ย้อนรอยมหากาพย์ "หุ้น MORE" คดีประวัติศาสตร์ปั่นหุ้น หลัง '3 พรประภา' ถูกคุมตัว-ถึงคิวผู้ถูกกล่าวหาล็อตสุดท้ายเข้าพบอัยการ

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 16 นาที
การออกหมายจับ 3 สมาชิกจากตระกูลดังในวงสังคมอย่าง "ตระกูลพรประภา" ซึ่งประกอบด้วย นายเอกภัทร พรประภา, นายอธิภัทร พรประภา และนางอรพินธุ์ พรประภา ถือเป็นข่าวใหญ่รับปี 2569 หลังจากทั้งสามคนไม่มาพบพนักงานอัยการคดีพิเศษตามเวลานัด ในวันที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมาในคดีความที่เกี่ยวข้องกับการปั่นราคาหุ้นและการฉ้อโกงของบริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายกว่า 4.5 พันล้านบาท
ต่อมาในวันที่ 13 ม.ค. ผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ได้เดินทางไปรายงานตัวต่อพนักงานอัยการคดีพิเศษ 3 ก่อนจะถูกนำตัวส่งฟ้องต่อศาลอาญาในข้อหาที่เกี่ยวกับการทุจริตหลายกระทง และศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว แม้ผู้ต้องหาแต่ละรายจะวางหลักทรัพย์ค้ำประกันรายละ 5 ล้านบาทก็ตาม
คดีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นช่องว่างทางกฎหมายที่ทำให้เกิดกระบวนการฉ้อโกงผ่านตลาดหลักทรัพย์โดยบุคคลที่มีชื่อเสียงของสังคม และถือเป็นบทเรียนสำคัญในการปกป้องตลาดทุนไทยจากพฤติกรรมที่สร้างความเสียหายต่อระบบทั้งหมดได้
ในบทความนี้ บีบีซีไทยชวนผู้อ่านย้อนกลับไปทำความเข้าใจจุดเริ่มต้นของบริษัท กระบวนการฉ้อโกง การฟ้องร้องต่อทั้งตัวการที่หนีไปแล้ว และที่กำลังจะต้องเข้าพบเจ้าหน้าที่ในวันที่ 16 ก.พ. 2569 นี้
ก่อนจะมาเป็น MORE: เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนธุรกิจ
จากการตรวจสอบข้อมูลของบริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) ตามรายงานประจำปี 2567 ของบริษัทพบว่า ก่อนที่จะมาเป็น บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) ในวันนี้ แรกเริ่มดำเนินกิจการภายใต้นิติบุคคลชื่อว่า บริษัท มีเดีย เน็ตเวิร์ก รีเทล จำกัด โดยเริ่มแรกเป็นธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าในกลุ่มโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ อาทิ ภาพยนตร์และเพลง รวมไปถึง เทป ซีดี วีซีดี หรือดีวีดี โดยเริ่มเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2546
ต่อมาในเดือน พ.ค. 2553 บริษัทเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บริษัท ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด เพื่อยื่นขออนุญาตเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชน (IPO) โดยออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 80 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท และได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ [ตลาดรองสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม] เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2555
ต่อมาได้ ก็เปลี่ยนมาเป็นบริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) และเปลี่ยนมาใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์เป็น "MORE" ในวันที่ 16 ม.ค. 2562 พร้อมกับได้ปรับโครงสร้างธุรกิจหลายด้านในเวลาต่อมา อย่างเช่น ธุรกิจด้านสาธารณูปโภค ผ่านการผลิตและจำหน่ายน้ำประปาและการวางงานระบบ, การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อาทิ โครงการ Grand Ratchada ซึ่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยชี้ว่า "ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าในการดําเนินการ" และธุรกิจด้านเอ็นเตอร์เทนเมนท์ เช่น การจัดคอนเสิร์ต Rolling Lound เป็นต้น

ที่มาของภาพ, มอร์ รีเทิร์น
หากย้อนกลับไปดูข้อมูลการเงินย้อนหลังสิบปี นับตั้งแต่ปี 2558 ของบริษัท จะพบว่าตัวเลขการเติบโตในมิติรายได้รวมของบริษัทในแต่ละปีนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ ช่วงปี 2558-2560 บริษัทมีรายได้รวมในหลักหลายร้อยล้านบาท และเกือบขึ้นไปแตะพันล้านบาทในปี 2560 ทว่าในปีต่อมา กลับมีรายได้รวมลงเหลือแค่ 32.72 ล้านบาทเท่านั้น
นอกจากนี้ หากไปดูที่ตัวเลขกำไรสุทธิ ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ บริษัทมีกำไรแค่ 3 ปี เท่านั้นคือ ในปี 2561 ด้วยเม็ดเงิน 115.82 ล้านบาท ในปี 2564 ด้วยเม็ดเงินสูงถึง 1.158 พันล้านบาท อันเป็นผลมาจากการขายบริษัทย่อยรวมไปถึงค่าเผื่อประมาณการหนี้สินจากภาระค้ำประกัน (กลับรายการ) ซึ่งไม่ใช่ผลจากการดำเนินการ
ด้านเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจรายงานว่า ตัวเลขกำไรดังกล่าวนั้นมาจากการรับหุ้นแทนการชำระด้วยเงินสด อีกทั้งที่ปรึกษาการเงินอิสระให้ความเห็นว่าเป็นตัวเลขสูงเกินจริง และในปี 2565 ด้วยเม็ดเงิน 13.91 ล้านบาท
เหตุการณ์ปั่นหุ้นเมื่อปี 2565

ที่มาของภาพ, Getty Images
หากย้อนกลับไปดูกราฟราคาหุ้น MORE เทียบกับตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ด้วยข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ต.ล.ท.) จะพบว่า ตั้งแต่ช่วง ก.ค. 2564 เป็นต้นมา กราฟราคาของ MORE นั้นเติบโตกว่าตลาดฯ มาตลอด แต่ไม่มากนัก จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่เดือน เม.ย. 2565 การเติบโตของ MORE ก็พุ่งขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญ
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ราคาหุ้นของ MORE ค่อย ๆ ไต่จากหลักหนึ่งบาทกว่า ๆ ต่อหุ้น ขึ้นมาเป็นเกือบสามบาท ในช่วงต้นเดือน พ.ย. 2565 แต่แล้วในวันที่ 10 พ.ย. จุดเริ่มต้นของจุดจบมหากาพย์ปล้นโบรกเกอร์ก็เริ่มต้นขึ้น
วันนั้นหุ้น MORE มีมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 7.142 พันล้านบาท เป็นอันดับ 1 ของมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งตลาด (SET และ mai) โดยเปิดตลาดที่ราคา 2.90 บาท เพิ่มขึ้น 4.3% จากราคาปิดตลาดในวันก่อนหน้า แต่แล้วราคากลับปรับตัวลดลงต่อเนื่องจนราคาต่ำสุด (floor) เท่านั้นยังไม่พอ ในวันต่อมา วันที่ 11 พ.ย. 2565 ราคาหุ้นก็ยังคงปรับตัวลงต่อเนื่องจนราคาต่ำสุด (floor) อีกวันลงมาเหลือเพียง 1.34 บาท จนเป็นผลให้ ต.ล.ท. ต้องออกมาเตือนผู้ซื้อรายย่อย
อย่างไรก็ดี กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากธุรกรรมผิดปกติครั้งนี้คือกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) กว่า 10 แห่ง ซึ่งเป็นผู้จัดการธุรกรรมมูลค่ามหาศาลในวันดังกล่าว
สื่อด้านเศรษฐกิจหลายสำนักรายงานว่า ในวันที่ 10 พ.ย. นั้น มีการตั้งคำสั่งซื้อหุ้น MORE ในราคาเปิดตลาด ที่ 2.90 บาท/หุ้น ผ่านโบรกเกอร์หลายแห่ง มูลค่ารวมกว่า 4.5 พันล้านบาท ผ่านบัญชีเงินสด (cash account) ซึ่งเป็นประเภทบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่นักลงทุนสามารถลงทุนก่อน แล้วมาจ่ายเงินทีหลัง โดยโบรกเกอร์จะดูวงเงินในการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนแต่ละรายตามฐานะทางการเงิน หลักประกัน และความสามารถในการชำระหนี้ โดยนักลงทุนจะต้องวางหลักประกัน 20% ของวงเงินดังกล่าวไว้กับโบรกเกอร์ แล้วโบรกเกอร์จะตัดเงินค่าซื้อหลักทรัพย์จากบัญชีเงินฝากหรือกองทุนรวมที่ได้แจ้งเอาไว้ในวันทำการที่ 2 จากวันที่สั่งซื้อหลักทรัพย์ หรือที่รู้จักกันในบรรดานักลงทุนว่า "T+2"
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ จึงไม่ใช่แค่สถานการณ์ที่รายใหญ่เข้าไปปั่นราคาหุ้นจนพอใจแล้วเทขาย แต่ยังหมายถึงความเสี่ยงที่โบรกเกอร์นับสิบแห่งอาจจะถูกผิดนัดการชำระหนี้เสียเอง และนี่เองก็เป็นที่มาที่สื่อสายเศรษฐกิจของไทยหลายหัวหันมาใช้วาทกรรม "ปล้นโบรกเกอร์" กับคดีหุ้น MORE

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในเวลานั้น คำถามสำคัญก็คือใครคือตัวการที่อยู่เบื้องหลังคำสั่งซื้อหลายพันล้านเหล่านั้น ซึ่งในวันที่ 15 พ.ย. 2565 สำนักข่าวฐานเศรษฐกิจรายงานอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ที่ระบุว่า ผู้ซื้อหลัก ๆ มีเพียง 1 ราย คือ นายอภิมุข บำรุงวงศ์ หรือ ปิงปอง ผู้ถือหุ้น MORE ที่ถือเดิมอยู่แล้วกว่า 13%
ฐานเศรษฐกิจรายงานเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 14 พ.ย. 2565 นั้น สุดท้าย นายอภิมุขก็ผิดนัดชำระหนี้จริง ๆ จากที่ต้องจ่ายกว่า 4.4 พันล้านบาท เขากลับหาเงินมาจ่ายโบรกเกอร์ได้เพียง 100 ล้านบาท เท่านั้น ขณะที่ ปปง.ได้สั่งระงับธุรกรรมการจ่ายเงินทั้งหมด เช่นเดียวกัน ต.ล.ท.ที่หยุดพักการซื้อขายหุ้น MORE ครั้งแรกในวันที่ 14 พ.ย. และเพิ่มเป็น 15 - 18 พ.ย.
ขณะที่นายอภิมุขให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ในวันที่ 14 พ.ย. อ้างว่า พอร์ตการลงทุนของเขานั้นมีทีมงานเป็นคนดูแลให้ และเขาเองก็ตกใจที่มีข่าวเช่นนี้ออกมา นายอภิมุขยังอ้างว่าตัวเขากำลังให้ทนายเข้าไปเจรจากับโบรกเกอร์ทั้งหมด ต่อประเด็นเม็ดเงินคงค้างหลายพันล้านบาท
"ทีมดูแลพอร์ตเขาก็มาอธิบาย แต่ไม่ค่อยเข้าหู ซึ่งผมขอตั้งหลักก่อน บางอย่างก็ไม่กล้าพูด เพราะมันจะมีผลทางกฎหมาย ตอนนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่" เขากล่าว
เปิดไทม์ไลน์คดี MORE ถึงปัจจุบัน
- 2565-2566
ทันทีหลังจากเหตุการณ์ข้างต้นเริ่มกระจ่างขึ้น โบรกเกอร์ทั้ง 11 แห่ง ซึ่งประกอบไปด้วย บล.กรุงศรีอยุธยา, บล.เกียรตินาคินภัทร, บล.อินโนเวสท์ เอกซ์, บล.ดาโอฯ, บล.คิงส์ฟอร์ด, บล.ทรีนิตี้, บล.เอเชียเวลท์, บล.กรุงไทยเอ็กซ์สปริง, บล.เคจีไอฯ, บล.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ และ บล.จีเอ็มโป-แซด คอม ก็เดินทางไปที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อไปร้องทุกข์กล่าวโทษ/แจ้งความดำเนินคดีต่อนายอภิมุขและพรรคพวกอีกราว 20 คน ในข้อหาฉ้อโกง โดยสงสัยว่าการจับคู่ซื้อขายครั้งนี้จะเป็นไปในกลุ่มคนเดียวกัน
ขณะที่ฝั่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เริ่มกล่าวโทษผู้กระทำความผิด 18 ราย ซึ่งประกอบไปด้วย (1) นายอภิมุข บำรุงวงศ์ (2) นายเอกภัทร พรประภา (3) นายอธิภัทร พรประภา (4) นางอรพินธุ์ พรประภา (5) นายประยูร อัสสกาญจน์ (6) นายวสันต์ จาวลา (7) Mr. Shubhodeep Prasanta Das (8) บริษัท ตงฮั้ว แคปปิตอล จำกัด (9) บริษัท ตงฮั้ว มีเดีย แล็บ จำกัด (10) นายสมนึก กยาวัฒนกิจ (11) นางสาวจิระวรรณ ไชยพงศ์ผาติ (12) นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา (13) นางสาวอัยลดา ชินวัฒน์ (14) นางสาวสุร์ศิริ ปรีดาสุทธิจิตต์ (15) นายอิทธิวรรธน์ วรรณะเอี่ยมพิกุล (16) นายมั่นคง เสถียรถิระกุล (17) นายโสภณ วราพร และ (18) นายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ ต่อ บก.ปอศ. เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2566 ก่อนที่จะเพิ่มมาเป็นการกล่าวโทษรวม 32 ราย เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2566
รายชื่อที่เพิ่มมาได้แก่ (19) นางสาวอรเก้า ไกยสิทธิ์ (20) นายเกรียงศักดิ์ วงศ์โอสถพานิช (21) นางสาวสิริรัตน์ สมณาศรี (22) นายธีรพงศ์ ด่านวณิชวงศ์ (23) นายวิศรุต เจียมจิตพลชัย (24) นายปรณัฐ นุชาชาติพงศ์ (25) นายภูดิท สุจริตกุล (26) นายวัชรินทร์ ยังให้ผล (27) นายธนยุทธ ฤกษ์รักษา (28) นายธรรมนูญ เวชวิทยาขลัง (29) นายภัทร ฉัตรเจริญสุข (30) นายชยพล พันธุ์แพ (31) นายพิเชษฐ์ ผลสุวรรณชัย และ (32) นางศศินภา วราพร
เอกสารกล่าวโทษชี้ว่า ผู้ถูกกล่าวโทษทั้ง 32 ราย นั้น "ได้ร่วมกันกระทำการสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ MORE ในช่วงระหว่างวันที่ 18 ก.ค. 2565 – 10 พ.ย. 2565"
ก.ล.ต. พบว่าบุคคลที่ถูกกล่าวโทษเหล่านี้มีความสัมพันธ์ระหว่างกันทั้งด้านความสัมพันธ์ส่วนตัว ทางเงิน การซื้อขายหลักทรัพย์ รวมถึงช่องทางและสถานที่ในการส่งคำสั่งซื้อขาย และได้แบ่งหน้าที่กันหรือตกลงร่วมกันในการส่งคำสั่งซื้อขายในลักษณะที่ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคาหรือปริมาณการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ รวมทั้งส่งคำสั่งซื้อขายในลักษณะต่อเนื่องกันโดยมุ่งหมายให้ราคาหรือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ MORE ผิดไปจากสภาพปกติของตลาดอันเข้าข่ายเป็นฝ่าฝืนมาตรา 244/3 (1) และ (2) ประกอบมาตรา 244/5 และมาตรา 244/6 (แล้วแต่กรณี) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
ต่อมานายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 288/2566 ลงวันที่ 24 ต.ค. 2566 ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการสอบสวนกลางมาปฏิบัติหน้าที่สืบสวนและสอบสวนร่วมกับ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเรื่องกรณีการซื้อขายหุ้นของบริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีกลุ่มบุคคลรวม 32 ราย มีพฤติการณ์ในการหลอกลวงเงินจากบริษัทหลักทรัพย์และร่วมกันสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ MORE ภายใต้คดีพิเศษที่ 66/2566
ภายในเดือน พ.ย. 2566 มีความคืบหน้าจากดีเอสไอที่ระบุว่า จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหา จำนวน 27 ราย ที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการออกหมายเรียกผู้ต้องหาให้มารับทราบข้อกล่าวหา ในเดือน ธ.ค. 2566
- 2567
เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2567 ฝั่ง ก.ล.ต. ได้มีการกล่าวโทษกระทำความผิดเพิ่มอีก 8 รายเพิ่มเติม ได้แก่ (1) นายไพศาล เกษมศิรินาวิน (2) นายปรีชา วสุโสภณ (3) นายปนิษฐ์ ศุภธาดารัตน์ (4) นายเทียนประเสริฐ พลอำไภ (5) นายวรวุฒิ ศรีโสภิต (6) นายพรเดช อุยะนันทน์ (7) นางสาวปารณีย์ ชวาลา และ (8) นายปภิณวิช รอดบางยาง ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรณีสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) พร้อมกันนี้ได้แจ้งการดำเนินการต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
ต่อมาในวันที่ 2 พ.ค. 2567 กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยกองคดีการเงินธนาคารและการฟอกเงิน ได้แถลงว่า การสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้น และมีการดำเนินคดีกับผู้ต้องหา จำนวน 42 คน ในความผิดฐานสร้างราคาหลักทรัพย์ ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 244/3 (1) และ (2) ประกอบมาตรา 244/5 และมาตรา 244/6 รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 800 ล้านบาท
ดีเอสไอยังพบว่า การกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าวยังเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงบริษัทหลักทรัพย์ มูลค่าความเสียหายกว่า 4.5 พันล้านบาท อีกฐานหนึ่ง รวมถึงความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 มาตรา 209 และมาตรา 210 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
ทั้งนี้ คณะพนักงานสอบสวน ได้นำสำนวนการสอบสวน เอกสารทั้งสิ้นจำนวน 75 แฟ้ม พร้อมความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาดังกล่าวทั้ง 42 คน ตามพฤติการณ์ความผิดที่แต่ละคนเกี่ยวข้องพร้อมนำตัวผู้ต้องหา ส่งพนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
- 2568
เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2568 สื่อสายเศรษฐกิจรายงานว่าศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้นำเงินที่อายัดไว้คืนกลับโบรกเกอร์ 11 ราย
- 2569
เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2569สื่อไทยรายงานว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคดี MORE ตั้งโต๊ะแถลงร่วมโดยระบุว่าคดีนี้ถูกแยกพิจารณาออกเป็น 3 สำนวนหลัก ตามลักษณะความผิดและแนวทางการเยียวยาความเสียหาย ได้แก่
- คดีฉ้อโกง ซึ่งศาลมีคำสั่งให้คืนหรือชดใช้ทรัพย์สินแก่บริษัทหลักทรัพย์ผู้เสียหายจำนวน 10 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 4.5 พันล้านบาท
- คดีอั้งยี่ ศาลมีคำสั่งให้คืนเงินจำนวน 129 ล้านบาทแก่บริษัทหลักทรัพย์ผู้เสียหายจำนวน 10 รายเช่นเดียวกัน
- คดีปั่นหุ้น เป็นการดำเนินมาตรการทางแพ่ง โดยประเมินมูลค่าความเสียหายราว 226 ล้านบาท และเรียกค่าปรับให้เงินตกเป็นของแผ่นดินตามกฎหมาย
ขณะที่ ผู้กระทำผิดในคดีนี้มีทั้งหมด 42 ราย แบ่งออกตามบทบาทเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- กลุ่มผู้วางแผน ซึ่งมีจำนวน 2 ราย โดยในจำนวนนี้มีหนึ่งรายอยู่ระหว่างหลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างติดตามจับกุม
- กลุ่มตัวการสนับสนุน ทำหน้าที่ป้อนคำสั่งซื้อขายผ่านโปรแกรมซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อขับเคลื่อนการทำธุรกรรม 7 ราย
- กลุ่มเจ้าของบัญชี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดถึง 33 ราย โดยเป็นผู้ยินยอมให้นำบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของตนไปใช้ในการกระทำความผิด
ในด้านความคืบหน้าทางกฎหมาย พนักงานอัยการคดีพิเศษ 3 ได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาไปแล้ว 28 ราย ตามคำสั่งของอัยการสูงสุดในข้อหาฉ้อโกง การสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ รวมถึงการปั่นราคาหุ้นทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิด โดยใช้กฎหมาย พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ มาตรา 244/3 และ 244/5
ส่วนที่เหลือ 14 ราย ได้ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมหลายครั้งต่ออัยการสูงสุด โดยบางรายได้รับคำสั่งฟ้องและนำตัวไปฟ้องต่อศาลอาญาแล้ว ขณะที่บางรายยังไม่ได้รับการจับกุม และยังเหลืออีก 7 ราย ที่ได้รับการอนุญาตให้เลื่อนการรับทราบคำสั่งจากอัยการ โดย 3 ใน 4 คือผู้ต้องหาจากตระกูลพรประภา และอีก 4 คน คือ นายสมนึก กยาวัฒนกิจ, นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา, นายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ และนายเทียนประเสริฐ พลอำไภ ซึ่งอัยการมีการนัดฟังคำสั่งวันที่ 16 ก.พ. 2569 นี้
4 ตัวละครที่ต้องจับตามอง
ในปัจจุบัน บุคคล 4 คน ที่น่าจับตามองที่สุด ก็คือผู้ถูกกล่าวหาที่เหลือทั้ง 4 ราย ซึ่งยังไม่ได้เข้ามารับทราบคำสั่งจากอัยการ
สำหรับคนแรกอย่าง นายสมนึก กยาวัฒนกิจ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท ตงฮั้ว โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทด้านการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
นายสมนึกนั้น เป็นที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งคือ 'สมนึก ตงฮั้ว' โดยสื่อด้านเศรษฐกิจรายงานว่าเขาเป็นทายาทรุ่นที่สองของผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ภาษาจีนรายวัน ในนาม "หนังสือพิมพ์ตงฮั้ว" ซึ่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2503

ที่มาของภาพ, Tonghuaholding
นอกจากนี้ หากย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงแรกของการสืบสวนสอบสวน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจรายงานว่า นายสมนึกนั้นมีส่วนในการตั้งคำสั่งขายหุ้น MORE ในวันที่ 10 พ.ย. 2565 ขณะที่ ปปง. ยังสืบทราบว่า บริษัทในเครือของเขายังเข้าทำธุรกรรมกับหุ้น MORE ในช่วงเวลาดังกล่าวเช่นกัน ปัจจุบันเขามีทรัพย์สินที่ถูก ปปง. อายัดไว้อย่างน้อย 144 ล้านบาท นายสมนึกยังให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจในช่วงนั้นว่าตนเองบริสุทธิ์ใจ

ที่มาของภาพ, Comanche Gogoji
ด้านนางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา สำนักข่าวฐานเศรษฐกิจรายงานพอร์ตการลงทุนของเธอเอาไว้เมื่อช่วงเดือน มี.ค. 2566 พบว่า ตอนนั้นเธอเข้าซื้อหุ้นบริษัท โกลบอล เซอร์วิส เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) GSC เพิ่มจากเดิมที่ถืออยู่ที่ 1.77% ขึ้นมาเป็น 8.88%
สำหรับบริษัท GSC ต่อมาพบว่ามีการเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท วีเซิร์ฟ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2567 โดยมีกิจการสำคัญคือธุรกิจการทวงถามหนี้ โดยข้อมูลงบการเงินล่าสุด ที่สะท้อนกิจการ 9 เดือนแรกของปี 2568 พบว่า บริษัทขาดทุนรวม 18.02 ล้านบาท
คนต่อมาคือ นายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ "เฮียม้อ" และยังถูกจัดรวมอยู่ในกลุ่มผู้วางแผนร่วมกับนายอภิมุข บำรุงวงศ์ หรือ ปิงปอง
สำหรับประวัติของนายอมฤทธิ์ เขาเคยนั่งในตําแหน่งกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MORE ก่อนที่จะตัดสินใจลาออก เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ตัวเอง ฐานเศรษฐกิจยังรายงานเพิ่มว่า เขายังเป็นกรรมการของบริษัทอีกอย่างน้อย 15 แห่ง
ขณะที่คนสุดท้ายคือ นายเทียนประเสริฐ พลอำไภ ไม่มีข้อมูลมากนัก แต่พบว่าเป็นผู้ที่เลื่อนขอเข้าพบอัยการหลายครั้ง































