พรานหญิงล่าสัตว์อย่างห้าวหาญไม่แพ้ชาย ทั้งในสังคมปัจจุบัน-บรรพกาล

ที่มาของภาพ, Getty Images
บรรดานักโบราณคดีและนักมานุษยวิทยาต่างเคยเชื่อกันว่า ในสังคมยุคโบราณที่มนุษย์ดำรงชีพด้วยการเป็นพรานล่าสัตว์และคนเก็บของป่า (hunter-gatherer) บทบาทหน้าที่ในการหาอาหารเหล่านี้จะถูกกำหนดด้วยเพศเป็นหลัก โดยเพศชายที่แข็งแรงจะต้องเป็นนายพรานล่าสัตว์ใหญ่ ส่วนเพศหญิงที่อ่อนแอกว่าจะช่วยออกหาของป่าบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ
ปัจจุบันความเชื่อนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าผิดถนัด หลังมีการค้นพบหลักฐานใหม่ ๆ ทางโบราณคดีและมานุษยวิทยาเพิ่มขึ้น ซึ่งล้วนชี้ให้เห็นว่า ผู้หญิงในยุคบรรพกาลสามารถทำประมง ล่าสัตว์ใหญ่ หรือออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่บุรุษมาแล้วตั้งแต่หลายพันปีก่อน
ส่วนสังคมบางแห่งในยุคปัจจุบันที่ผู้คนยังคงออกล่าสัตว์และหาของป่าอยู่ ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยก็มีบทบาทสำคัญในการออกล่าสัตว์ใหญ่อย่างห้าวหาญไม่แพ้ชายเลยทีเดียว
ล่าสุดวารสารวิชาการ PLOS One ตีพิมพ์ผลวิเคราะห์ข้อมูลทางมานุษยวิทยา ซึ่งได้ทำการศึกษาสังคมแบบดังกล่าวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ทั่วโลกในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา จนพบว่านายพรานมือฉมังหลายคนในสังคมที่ดำรงชีพแบบบรรพกาลเหล่านี้เป็นสตรี

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดร. อะบิเกล แอนเดอร์สัน ผู้นำทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยซีแอตเทิลแปซิฟิกของสหรัฐฯ บอกว่า 80% ของสังคมที่ยังคงล่าสัตว์และเก็บของป่าเลี้ยงชีพอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งทีมวิจัยได้ทำการศึกษาถึง 63 แห่ง ในทวีปอเมริกา, แอฟริกา, เอเชีย, ออสเตรเลีย, และบางส่วนของภูมิภาคโอเชียเนีย ล้วนมีหลักฐานเชิงชาติพันธุ์วรรณนา (ethnography) ที่ยืนยันการมีอยู่ของนายพรานหญิงในรอบศตวรรษที่ผ่านมา
หลักฐานส่วนใหญ่แสดงถึงการแกะรอยและติดตามล่าสัตว์ใหญ่อย่างจงใจ ไม่ใช่การลงมือสังหารสัตว์เล็กโดยบังเอิญเมื่อมีโอกาสเท่านั้น ผู้หญิงในสังคมเหล่านี้ยังร่วมออกล่ากับผู้ชายอย่างสม่ำเสมอแทบทุกครั้ง โดยนำลูกที่ยังเล็กติดตามไปด้วย ทำให้การอยู่บ้านเลี้ยงดูบุตรหลานซึ่งเป็นหน้าที่หลักของสตรี ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเป็นพรานหญิงแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม พรานหญิงมักมีรูปแบบการล่าและเทคนิคการใช้อาวุธที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากกว่าผู้ชาย เช่นผู้หญิงชนเผ่าอักตา (Agta) ในฟิลิปปินส์ รู้จักผสมผสานการใช้มีดเข้ากับการใช้ธนู ทั้งรู้จักออกล่าเป็นหมู่คณะในตอนกลางวันมากกว่านายพรานชาย ซึ่งมักจะออกล่าสัตว์เพียงคนเดียวในตอนกลางคืนเท่านั้น
ทีมผู้วิจัยกล่าวสรุปว่า อคติทางเพศในยุคก่อนทำให้นักมานุษยวิทยาในอดีตมองข้ามบทบาทสำคัญของสตรีในประวัติศาสตร์ ทั้งในด้านการหาเลี้ยงครอบครัวด้วยอาหารหลักประเภทโปรตีน และการเป็นแม่ผู้เลี้ยงดูทายาทรุ่นใหม่ จึงมีความจำเป็นที่นักวิชาการในปัจจุบัน จะต้องแก้ไขอคติต่าง ๆ ที่อาจแฝงอยู่ในการศึกษาดังกล่าว











