัย 72 ปี กล่าวว่า นับตั้งแต่บรรจุเป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทยในตำแหน่งปลัดอำเภอ สำนึกว่าแผ่นดินนี้ได้ให้โอกาสเขามากมายเหลือเกิน จึงตั้งปณิธานไว้อย่างแน่วแน่ว่าจะอุทิศชีวิตตอบแทนประชาชน รักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ “เป็นปณิธานที่แน่วแน่ยึดมั่นมาตลอดตั้งแต่รับราชการถึงปัจจุบัน และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงจนกว่าชีวิตจะหาไม่”
อดีตผู้ว่าฯ บุรีรัมย์, อดีตอธิบดีกรมการปกครอง และอดีตประธานคณะทำงาน รมช.มหาดไทย (ทรงศักดิ์ ทองศรี) บอกว่า ที่ลงสมัคร สว. เพราะหวังจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ทำงานเพื่อชาติ รับใช้ประชาชน และแก้ปัญหาของคนในชาติในช่วงเวลาที่เป็นวิกฤตที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย
เขายังพูดถึงการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ โดยต้องการให้ประเทศไทย-คุณภาพชีวิตของคนไทยไปสู่สิ่งที่ดีกว่าและดีขึ้นทุกมิติ และอยากเห็นสังคมไทย คนไทยเป็นหนึ่งเดียวกัน
“เราเห็นต่างกันได้ แต่ต้องไม่สร้างความแตกแยก เราจะเริ่มต้นจากความเป็นหนึ่งเดียวของวุฒิสภาแห่งนี้ วุฒิสภาเป็นองค์กรด้านนิติบัญญัติ เป็นองค์กรที่จะนำพาสังคมไทยเดินหน้าไปได้ด้วยสันติวิธี รวมถึงการมีรัฐธรรมนูญที่เหมาะสม สอดคล้องกับประเทศไทยและคนไทยอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นภารกิจของพวกเราทุกคนในฐานะ สว.” นายมงคลกล่าว
ข้าราชการวัยเกษียณผู้ผันตัวมาเป็นนักการเมืองเต็มขั้น ยังไล่เรียงฉากชีวิตของตัวเอง โดยเปรียบเปรยว่า มาจากก้อนดินทราย เป็นเด็กวัด เรียนอาชีวะ จึงเข้าใจความยากจนข้นแค้น ความเป็นคนไม่มีเส้นสาย และบอกด้วยว่าเขาเติบโตมาในราชการด้วยการทำงานอย่างหนัก มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ในการประสานงาน และมีเพื่อนอยู่ทุกหมู่เหล่า ดังนั้นเชื่อว่าสามารถจะเข้าใจและทำงานร่วมกับทุกคนได้
ไม่ว่าใครจะว่าวุฒิสภาชุดปัจจุบันอย่างไร แต่ในสายตานายมงคลเห็นว่า เป็นครั้งแรกที่รัฐธรรมนูญ 2560 ปฏิรูปใหญ่ทำให้เป็น “สภาของคนทุกหมู่เหล่า” แบ่งเป็น 20 อาชีพ เป็นครั้งแรกที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาทำหน้าที่แทนกลุ่มอาชีพของตน ประชาชนได้เข้ามาทำหน้าที่เพื่อประชาชน
หากได้รับเลือกให้เป็นประธานวุฒิสภา เขาลั่นวาจาไว้ว่า จะปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ข้อบังคับต่าง ๆ ธรรมเนียมปฏิบัติด้านนิติบัญญัติอย่างเต็มสติปัญญา เต็มความรู้ความสามารถ
“ผมพร้อมใช้ความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่ประสานงานกับทุกท่านให้เป็นเนื้อเดียวกันให้เร็วที่สุด และจะขอเชิญทุกคนมาช่วยงานกัน ก้าวเดินไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้วุฒิสภาแห่งนี้บรรลุผลความเป็นสภาของสามัญชน เป็นสามัญชนจากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ เป็นสภาประนอมอำนาจเพื่อดับวิกฤตของสังคมไทย” นายมงคลกล่าวทิ้งท้าย
นันทนา "อาสาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง"
ขณะที่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส วัย 61 ปี เสนอฟื้นฟูภาพลักษณ์ของ สว. ยุคใหม่ให้เป็น “วุฒิสภาของประชาชน” ภายใต้แนวทาง 5 ส คือ 1. สัมพันธ์ ต้องยึดโยงกับประชาชนทุกกลุ่ม เปิดพื้นที่สภาให้ประชาชนเข้าถึงได้ และเป็นวุฒิสภาเชิงรุกจัดรายการ “สว. เข้าหาประชาชน” 2. สื่อสาร ผ่านการถ่ายทอดสดการประชุมวุฒิสภาและกรรมาธิการทุกคณะ ยึดหลัก “สว. รู้อะไร ประชาชนรู้อย่างนั้น” 3. สร้างสรรค์ ทำงานอย่างสร้างสรรค์โปร่งใสตรวจสอบได้ สภาเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมืองมีอำนาจเรียกเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาตอบกระทู้ถาม 4. สมดุล สร้างสมดุลให้สังคมเปิดกว้างทุกศาสนา เปิดพื้นที่ให้ความหลากหลายทางเพศ เคารพสิทธิมนุษยชน 5. สากล วุฒิสภาชุดใหม่จะต้องเป็นที่ยอมรับของนานาอาอารยะประเทศ มีกฎระเบียบข้อบังคับเป็นมาตรฐานประชาธิปไตยและเป็นแบบมาตรฐานของอาเซียน ทำให้ไทยได้ยืนอย่างสง่างามบนเวทีโลก
ในช่วงท้าย สว. หญิง ผู้เป็นอดีตคณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง ม.เกริก ยังกล่าวเรียกร้องเพื่อน สว. ว่าการลงมติวันนี้จะเป็นการชี้ชะตาของ สว. ซึ่งเลือกได้ว่าจะเป็นตำนานสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวุฒิสภาในฐานะผู้ผลักดันการเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย 5 ปี เป็นสภาแห่งความหวัง ความศรัทธา จึงขออาสาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงนี้ในบทบาทประธานวุฒิสภา
หมอเปรม ห่วง "สภาใบสั่ง สภารีโมต สภาหวยล็อก สภาบล็อกโหวต”
นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ อาสาเข้ามาทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาเพื่อแก้ไขภาพลักษณ์และสิ่งที่ปรากฏเป็นภาพลบ หลังเสียงวิพากษ์วิจารณ์วุฒิสภาว่าไม่ตรงปก มีการครอบงำจากกลุ่มนั้นกลุ่มนี้สีนั้นสีนี้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อ สว.
สว. ซึ่งเคยเป็น อดีต สส.ขอนแก่น พรรคไทยรักไทย เปรียบเปรยว่า ในการกลัดกระดุมเสื้อเม็ดแรก หากกลัดผิดก็จะผิดทั้งหมด ดังนั้นการกลัดกระดุมเม็ดแรกของ สว. ต้องเป็นอิสระ เป็นกลาง ไม่ถูกครอบงำไม่ว่าจากพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลหรือพรรคการเมืองฝ่ายค้าน
“หลายคนวิจารณ์เรื่องที่มา ซึ่งห้ามยาก เพราะเรามาแล้ว แต่ที่ไป 5 ปีนับจากนี้ หากเลือกที่จะเป็นกลางและเป็นอิสระก็จะได้รับความชื่นชมจากประชาชน แต่ถ้าเลือกอีกด้านหนึ่งจะถูกตราหน้าว่าเป็นสภาใบสั่ง สภารีโมต สภาหวยล็อก สภาบล็อกโหวต” นพ.เปรมศักดิ์กล่าวและ ขออย่ามองผู้สมัครคนอื่นเป็นไม้ประดับ เพราะประชาชนจับตาดูอยู่
บิ๊กเกรียง ลั่น “ปกป้องสถาบันฯ จนกว่าชีวิตจะหาไม่”
จากนั้นที่ประชุมได้เลือกรองประธานวุฒิสภาต่อ โดยนายบุญส่ง น้อยโสภณ สว. กลุ่ม 2 (กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม) ซึ่งมีชื่อติดโผรองฯ 2 ของกลุ่ม สว. สีน้ำเงิน เสนอชื่อ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ สว. กลุ่ม 1 (กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง) เป็นรองประธานวุฒิสภา คนที่ 1
โดยมีคู่แข่งอีก 3 คน ได้แก่ นายแล ดิลกวิทยรัตน์ สว. กลุ่ม 7 (กลุ่มพนักงาน หรือลูกจ้างของบุคคล ซึ่งไม่ใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ) จากกลุ่ม “สว. พันธุ์ใหม่”, นายนพดล อินนา สว. กลุ่ม 8 (กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง อสังหาริมทรัพย์ สาธารณูปโภค พลังงาน) จากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “สว.อิสระ”, นายปฏิมา จีระแพทย์ สว. กลุ่ม 8 (กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านสิ่งแวดล้อมฯ) ซึ่งไม่เคยปรากฏชื่อในหน้าสื่อมาก่อนว่าสนใจชิงเก้าอี้
ผลปรากฏว่า ที่ประชุมวุฒิสภามีมติเลือก พล.อ.เกรียงไกร เป็นรองประธานคนที่ 1 ด้วยคะแนน 150 เสียง
ส่วนคะแนนของแคนดิเดตรายอื่น ๆ นายนพดลได้ 27 เสียง, นายแลได้ 15 เสียง, นายปฏิมาได้ 5 เสียง นอกจากนี้มีผู้งดออกเสียง 1 คน และมีบัตรเสีย 2 ใบ
ในระหว่างการนับคะแนนเลือกรองประธานคนที่ 1 ได้เกิดปัญหาขึ้น เมื่อกรรมการขานคะแนนและแสดงผลที่หน้าจอจนครบ 200 คะแนนแล้ว แต่ปรากฏว่ามีบัตรลงคะแนนที่ “งดออกเสียง” เหลืออีก 1 ใบ กลายเป็นบัตรที่ 201 อย่างไรก็ตามกรรมการได้ตรวจนับบัตรลงคะแนนทั้งหมดพบว่ามี 200 ใบพอดี ทำให้ประธานประกาศว่า “มีข้อผิดพลาด บัตรครบ แต่ขอให้อ่านคะแนนใหม่” แม้มี สว. บางส่วนเสนอให้ใช้ลัดเพื่อประหยัดเวลา เช่น ให้เจ้าหน้าที่ย้อนดูเทปช่วงขานคะแนนและบันทึกคะแนน, ให้แยกบัตรลงคะแนนเป็น 6 ตะกร้า (แคนดิเดต 4 คน, งดออกเสียง, บัตรเสีย) แล้วให้กรรมการตรวจสอบ แต่ประธานบอกว่า “ถ้าจะทำให้มันผ่าน ๆ ไปคงไม่ถูกต้อง อยากให้กรรมการดำเนินการและแก้ไขให้ถูกต้อง” จึงเริ่มขานคะแนนใหม่ เบ็ดเสร็จแล้วการขานคะแนน 2 รอบ ใช้เวลารวม 1 ชม. 30 นาที โดยคะแนนของนายแลหายไป 1 คะแนน (จากเดิม 16 คะแนน เหลือ 15 คะแนน) และมีบัตรงดออกเสียงมาเพิ่ม 1 ใบ
ก่อนการลงมติ พล.อ.เกรียงไกร วัย 61 ปี แสดงวิสัยทัศน์ไว้ 6 ข้อ โดยข้อแรกระบุว่า “ยึดมั่นความจงรักต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอกบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เทิดทูนและปกป้องสถาบันอันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยจนกว่าชีวิตจะหาไม่”
สำหรับ พล.อ.เกรียงไกร เป็น สว. จาก จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งผ่านประสบการณ์การทำงานทหารมาทั้งชีวิต เคยเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ส่วนตำแหน่งล่าสุดคือ ประธานที่ปรึกษา รมว.มหาดไทย (อนุทิน ชาญวีรกูล)
บุญส่ง ชี้ “วิสัยทัศน์เป็นเรื่องเล็ก ๆ ประวัติการทำงานสำคัญกว่า”
ต่อมาเป็นการเลือกรองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ที่เป็นการช่วงชิงระหว่างแคนดิเดต 4 คน โดยนายมงคล สุระสัจจะ ที่ได้รับเลือกเป็นประธานตัวจริง เป็นผู้เสนอชื่อนายบุญส่ง น้อยโสภณ สว. กลุ่ม 2 (กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม) แกนนำกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “สว. อิสระ” แต่เดินสายขอเสียงจากสมาชิกทุกกลุ่ม รวมถึง “ขั้วใหญ่” จน สว. สีน้ำเงินหลีกทางให้ด้วยการงดส่งคนลงชิงเก้าอี้นี้ และสนับสนุนให้เขาขึ้นทำหน้าที่บนบัลลังก์
โดยมี สว. กลุ่มอื่นเสนอผู้ท้าชิงอีก 3 คน ได้แก่ นางอังคณา นีละไพจิตร สว. กลุ่ม 17 (กลุ่มประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์) สมาชิกกลุ่ม สว. พันธุ์ใหม่, ทพ.พงษ์ศักดิ์ เกิดวงศ์บัณฑิต สว. กลุ่ม 12 (กลุ่มผู้ประกอบอุตสาหกรรม) รวมถึงนายปฏิมา จีระแพทย์ สว. กลุ่ม 8 (กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านสิ่งแวดล้อมฯ) ที่แพ้โหวตในการชิงเก้าอี้รองฯ 1 โดยได้คะแนนเพียง 5 เสียงเท่านั้น แต่ผู้เสนอชื่อคนเดิม ก็ยังเสนอชื่อเขากลับมาชิงเก้าอี้รองฯ 2 อีกครั้ง ซึ่งข้อบังคับการประชุมเปิดช่องให้ทำได้
ผลปรากฏว่า ที่ประชุมวุฒิสภามีมติเลือกนายบุญส่งเป็นรองประธานคนที่ 2 ด้วยคะแนน 167 เสียง
ส่วนคะแนนของแคนดิเดตรายอื่น ๆ นางอังคณาได้ 18 เสียง, ทพ.พงษ์ศักดิ์ได้ 8 เสียง, นายปฏิมาได้ 4 เสียง นอกจากนี้มีผู้งดออกเสียง 2 คน จากผู้ลงคะแนนทั้งหมด 199 คน โดยประธานบอกว่ามีสมาชิก 1 คนกลับบ้านไปก่อน
ก่อนการลงมติ นายบุญส่ง สว. จาก จ.ระยอง วัย 75 ปี กล่าวต่อที่ประชุมว่า “วิสัยทัศน์เป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ประวัติการทำงานและการศึกษาสำคัญกว่า” จากนั้นเขาได้บรรยายสรุปประวัติการทำงานของตัวเองที่เริ่มจากการเป็นทหารอากาศ โอนไปอัยการ ไปเป็นผู้พิพากษาศาล ตุลาการ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และล่าสุดคือเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ กกต. และที่ปรึกษารองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 (ศุภชัย สมเจริญ)
เขาย้ำว่า ด้วยประวัติการทำงานที่ผ่านมา เชื่อว่าจะทำให้เขาทำหน้าที่ได้ดี นำพาองค์กรวุฒิสภาให้ได้รับความศรัทธาเชื่อมั่นจากประชาชน
สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ เลขาธิการวุฒิสภาจะทำหนังสือแจ้งนายกรัฐมนตรี เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ให้ทรงแต่งตั้งประธานและรองประธานวุฒิสภาต่อไป โดยมีการคาดการณ์ว่าการประชุมวุฒิสภานัดต่อไปจะเกิดขึ้นได้ในวันที่ 30 ก.ค.