เหตุใดฝนตกหนักจนน้ำท่วมภาคใต้ ไม่ได้เกิดจากปรากฏการณ์ระเบิดฝน (rain bomb)

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) บอกว่าปริมาณฝนสะสม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อยู่ที่ 880 มิลลิเมตร/ชั่วโมง ถือเป็นปริมาณฝนที่หนักมากในรอบ 300 ปี
    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

เมื่อเกิดอุทกภัยขึ้นในหลายจังหวัดของภาคใต้ตอนล่าง ทำให้หลายฝ่ายออกมาวิเคราะห์ว่าปริมาณฝนจำนวนมากในครั้งนี้มาจากสาเหตุใด

ศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะของกรมชลประทานบอกว่าตัวเมืองหาดใหญ่ จ.สงขลา ต้องจมอยู่ในน้ำ เนื่องจากปริมาณฝนตกหนักที่สุดในรอบ 300 ปี ขณะเดียวกันคนอื่น ๆ ก็พูดถึงปรากฏการณ์ระเบิดฝน (rain bomb) พร้อมกับตั้งข้อสังเกตนี่ว่าอาจเป็นสาเหตุทำให้ตัวเมือง อ.หาดใหญ่ จมบาดาลอยู่ขณะนี้

วันนี้ (25 พ.ย.) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า (GISTDA) เปิดเผยภาพข้อมูลดาวเทียมที่ชี้ให้เห็นว่าน้ำท่วมหาดใหญ่ในระดับวิกฤตสูงสุดเกิน 4 เมตร กระทบประชาชนมากกว่า 1.5 แสนคน แบ่งเป็นที่อยู่อาศัย 25,102 หลังคาเรือน, โรงเรียน 47 แห่ง, และ โรงพยาบาล 8 แห่ง

เหตุอุทกภัยในครั้งนี้ยังกินพื้นที่อื่น ๆ ของ จ.สงขลาด้วย รวมถึงจังหวัดอื่น ๆ ด้วย เช่น ปัตตานี พัทลุง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ยะลา และสตูล

บีบีซีไทยพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสำรวจว่าฝนที่ตกหนักในภาคใต้ตอนล่างช่วงนี้อาจมาจากสาเหตุใดได้บ้าง และเกิดจากปรากฏการณ์ระเบิดฝน (rain bomb) จริงหรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญระบุ "ระเบิดฝน" ไม่ใช่สาเหตุฝนตกหนัก แต่อาจเป็น "แม่น้ำในชั้นบรรยากาศ"

ผศ.ดร.ภาณุ ตรัยเวช อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ จากคณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ อธิบายว่า ระเบิดฝนคือลักษณะปรากฏการณ์หนึ่งของฝนที่ตกเร็ว แรง "โครมลงมาแบบใหญ่มาก ๆ"

สาเหตุเกิดจากอากาศจากภายนอกของเมฆที่แห้งกว่า ขณะที่ภายในเมฆมีหยดน้ำเยอะ ดังนั้น "พออากาศ 2 อันนี้มาผสมกัน หยดน้ำในก้อนเมฆก็ระเหยฮวบทีเดียว ทำให้อุณภูมิต่ำลง อย่างที่เรารู้กันว่าเมื่ออุณหภูมิต่ำลง อากาศจึงหนักมากและจมลงมา แล้วก็พาน้ำฝนลงตู้มใส่เรารวดเดียว"

ผู้เชี่ยวชาญจาก ม.เกษตรศาสตร์บอกว่าสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่และภาคใต้ตอนล่างขณะนี้ ตัดระเบิดฝนออกไปได้เลย เนื่องจากกรณีนี้จะไม่ทำให้น้ำท่วมเป็นวงกว้างขนาดอย่างที่เกิดขึ้น เนื่องจากปรากฏการณ์ดังกล่าวมีลักษณะน้ำปริมาณมหาศาลที่ตกลงมาในที่เดียว

ขณะเดียวกัน ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการองค์กรไคลเมท คอนเนคเตอร์ส (Climate Connectors) ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยในแนวทางเดียวกันกับ ผศ.ดร.ภาณุ ว่าฝนที่ตกหนักมากในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างไม่ได้เกิดจากระเบิดฝน แต่น่าจะเกิดจากปรากฏการณ์แม่น้ำในชั้นบรรยากาศ (atmospheric rivers) มากกว่า

เขาบอกว่าเมื่อดูภาพกว้างทั้งภูมิภาคจะเห็นแนวฝนเชื่อมต่อกันเป็นทางยาวตั้งแต่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ไล่ผ่านทะเลจีนใต้ มาจนถึงคาบสมุทรมลายู และต่อไปจนถึงมหาสมุทรอินเดียในลักษณะ "corridor (เส้นทางยาว)" นอกจากนี้ยังครอบคลุมพื้นที่ทางตอนเหนือของเกาะสุมาตราและบริเวณชายฝั่งทะเลของเวียดนามตอนใต้ด้วย

"เมื่อดูข้อมูลฝนตกแบบเรียลไทม์ (real time) และข้อมูลการตกแบบสะสม มันจะเห็นเป็นทางยาว ซึ่งจริง ๆ ผมไม่ได้ตั้งใจจะตั้งข้อสังเกตว่าเป็น atmospheric rivers หรือเปล่า แต่เมื่อดูแล้วไปเทียบกับงานวิจัยเมื่อ 2-3 ปีก่อนก็อาจถือได้ว่าเป็นแม่น้ำในชั้นบรรยากาศได้" ธารา กล่าว

STRINGER/EPA/Shutterstock (15864816i)
People carrying a dog wade through flood water in Nha Trang, Khanh Hoa province, Vietnam, 20 November 2025 (issued 21 November 2025). At least 40 people were killed after torrential rain and flooding in four provinces in southern and central Vietnam, state media reported.
Dozens killed after torrential rain, flooding in Vietnam, Nha Trang - 20 Nov 2025

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, ในห้วงเวลาเดียวกันเกิดฝนตกหนักและทำให้ 4 จังหวัดทางตอนกลางและทางตอนใต้ของเวียดนามเกิดอุทกภัย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบรายด้วยกัน

ด้าน ผศ.ดร.ภาณุ ตรัยเวช เห็นว่าอาจมีความเป็นไปได้เช่นกันที่เหตุน้ำท่วมในหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงอื่น ๆ อาจเกิดจากปรากฏการณ์แม่น้ำในชั้นบรรยากาศอย่างที่ธาราเสนอ

อาจารย์จาก ม.เกษตรศาสตร์ อธิบายว่าจริง ๆ แล้วในอากาศมีความชื้นตลอดเวลา ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการระเหยของน้ำในพื้นดิน และเมื่อน้ำระเหยเป็นความชื้นขึ้นไปอยู่ในอากาศก็จะเจอกับกระแสลมที่อยู่ด้านบน พัดเอาความชื้นให้ไหลไปตามทางของมัน

"หากความชื้นกระจายตัวเป็นวงกว้าง เมื่อกลายเป็นฝนตกลงมา มันก็จะไม่แรงเท่าไรนัก" ผศ.ดร.ภาณุ กล่าว

ด้านธาราบอกว่าทางเชื่อมที่ลำเลียงความชื้นที่อยู่ในบรรยากาศ ไม่ต่างอะไรจากท่อลำเลียงหรือทางด่วนสำหรับไอน้ำ และเมื่อมันเดินทางไปถึงจุดใดจุดหนึ่งที่มีเงื่อนไขเหมาะสม ก็ทำให้ฝนตกลงมาจำนวนมาก

"ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่ลงมาจากบน หรือที่เราเรียกว่าลมหนาว มันเข้ามาปะทะกันพอดี มันก็ไปเสริมความเข้มข้นของความชื้นที่อยู่ในชั้นบรรยากาศ อาจทำให้หาดใหญ่หรือพื้นที่ที่น้ำท่วมอยู่ตรงนี้ เกิดฝนตกหนักแบบไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน" ธารา กล่าว

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ฝนตกหนักมากขึ้นด้วย

ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองคนเห็นตรงกันว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยเป็นพื้นที่หนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาระดับโลก

ผศ.ดร.ภาณุ บอกว่ามีความเป็นไปได้สูงที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลให้ปริมาณฝนในภาคใต้ตอนล่างมากขึ้น เนื่องจาก "แนวโน้ม climate change ในโซน tropical (เขตภูมิอากาศร้อนชื้น) ยิ่งทำให้มีฝนตกมากขึ้น"

ด้านธารา กล่าวว่าสภาวะโลกร้อน (Global warming) ยิ่งทำให้น้ำระเหยกลายเป็นไอมากขึ้น ส่งผลให้มีความชื้นในชั้นบรรยากาศมากกว่าเดิม และทำให้เกิดฝนมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้รูปแบบของฝนเปลี่ยนแปลงไป

เขาบอกว่ามีงานศึกษาหลายชิ้นที่ระบุว่า ฝนในประเทศไทยจะมีจำนวนวันที่ตกน้อยลง แต่ความรุนแรงเพิ่มขึ้นในปริมาณมากขึ้นกว่าเดิม

"เราจะพบว่าภาคใต้ฝั่งตะวันออกหรือฝั่งอ่าวไทย ปริมาณฝนรายปีจะเพิ่มขึ้น ประมาณ 40-50 มิลลิเมตรต่อ 1 ทศวรรษ" เขากล่าว

ผู้เชี่ยวชาญชี้แท้จริงแล้วฝนตกหนักเป็นวัฏจักรที่คาดการณ์ได้

สภาพน้ำท่วมบริเวณเทศบาลเมืองควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ช่วงเช้าวันที่ 25 พ.ย.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, สภาพน้ำท่วมบริเวณเทศบาลเมืองควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ช่วงเช้าวันที่ 25 พ.ย.

แม้ ผศ.ดร.ภาณุ บอกว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง อาจเกิดจากปรากฏการณ์แม่น้ำในชั้นบรรยากาศก็เป็นได้ แต่เขากลับให้น้ำหนักไปที่วัฏจักรเอลนีโญ-ลานีญา มากกว่า

ผู้เชี่ยวชาญผู้นี้บอกว่า แม้นี่จะเป็นคำตอบ "ที่ไม่เซ็กซี่" แต่เมื่อไปดูดัชนีโอเชียนนิค นิโน อินเด็กซ์ หรือ โอเอ็นไอ (Oceanic Nino Index-ONI) เห็นได้ว่าชัดเจนว่าเรากำลังอยู่ในช่วง "ลานีญา" ซึ่งทำให้ประเทศไทยฝนตกเยอะและยาวนานกว่าปกติ

สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) อธิบายว่า เอลนีโญ คือปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรอุ่นขึ้นกว่าปกติ ซึ่งทำให้ไทยอาจมีฝนน้อยกว่าปกติ

ส่วนลานีญา คือ ปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรเย็นกว่าปกติ ซึ่งทำให้ไทยอาจมีฝนมากกว่าปกติ

"ถ้าเราไปดูช่วงต้นปี จะไม่ค่อยมีปัญหาฝุ่น PM 2.5 ปัญหานี้จะน้อยกว่าปีอื่น ๆ เป็นเพราะปีนี้เป็นปีที่ค่อนข้างชื้น" ผศ.ดร.ภาณุ กล่าว

เขาอธิบายต่อว่าวัฏจักรนี้เป็นสิ่งที่ทราบได้ล่วงหน้า ไม่เหมือนกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ ดังนั้นหากปรับมุมมองว่าจาก "ปรากฏการณ์เฉพาะหน้า" เป็น "วัฏจักร" ก็จะทำให้ทุกฝ่ายรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ผศ.ดร.ภาณุ อธิบายต่อว่า วัฏจักรที่ 1 คือ ฝนตามฤดูกาล ซึ่งทราบกันดีว่าภาคอื่น ๆ ของไทยจะมีฝนช่วงเดือน พ.ค. ถึง ต.ค. ขณะที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออกจะมีฝนตกหนักเป็นพิเศษในช่วงปลายปี คือ เดือน พ.ย. ถึง เดือน ธ.ค.

ส่วนวัฏจักรที่ 2 คือสิ่งที่เกิดขึ้นทุก ๆ 4 ปี นั่นคือ อิทธิพลของมหาสมุทรแปซิฟิก, ปรากฏการณ์เอลนีโญ-ลานีญา, และอิทธิพลของมหาสมุทรอินเดียที่เรียกว่าอินเดียน โอเชียน ไดโพล หรือไอโอดี (Indian Ocean Dipole – IOD) ที่ส่งผลควบคู่กัน

"พวกนี้มันมีศักยภาพที่เราจะเรียนรู้กับมัน และทำอะไรกับมันได้มากกว่า หากเรามองว่ามันเป็นวัฏจักร" ผศ.ดร.ภาณุ บอกกับบีบีซีไทย

เมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา องค์กรอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization) คาดการณ์ว่าดัชนี IOD ในช่วงเดือน พ.ย. 2568 ถึง ม.ค. 2569 จะอยู่ในระยะติดลบ (negative phase)

ระยะติดลบดังกล่าว หมายถึงปรากฏการณ์ที่น้ำอุ่นไปรวมตัวด้านตะวันของมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านมีฝนตกเพิ่มขึ้น จากคำอธิบายของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำฯ

จากรายงานของ สสน. เมื่อเดือน ก.ค. คาดการณ์ว่าภาคใต้ตอนล่างจะมีฝนมากกว่า 500 มิลลิเมตร

ที่มาของภาพ, สสน.

คำบรรยายภาพ, จากรายงานของ สสน. เมื่อเดือน ก.ค. คาดการณ์ว่าภาคใต้ตอนล่างจะมีฝนมากกว่า 500 มิลลิเมตร

ย้อนกลับไปในเดือน ก.ค. 2568 ทาง สสน. ออกรายงานสรุปการคาดการณ์ฝนเดือน ก.ค. - ธ.ค. 2568 โดยบอกว่าในช่วงเดือน ต.ค. ถึง ธ.ค. มีแนวโน้มปริมาณฝนมากกว่าค่าปกติ

รายงานฉบับเดียวกันแสดงแผนที่จำลองปริมาณฝนคาดการณ์ที่ทำให้เห็นว่าพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างเป็นสีแดงเข้ม ซึ่งมีปริมาณฝนมากกว่า 500 มิลลิเมตรขึ้นไป

ในตอนนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) บอกว่าปริมาณฝนสะสม อ.หาดใหญ่ อยู่ที่ 880 มิลลิเมตร/ชั่วโมง ถือเป็นปริมาณฝนที่หนักมาในรอบ 300 ปี

อย่างไรก็ตาม ธารามีความเห็นคล้ายกับ ผศ.ดร.ภาณุ ว่าทั้งหมดนี้เป็นวัฏจักรที่สามารถคาดการณ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการคาดการณ์ปริมาณฝนหรือการพยากรณ์ช่วงเวลาที่จะเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง

"สิ่งที่หายไปในวิกฤตครั้งนี้คือการเตรียมตัว" ธารา กล่าว และเสริมว่าระบบการรับมือของรัฐต้องเปลี่ยนทั้งหมด เมื่อดูจากความล้มเหลวในตอนนี้ที่หาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นแผนป้องกัน ระบบการเตือนภัยล่วงหน้า การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ ระบบระบายน้ำ การคมนาคม เส้นทางอพยพ ทรัพยากร และงบประมาณ