You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
รัฐบาลเปิดฉากฟ้อง ฮุน เซน-ฮุน มาเนต ผู้เชี่ยวชาญชี้อาจเป็นกลยุทธ์แก้ต่างทางการเมือง และไทยไม่ไปศาลอาญาโลกเพราะมี "ชนักติดหลัง"
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ไทยและกัมพูชายังอยู่ระหว่างการรักษาข้อตกลงหยุดยิงร่วมกัน ซึ่งคาดหวังว่าแต่ละฝ่ายต้องไม่ยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งหรือยกระดับความตึงเครียดไปมากกว่าเดิม
ท่ามกลางสถานการณ์เปราะบางรายวันที่ชายแดนอย่างกรณีทุ่นระเบิดที่ไทยยื่นข้อเสนอให้กัมพูชาร่วมเก็บกู้ แต่กัมพูชาไม่ตอบรับ รัฐบาลไทยได้เดินหน้าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องฟ้องร้องทางอาญาและทางแพ่งต่อผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงต่างตั้งคำถามว่านี่เป็นทิศทางที่คิดรอบคอบแล้วใช่หรือไม่
วานนี้ (18 ส.ค.) สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นำโดยนายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ, พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม, นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี, และ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ใช้เวลาร่วม 3 ชั่วโมงเพื่อหารือกันในกรณีไทย-กัมพูชา
ในเวลาต่อมา นายภูมิธรรมให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหลังจบการประชุมว่า ทาง สมช. มีมติมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และสำนักงานอัยการสูงสุดรับผิดชอบเรื่องการดำเนินคดีตามกฎหมาย กรณีกัมพูชา "ใช้กำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ในการรุกรานอธิปไตยของไทย" ซึ่งกระทบกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย
"เราจะดำเนินการฟ้องร้องกัมพูชา รวมถึงผู้นำ เป็นเรื่องที่ฝ่ายกฎหมายต้องมาพิจารณากัน" นายภูมิธรรม กล่าว
ในเบื้องต้น ทาง ตร. มอบหมายให้ตำรวจภูธรภาค 3 เป็นศูนย์รวมรับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชน หน่วยงานราชการต่าง ๆ รวมถึงนิติบุคคลต่าง ๆ จากนั้นให้รวบรวมหลักฐานส่งไปยังอัยการสูงสุด เพื่อทำหน้าที่ในการฟ้องร้องต่อไป
"ทั้งหมดจะเป็นการฟ้องในประเทศ คือการกระทบต่อความมั่นคง และทรัพย์สินของประชาชน โดยผู้ก่อเหตุอยู่ภายนอกประเทศ" นายภูมิธรรมกล่าวเสริม โดยบอกว่าจำเป็นต้องทำ มิเช่นนั้นจะโดนข้อหาตาม ม.157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา
"เป็นการฟ้องที่สามารถดำเนินการได้ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นคดีชนักปักหลัง เป็นคดีเมื่อไหร่ หากเข้ามาในประเทศ เราก็จับ" เขากล่าว
นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังบอกด้วยว่าสาเหตุที่ไม่ไปฟ้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นเพราะ "ไม่ได้รับขอบเขตอำนาจของศาลโลก ฉะนั้นตรงนี้ก็ยังไม่ไปถึงตรงนั้น"
เมื่อถูกผู้สื่อข่าวสอบถามว่าจะดำเนินการสืบหาเส้นทางการเงินของสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชาในประเทศไทยด้วยหรือไม่ เขาตอบว่า "เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาให้เหมาะสม ถ้าจะทำก็ยังพูดไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องที่ควรพูด"
เช้าวันนี้ (19 ส.ค.) พนมเปญโพสต์ สื่อของกัมพูชารายงานว่า สมเด็จฮุน เซน ออกมาตอบโต้ต่อกรณีนี้ทันที โดยบอกว่าถ้าเนื้อหาข่าวของสื่อไทยรายงานถูกต้อง การที่นายภูมิธรรมออกมาพูดว่าเขาและสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ผู้เป็นลูกชาย จะถูกจับหากเดินทางมายังไทยนั้น "ย่อมแสดงให้เห็นถึงความประมาทเลินเล่อและขาดความเข้าใจในกฎหมายจารีต ประเพณี และพิธีการทางการทูต" ของตัวรักษาการนายกรัฐมนตรี
"หากประเทศไทยอยู่ในสถานะที่สามารถจับกุมผู้นำกัมพูชาได้ กัมพูชาก็สามารถจับกุมผู้นำไทยที่รุกรานกัมพูชาและสังหารพลเมืองของเราได้เช่นกัน" สมเด็จฮุน เซน กล่าว
นอกจากนี้ เขายังตั้งคำถามว่าวาทศิลป์ดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ หรือเป็นการยั่วยุที่เสี่ยงต่อการจุดประกายความตึงเครียดซึ่งกำลังผ่อนคลายลงด้วยข้อตกลงหยุดยิงกันแน่
ไทยสามารถใช้กฎหมายในประเทศจับสองพ่อลูกตระกูลฮุนได้จริงหรือ ?
ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศประจำศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กของตนเองว่า การขู่ดำเนินคดีสองผู้นำตระกูลฮุนนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากในทางปฏิบัติ เนื่องจากกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศและหลักการทางการทูตให้ความคุ้มครองผู้นำต่างชาติผ่านหลักการสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ หลักความคุ้มกันที่มากับตำแหน่ง (Immunity Ratione Personae) และหลักความคุ้มกันที่มากับหน้าที่ (Immunity Ratione Materiae)
"รัฐบาลชุดนี้ทำให้ดิฉันประหลาดใจทุกวัน" โพสต์ของ ศ.ดร.ปวิน ระบุ
นักวิชาการจาก ม.เกียวโต อธิบายเพิ่มเติมว่าหลักการแรกให้ความคุ้มครองแก่ผู้นำระดับสูงของรัฐในขณะที่ดำรงตำแหน่ง เช่น ประมุขของรัฐ, นายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ โดยบุคคลเหล่านี้จะได้รับความคุ้มครองจากการถูกดำเนินคดีในต่างประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อไม่ให้การปฏิบัติหน้าที่ของผู้นำประเทศถูกขัดขวางโดยรัฐอื่น
ส่วนหลักที่สองนั้นให้ความคุ้มครองแก่เจ้าหน้าที่รัฐทุกคน สำหรับการกระทำที่ทำไปในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ของตน โดยความคุ้มกันนี้จะยังคงอยู่แม้ว่าบุคคลนั้นจะพ้นจากตำแหน่งไปแล้วก็ตาม
"ดังนั้นการที่ ฮุน เซน ยังคงเป็นประธานวุฒิสภา และการกระทำที่ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นในระหว่างที่ลูกชายยังดำรงตำแหน่งนายกฯ จึงทำให้การจับกุมตัวเป็นไปได้ยาก และมีความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็นการละเมิดหลักการดังกล่าว" ศ.ดร.ปวิน ระบุ
ขณะเดียวกัน นายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร บอกกับบีบีซีไทยว่าการขยับของรัฐบาลในครั้งนี้ ขัดต่อเจตจำนงข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชา
"ข้อตกลงหยุดยิงต้องการให้ทั้งสองฝ่ายมีความประนีประนอม แต่ถ้าหากเราเปิดประเด็นใหม่ สร้างความขัดแย้งเพิ่ม มันก็กลายเป็นประเด็น กลายเป็นการยั่วยุกันและกัน ยกระดับข้อพิพาทระหว่างกันออกไปเรื่อย ๆ" เขากล่าว
ที่ปรึกษา กมธ. การทหารฯ มองว่ารัฐบาลไม่ควรเลือกใช้กฎหมายในประเทศเอาผิดกับผู้นำประเทศอื่น เนื่องจากโดยหลักการแล้วเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ และหากต้องการดำเนินการในเรื่องนี้ก็ควรอาศัยกฎหมายหรือกลไกระหว่างประเทศแทน
"การหยิบเรื่องนี้ขึ้นมา เหมือนใช้แรงจูงใจทางการเมืองเพื่อตอบโต้อีกฝ่าย หรือเป็นการหาคะแนนนิยมให้กับรัฐบาลที่กำลังง่อนแง่นมากกว่า" นายสุภลักษณ์ กล่าว และเสริมว่าวิธีการนี้ยิ่งทำให้ประเทศไทยดูไม่เป็นผู้ใหญ่ (mature) ในสายตานานาชาติด้วย
การดำเนินคดีผู้นำกัมพูชาของรัฐบาลเพื่อไทย อาจมีนัยอื่นแฝงหรือไม่ ?
ด้าน ศ.ดร.ปวิน ให้ความเห็นเพิ่มเติมแก่บีบีซีไทยว่าในมุมมองทางกฎหมาย การที่รักษาการนายกรัฐมนตรี หรือเจ้าหน้าที่รัฐจะออกมาประกาศว่าจะดำเนินคดีกับผู้นำต่างชาติ สามารถมองได้ว่าเป็นความพยายามที่จะแสดงให้เห็นว่าตนได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว เพื่อป้องกันข้อกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นความผิดตาม ม.157
"การเคลื่อนไหวนี้จึงอาจเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของรัฐบาล เพื่อใช้เป็นข้ออ้างต่อศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต หากมีผู้ร้องเรียนว่ารัฐบาลไม่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองและคลิปเสียงที่ถูกอ้างถึง การประกาศนี้จึงมีนัยสำคัญทางการเมืองมากกว่าทางการทูต และเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งดูดายต่อสถานการณ์"
อย่างไรก็ตาม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ มีกำหนดต้องปรากฏตัวที่ศาลวันที่ 21 ส.ค. นี้ พร้อมกับนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. โดยศาลเรียกมาใต่สวนกรณีคดีคลิปเสียงหลุด ซึ่งเป็นการสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และ สมเด็จฮุน เซน ซึ่งทำให้นายกรัฐมนตรีถูกกล่าวหาว่า "ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์" และ "ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง"
ทางนายสุภลักษณ์ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่าการที่นายภูมิธรรมบอกว่าจำเป็นต้องดำเนินการทางกฎหมาย มิเช่นนั้นจะละเมิด ม.157 นั้น จริง ๆ แล้วกรณีถือไม่เข้าข่าย
"การไม่จับฮุน เซน การไม่จับฮุน มาเนต เป็นเรื่องที่กฎหมายระบุว่าต้องไปจับหรือเปล่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการต้องไปจับผู้นำประเทศอื่นหรือเปล่า ?" เขาตั้งคำถาม "ผมนึกไม่ออกว่าจะมีคนใช้ข้ออ้างเช่นนี้ไปฟ้องอัยการได้อย่างไร"
ทั้งนี้ ที่ปรึกษา กมธ. การทหารฯ มองว่ามีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลเพื่อไทยอาจอาศัยมติ สมช. ในครั้งนี้ เพื่อใช้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 ส.ค. นี้ ทว่าส่วนตัวก็มองว่า "เป็น tactic (กลยุทธ์) ที่ไม่สมเหตุสมผล" และ "เป็นการเลือกใช้เครื่องมือที่ไม่ถูกต้อง"
"วิธีนี้ไม่ใช่ damage control (การควบคุมความเสียหาย) ในสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่มันเป็น political damage control หรือการควบคุมความเสียหายที่จะส่งผลต่อรัฐบาลในทางการเมือง" นายสุภลักษณ์ กล่าว
เขายังเห็นว่าการให้ สมช. ออกมติเช่นนี้ถือเป็นเรื่องเสียหายในแง่การดำเนินนโยบายความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากโดยหลักแล้วไม่มีประเทศใดประกาศอย่างโจ่งแจ้งว่าจะใช้กฎหมายในประเทศเพื่อดำเนินคดีกับผู้นำต่างชาติเพื่อความมั่นคงของชาติ และไม่มีประเทศใดที่นำผู้เล่นที่เป็นตัวบุคคล (individual actor) ขึ้นมาเป็นภัยคุกคามของประเทศ
นายสุภลักษณ์มองว่ารัฐบาลควรมุ่งไปที่การทำตามข้อตกลงหยุดยิงและพิสูจน์ให้นานาชาติเห็นว่ามีความตั้งใจทำเช่นนั้นจริง มากกว่าเลือกดำเนินคดีผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน
ขณะเดียวกัน ศ.ดร.ปวิน ให้ความเห็นเสริมว่าหากมองให้ลึกลงไปกว่านี้ นี่คือการสร้างภาพลักษณ์ผู้นำที่มีท่าทีเด็ดขาด พร้อมปกป้องอธิปไตยของชาติ ซึ่งนักวิชาการผู้นี้มองว่าเป็นภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งและน่าจะถูกใจกลุ่มชาตินิยม
ทว่าประเด็นที่น่ากังวล คือ การกระทำเช่นนี้กำลังละเลยข้อเท็จจริงทางกฎหมายที่ซับซ้อน และชี้ให้เห็นว่า "เป็นการใช้วาทกรรม มากกว่าจะตั้งใจดำเนินการจริงในทางปฏิบัติ" รวมถึงอาจเป็นการสร้างศัตรูภายนอกเพื่อรวมพลังสนับสนุนจากภายประเทศ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่นักการเมืองทั่วโลกนิยมใช้
"การสร้างความขัดแย้งกับผู้นำต่างชาติในประเด็นที่อ่อนไหวทางความรู้สึก อาจจะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณชนออกจากปัญหาภายในที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ได้ เช่น การรับมือกับวิกฤตผู้นำ, เรื่องความอยู่รอดของแพทองธาร, ทักษิณ [ชินวัตร] , หรือแม้แต่เพื่อไทย" นักวิชาการจาก ม.เกียวโต ระบุ
เหตุใดรัฐบาลไม่เลือกดำเนินคดีผ่านศาลอาญาโลก ?
ที่ผ่านมา รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ (มธ.) เคยบอกกับบีบีซีไทยว่าสามารถฟ้องร้องกัมพูชาฐานอาชญากรรมสงครามได้ โดยรวบรวมหลักฐานการโจมตีโรงพยาบาลและเป้าพลเรือนต่าง ๆ เพื่อส่งให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court - ICC) พิจารณา หรือที่คนไทยเรียกว่าศาลอาญาโลก ถึงแม้ไทยไม่ได้เป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมก็ตาม
อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มธ. บอกว่า หากประเทศไทยประสงค์จะดำเนินคดี ก็สามารถยอมรับอำนาจเฉพาะคดีที่เรียกว่า "ad hoc acceptance" เพื่อให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามามีอำนาจเป็นเฉพาะ ๆ คดีไป โดยไม่ได้ทำให้ไทยต้องเข้าเป็นหนึ่งในภาคีธรรมนูญกรุงโรม
ทว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศจะรับคดีไว้พิจารณาหรือไม่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง และไทยจะชนะคดีดังกล่าวไหมก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่กระบวนการพิจารณาย่อมใช้เวลาหลายปีแน่นอน
หากย้อนกลับไปที่คำสัมภาษณ์ของนายภูมิธรรมเมื่อวานนี้ ชัดเจนว่ารัฐบาลไม่ต้องการให้คดีนี้ไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ ทั้งที่มีช่องทางทำได้
ศ.ดร.ปวิน มองเรื่องนี้ว่าทั้งกองทัพไทยและนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต่างมี "ชนักติดหลัง" จึงไม่ต้องการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าไทยสามารถยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศได้
นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นอธิบายต่อว่า คดีความที่กองทัพไทยอาจเกี่ยวข้องหรืออาจเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ได้แก่ เหตุการณ์มัสยิดกรือเซะและเหตุการณ์ตากใบในปี 2547 ซึ่งมีการกล่าวอ้างถึงการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก รวมถึงการสังหารคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ในปี 2553
"หากมีการตั้งบรรทัดฐานให้ศาล ICC เข้ามามีเขตอำนาจในการพิจารณาคดีความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย คดีเหล่านี้ก็มีโอกาสที่จะถูกรื้อฟื้นและนำไปสู่การไต่สวนในระดับนานาชาติได้เช่นกัน"
ศ.ดร.ปวิน กล่าวต่อว่าการดำเนินนโยบายสงครามยาเสพติดช่วงปี 2546 ซึ่งเป็นยุครัฐบาลของนายทักษิณ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น
ข้อมูลของมูลนิธิผสานวัฒนธรรมระบุว่าในช่วงเดือน ก.พ.- เม.ย. 2546 เกิด "การฆ่าตัดตอน" ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้างของภาครัฐว่าเป็นฝีมือการฆาตกรรมของขบวนการค้ายาเสพติดด้วยกัน ส่งผลให้มีคดีฆาตกรรม 2,604 คดี และมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 2,873 คน
นอกจากนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยแห่งชาติ (กสม.) ของไทยยังได้รับข้อร้องเรียนจำนวนมากว่าเจ้าหน้าที่ใช้นโยบายดังกล่าวในการขึ้นบัญชีดำบุคคลที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์, ไม่มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด, หรือเป็นหัวคะแนนของพรรคตรงข้าม เป็นต้น
กรณีนี้ยังทำให้เกิดวาทะของนายทักษิณที่เป็นตำนาน จากการออกมาพูดว่า "ยูเอ็นไม่ใช่พ่อผม" เพื่อตอบโต้นางอัสมา จิลานี จาฮังเกียร์ ผู้แทนพิเศษจากองค์การสหประชาชาติ ที่ออกมาแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานเกี่ยวกับการเสียชีวิตของประชาชนกว่าร้อยคนในประเทศไทย เนื่องจากการปราบปรามการค้ายาเสพติด
ตัวอย่างจากประเทศฟิลิปปินส์ อาจทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าคดีนี้สุ่มเสี่ยงถูกพิจารณาโดยศาลอาญาโลกได้อย่างไร
เมื่อช่วงเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ตำรวจฟิลิปปินส์จับกุมอดีตประธานาธิบดีโรดริโก ดูแตร์เต หลังจากศาลอาญาระหว่างประเทศออกหมายจับในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากนโยบายสงครามปราบปรามยาเสพติดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนหลายพันคนในช่วงปี 2559-2565
"หากมีการนำคดีความของฮุน เซนเข้าสู่ศาล ICC ก็อาจเป็นช่องทางให้มีการยื่นฟ้องร้องต่อศาลดังกล่าวในกรณีของนโยบายสงครามยาเสพติดได้ในอนาคต ทำให้ทั้งกองทัพและอดีตผู้นำทางการเมืองของไทยต่างระมัดระวัง และไม่ต้องการสร้างบรรทัดฐานนี้ขึ้นมา" ศ.ดร.ปวิน กล่าว
ช่วงสายวันนี้ ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลสอบถามรักษาการนายกรัฐมนตรีภูมิธรรมอีกครั้งว่ารัฐบาลจะนำคดีฟ้องร้องสมเด็นฮุน เซน และ สมเด็จฮุน มาเนต ไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศหรือไม่
เขาตอบว่าขอดำเนินคดีด้วยกฎหมายภายในประเทศก่อน ส่วนการฟ้องร้องต่อ ICC นั้นขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเงื่อนไข ซึ่งฝ่ายกฎหมายของ สมช., กระทรวงการต่างประเทศ, และกองทัพ ร่วมกันพิจารณาตามกระบวนการ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำอีกครั้งว่ามีนักวิชาการแสดงความเห็นว่าไทยสามารถยอมรับอำนาจศาลอาญาโลกในบางเรื่องได้ ทางนายภูมิธรรมตอบมาเพียงว่า "ก็ให้เขาทำเรื่องเสนออย่างเป็นทางการมา จะให้ฝ่ายกฎหมายที่เกี่ยวข้องไปพิจารณา"