สำรวจพะงัน ในวันที่ชาวอิสราเอลถูกหาว่ากว้านซื้อที่ดินบนเกาะ จนคนท้องถิ่นบอกว่า "เกาะพะงันกำลังถูกกลืนชาติ"

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, วศินี พบูประภาพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

"พะงันมันเป็นพื้นที่เล็กนะคะ คือเกาะเราเนี่ยเล็ก" สมพร (นามสมมติ) ผู้ประกอบการบ้านเช่าที่เกาะพะงันบอกกับบีบีซีไทย "[หากให้คนมา] ยึดพื้นที่มาครองพื้นที่แล้วก็มาแย่งเราทำมาหากิน แล้วอีกหน่อยคนพื้นที่จะอยู่กันยังไง"

บีบีซีไทยลงพื้นที่สำรวจเกาะพะงันในช่วงกลางเดือน ต.ค. และพบว่ามีการก่อสร้างขยายตัวในเกาะเป็นจำนวนมาก ทั้งรีสอร์ต บ้านพักส่วนตัว กระจายตัวตั้งแต่จุดยอดฮิตอย่างบริเวณริมหาด บริเวณที่ลาดเชิงเขาที่เห็นชายหาด ย่านชุมชน ไปจนถึงพื้นที่เกษตรกรรมเดิมที่ห่างจากชุมชนไม่มากนัก

ป้ายโฆษณาโครงการอสังหาริมทรัพย์ตามจุดต่าง ๆ ขยายตัวไปตามการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น โดยป้ายเหล่านี้เต็มไปด้วยข้อความเชิญชวนให้ซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะในภาษาฮีบรู ซึ่งเป็นภาษาหลักของชาวอิสราเอล

จากสถานการณ์ดังกล่าว คนไทยบนเกาะพะงันเริ่มออกมาแสดงความกังวลต่อการครอบครองที่ดินของชาวอิสราเอลผ่านช่องทางสื่อสารออนไลน์ของชุมชน ตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา โพสต์ของชาวไทยที่อาศัยบนเกาะพะงันรายหนึ่งถึงกับกล่าวหาว่า "เกาะพะงันกำลังถูกกลืนชาติ" โดยชาวอิสราเอลไปแล้ว

บีบีซีไทยลงพื้นที่สำรวจความเป็นไปบนเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี โดยพูดคุยกับทั้งชาวไทยและชาวอิสราเอล เพื่อสำรวจปัญหาการถือครองที่ดินและการเข้ามาทำธุรกิจของคนสัญชาติอิสราเอลบนเกาะที่เป็นปลายทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากแห่งนี้

ประกาศขายที่ดินบนเกาะพะงัน แต่ให้โทรติดต่อเบอร์อิสราเอล

หนึ่งในข้อสังเกตที่ถูกหยิบยกขึ้นมาท่ามกลางกระแสความไม่พอใจชาวอิสราเอลของคนไทยในพื้นที่ คือป้ายประกาศซื้อขายที่ดินบนเกาะพะงัน แต่เบอร์ที่ระบุให้ติดต่อกลับไป กลับไม่ใช่รหัสประเทศไทย +66

ระหว่างลงพื้นที่ บีบีซีไทยตรวจพบป้ายโครงการของบริษัทรับเหมาก่อสร้างและพัฒนาที่ดินแห่งหนึ่งหน้าโครงการที่พักอาศัยบริเวณบ้านศรีธนู ซึ่งโฆษณาช่องทางติดต่อด้วยเลข +972 ซึ่งเป็นรหัสเลขหมายประจำประเทศอิสราเอล เราได้ติดต่อเพื่อพูดคุยกับกรรมการของบริษัทดังกล่าว ก่อนพบว่าเป็นชาวไทยที่มีหุ้นส่วนของบริษัทเป็นชาวอิสราเอล

ผู้พัฒนาที่ดินชาวไทยรายนี้ปฏิเสธจะเปิดเผยชื่อเนื่องจากความกังวลต่อกระแสต่อต้านชาวอิสราเอลที่กำลังคุกรุ่นบนเกาะ

อย่างไรก็ดี เขานั่งลงชี้แจงกับบีบีซีไทยเรื่องกระแสโจมตีทางโลกออนไลน์ต่อโครงการอสังหาฯ โครงการหนึ่งของเขาที่ถูกกล่าวหาว่าสร้างบนพื้นที่ป่า โดยกล่าวว่า ธุรกิจของบริษัทพัฒนาที่ดินแห่งนี้ คือการพัฒนาพื้นที่เป็นวิลล่าและให้นักท่องเที่ยวไม่จำเพาะสัญชาติมาเช่าในระยะยาว โดยที่ชื่อที่ดินยังเป็นชื่อของกรรมการชาวไทยในบริษัท

เขายืนยันว่ามีความจำเป็นต้องระบุช่องทางการติดต่อด้วยหมายเลขโทรศัพท์จากอิสราเอลเนื่องจากความต้องการเช่าวิลล่าของนักท่องเที่ยวอิสราเอลสูงกว่านักท่องเที่ยวชาติอื่น ตลอดจนหุ้นส่วนทางธุรกิจของเขาเป็นชาวอิสราเอล จึงเหมาะสมที่จะนำเสนอช่องทางติดต่อดังกล่าว

สำหรับที่ดินของโครงการดังกล่าว บีบีซีไทยตรวจสอบกับสำนักงานที่ดินอำเภอเกาะพะงัน ซึ่งแสดงเอกสารให้เราดู พบว่ามีการถือครอง "ถูกต้องตามกฎหมาย" และไม่ได้ซ้อนทับพื้นที่ป่า

อย่างไรก็ดี บีบีซีไทยยังได้พูดคุยกับสมพร (นามสมมติ) ผู้ประกอบการบ้านเช่าบนเกาะพะงันรายหนึ่ง เธอประเมินด้วยตนเองว่าการก่อสร้างขนาดใหญ่และแห่งใหม่ ๆ ตั้งแต่หลังปี 2563 มานั้น 90% เป็นของชาวอิสราเอล

"มีการกว้านซื้อและสร้างเป็นบ้านเช่าหรือวิลล่า" เธอกล่าว

.

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ป้ายหน้าโครงการพัฒนาที่ดินซึ่งระบุหมายเลขโทรศัพท์ขึ้นต้นด้วยรหัส +972 อันเป็นรหัสเลขหมายประเทศอิสราเอล อย่างไรก็ดี ในโฉนดที่ดินผืนนี้ระบุว่าผู้ที่ครอบครองเป็นคนไทย ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทที่ยืนยันกับบีบีซีไทยว่าประกอบธุรกิจด้วยตนเอง

นักลงทุนอิสราเอลซื้อที่เก็งกำไร

คำบอกเล่าของ สมพร สอดคล้องกับคำบอกเล่าของของ ดร.ปรีชา ทองหยัด นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชาวเกาะพะงันอีกคน เขาอธิบายกับบีบีซีไทยว่า การเข้ามาของนักท่องเที่ยวอิสราเอลในช่วงแรกไม่ต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้คนท้องที่รู้สึกเปลี่ยนไป เกิดขึ้นเมื่อชาวอิสราเอลจำนวนมากเริ่มปักหลักในพื้นที่และถือครองธุรกิจมากขึ้น

"ถ้า[คน]ยุโรปเข้ามานี่มันเข้ามาหลากหลาย แต่พออิสราเอลเขาเข้ามา หลาย ๆ คนก็มาเช่าหรือมาอยู่ระยะยาว พอระยะยาวปั๊บ ก็เลยทำให้คนอิสราเอลที่มีหัวธุรกิจ เขาคิดอยากจะทำธุรกิจกับคนอิสราเอลที่มาอยู่ระยะยาวบนเกาะพะงัน" ดร.ปรีชา กล่าว

ยาอีร์ (สงวนนามสกุล) ชาวอิสราเอลซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลา 15 ปีก่อนย้ายมาอาศัยอยู่ที่เกาะพะงัน สะท้อนมุมมองของเขากับบีบีซีไทยในประเด็นนี้ว่า ชาวอิสราเอลที่เข้ามาซื้อที่ดินเหล่านี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้มีเจตนาจะใช้เป็นบ้านพักหลังเกษียณและมักไม่มีแผนจะอยู่อาศัยจริง แต่มักมองหาลู่ทางในการทำธุรกิจระหว่างที่อาศัยในไทยมากกว่า

"พวกเขาเพียงมองเห็นโอกาสในการทำกำไรจากต่างประเทศ ซื้อที่ดิน แล้วพยายามสร้างอะพาร์ตเมนต์หรือบ้านขนาดเล็กให้ได้มากที่สุด โดยไม่สนใจว่ารูปลักษณ์จะเป็นอย่างไร หรือจะกลมกลืนกับภูมิทัศน์หรือไม่ จากนั้นก็เริ่มแคมเปญการตลาดเป็นภาษาฮีบรูเกี่ยวกับบ้านในฝัน ณ ทำเลในฝัน ทั้งเพื่อขายและให้เช่า" ยาอีร์ บอกกับบีบีซีไทย

บีบีซีไทยยังพบกลุ่มเฟซบุ๊กภาษาฮีบรูซึ่งแปลชื่อกลุ่มเป็นภาษาไทยได้ว่า "บ้านให้เช่า / ขายบนเกาะพะงัน ประเทศไทย" และมีสมาชิกอยู่กว่า 5,900 ราย ในกลุ่ม ๆ นี้มีการโฆษณาชักชวนการลงทุน หรือซื้อขายที่ดินอย่างกว้างขวาง

"ฝันอยากมีวิลล่าส่วนตัวในประเทศไทยใช่ไหม ?" สมาชิกรายหนึ่งโพสต์ข้อความภายในกลุ่มพร้อมภาพโครงการอสังหาริมทรัพย์บนที่ลาดเชิงเขาริมหาดสลัดใน ต.เกาะพะงัน ในข้อความเดียวกันยังระบุอีกว่า "ที่ดินมีกรรมสิทธิ์แบบเฉพาะ" และ "เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนสูงเป็นพิเศษ พร้อมการบริหารจัดการแบบครบวงจร"

บีบีซีไทยยังพบโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่บริเวณบ้านวังตะเคียน เว็บไซต์ของโครงการดังกล่าวซึ่งบีบีซีไทยเข้าถึง ณ วันที่ 15 ต.ค. 2568 แสดงภาพแผนการก่อสร้างที่พักอาศัยกว่า 50 หลังบนพื้นที่ราว 50 ไร่ และข้อความบนเว็บไซต์ชักชวนนักลงทุนเข้ามาเป็น "เจ้าของบ้าน" ผ่านการถือสิทธิ์การรับเงินปันผลรายได้จากโครงการ

.

ที่มาของภาพ, Wonder Village

คำบรรยายภาพ, ภาพแผนผังโครงการ Wonder Village บนผืนที่ดินขนาดใหญ่ซึ่งมีนิติบุคคลสัญชาติไทยเป็นเจ้าของ อย่างไรก็ดี เว็บไซต์ของโครงการไม่สามารถเข้าถึงได้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนตุลาคมเป็นต้นมา

รายละเอียดบนเว็บไซต์ดังกล่าวระบุว่า เจ้าของบ้านสามารถเลือกซื้อบ้านหรือสิทธิ์ในประเภทบ้านที่ต้องการ เช่น ห้องพักแบบโรงแรม สตูดิโอ หรือวิลล่า 1-3 ห้องนอน ซึ่งแต่ละประเภทจะมี "เครดิตพอยต์" ที่ใช้คำนวณรายได้จากค่าเช่าและเงินปันผล โดยเจ้าของบ้านมีสิทธิ์เลือกบ้านตามลำดับเวลาที่ทำสัญญาซื้อ และสามารถอยู่อาศัยในบ้านที่ตนเองซื้อหรือเปลี่ยนไปอยู่บ้านประเภทอื่นได้ โดยต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 2 เดือน

ทั้งนี้ เจ้าของบ้านยังสามารถปรับแต่งบ้านได้ตามต้องการ และมีสิทธิ์ได้รับรายได้จากค่าเช่าในช่วงที่ไม่ได้อยู่อาศัย รวมถึงเงินปันผลจากรายได้ส่วนเกินของโครงการตามสัดส่วนเครดิตพอยต์ที่ถืออยู่

รายได้ของโครงการยังมาจากร้านอาหาร ร้านของขวัญ สปา กิจกรรม และค่าผ่านประตู รวมถึงค่าบริหารจากบ้านที่มีเจ้าของ

เว็บไซต์โครงการฯ ซึ่งปัจจุบันไม่สามารถเข้าถึงได้แล้วระบุว่ามีระบบคำนวณรายได้ค่าเช่าที่โปร่งใส โดยแบ่งตามสัดส่วนเครดิตพอยต์ของเจ้าของบ้าน เช่น หากรายได้รวมในเดือนหนึ่งคือ 50,000 บาท เจ้าของบ้านที่ถือ 12 เครดิตพอยต์จากทั้งหมด 32 จะได้รับ 18,750 บาท ขณะที่ผู้ถือ 20 เครดิตพอยต์จะได้รับ 31,250 บาท พร้อมทั้งแสดงรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับโครงการเป็นชายชาวอิสราเอล 3 ราย รวมถึงระบุช่องทางติดต่อทางเครือข่ายวอตส์แอป (WhatsApp)

บีบีซีไทยตรวจสอบที่ดินแปลงดังกล่าวกับสำนักงานที่ดิน อ.เกาะพะงัน พบว่าถือครองโดยบริษัทสัญชาติไทย ซึ่งมีบุคคลสัญชาติไทย 2 รายถือหุ้นรวม 51% หนึ่งในนั้นได้แก่ภรรยาของผู้มีรายชื่อระบุว่าเป็นผู้จัดการชาวอิสราเอลของโครงการ ส่วนอีก 49% เป็นบริษัทสัญชาติฮ่องกง ด้านกรรมการบริษัทเป็นชายสัญชาติอิสราเอล 2 ราย และชายชาวไทย 1 ราย

อย่างไรก็ดี ยาอีร์แสดงความเห็นว่า เขาไม่พบว่าชุมชนชาวอิสราเอลมีความตั้งใจจะทำให้เกาะพะงันเป็นชุมชนอิสราเอลขนาดใหญ่โดยเฉพาะเจาะจง "มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เหมือนกับที่ชาวรัสเซียอยู่ที่ภูเก็ต หรือชาวอินเดียที่พัทยา เพียงแต่เกาะพะงันเป็นเกาะเล็ก ถ้ามีคนกลุ่มไหนเข้ามาเยอะ ๆ ก็จะเห็นได้ชัดเจน และอาจกลายเป็นเรื่องที่อ่อนไหวสำหรับพื้นที่เล็กแบบนี้"

ข้อความนี้สอดคล้องกับข้อค้นพบของบีบีซีไทย จากการสำรวจแพลตฟอร์ม ไอส์แลนด์เดอร์ (Islanders) แพลตฟอร์มที่ปรึกษาด้านการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เกาะพะงัน โดยพบว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวให้บริการเป็นภาษาต่าง ๆ กว่า 10 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย, รัสเซีย, ฮีบรู, ฝรั่งเศส, อังกฤษ, เยอรมัน, ญี่ปุ่น, สเปน, อารบิก และฮินดี

.

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ภาพวิลล่าตามที่ลาดเชิงเขาบนเกาะพะงันสามารถพบเห็นได้ทั่วไป ทั้งนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุหลังเข้าตรวจพื้นที่วันที่ 21 ต.ค. ว่า "ไม่มีต่างชาติยึดครองป่าสงวนฯ" ทั้งนี้ เขาไม่ได้ระบุถึงการถือครองที่ดินรูปแบบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พื้นที่ป่าสงวน

ชาวอิสราเอลเข้ามาทำธุรกิจอะไรบ้างบนเกาะพะงัน

อีกหนึ่งความกังวลหลักของชาวไทยบนเกาะพะงัน คือการที่ชาวอิสราเอลเข้ามาทำธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย

สมพร ผู้ประกอบธุรกิจบ้านเช่าบนเกาะพะงัน เล่าให้บีบีซีไทยฟังถึงสถานการณ์หลังช่วงการระบาดโควิด-19 ซึ่งชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวอิสราเอล เข้ามาทำธุรกิจบนเกาะพะงันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

"มันกระทบกับธุรกิจท้องถิ่นมากเลย เพราะว่าเขาทำเหมือนกับว่าแย่งธุรกิจของคนไทยไปหมด"

เจ้าของบ้านเช่าคนไทยรายนี้ เปิดเผยด้วยว่าชาวต่างชาติบางกลุ่มได้เช่ารถยนต์แบบรายเดือน แล้วนำไปขับหาลูกค้าในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลด้วยกันเอง หรือทำเป็น "ไพรเวทแท็กซี่" โดยติดต่อผ่านแอปพลิเคชันอย่างเช่นวอตส์แอป ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการชาวไทยในพื้นที่

ธุรกิจนำเที่ยว

บีบีซีไทยตรวจสอบกลุ่มเฟซบุ๊กชื่อภาษาฮีบรูที่แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "ประเทศไทย - ภูเก็ต, เกาะสมุย, เกาะพะงัน" (מזג אוויר קופנגן) ที่มีสมาชิกกว่า 1.1 แสนคน และพบประกาศโฆษณาชักชวนชาวอิสราเอลที่เดินทางมาเที่ยวในไทยให้เข้ากลุ่มวอตส์แอปหลากหลายกลุ่มตามจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวอิสราเอล ซึ่งรวมถึงเกาะพะงันด้วย

"สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักฉัน ฉันชื่อมายน์ และฉันอาศัยอยู่ในประเทศไทยมากว่า 3 ปีแล้ว หากคุณกำลังวางแผนมาเที่ยวประเทศไทย หรืออยู่ที่นี่แล้ว เรามีกลุ่มวอตส์แอปที่เต็มไปด้วยเคล็ดลับ คำแนะนำ และประสบการณ์" โพสต์หนึ่งในกลุ่มเฟซบุ๊กเดียวกันระบุเป็นภาษาฮีบรู

ข้อความของเธอยังแนบลิงก์ของแพลตฟอร์ม Linktree ที่นำไปสู่เว็บไซต์บริษัทนำเที่ยวแห่งหนึ่ง จากการสืบค้นฐานข้อมูล พบว่าเป็นบริษัทจำกัดที่มีหุ้นส่วน 3 ราย เป็นชาวไทย 1 รายถือหุ้นที่ 51% และชาวอิสราเอล 2 ราย ถือหุ้น 49%

การตั้งกลุ่มแนะนำการท่องเที่ยวหรือการตั้งบริษัทนำเที่ยวนั้นยังไม่ใช่สิ่งที่ผิดกฎหมายในตัวเอง แต่สิ่งที่ผิดกฎหมายคือการที่บุคคลซึ่งไม่ได้มีสัญชาติไทยประพฤติตัวเป็นมัคคุเทศก์และจัดการท่องเที่ยว เนื่องจากอาชีพดังกล่าวเป็นอาชีพที่สงวนไว้ให้คนไทยเท่านั้นตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2521

มีการร้องทุกข์ในเรื่องนี้เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2568 โดยตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และฝ่ายปกครอง ได้ร่วมกันจับกุมกลุ่มชาวไทยและชาวอิสราเอลที่ประพฤติตนเป็นมัคคุเทศก์นำนักท่องเที่ยวขับรถเอทีวี แม้บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนเป็นชื่อคนไทยก็ตาม

ธุรกิจที่พักรายวัน

ข้อมูลจากที่ว่าการอำเภอเกาะพะงันระบุว่า ในพื้นที่เกาะพะงันมีโรงแรมและที่พักรวมทั้งสิ้น 546 แห่ง แต่ นายสุริยา บุญพันธ์ นายอำเภอเกาะพะงันให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่ามีเพียง 208 แห่งเท่านั้นที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมอย่างถูกต้อง ขณะที่อีก 338 แห่งยังไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ

ย้อนไปวันที่ 17 ต.ค. สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตำรวจท่องเที่ยว ฝ่ายปกครอง และ สภ.เกาะพะงัน เข้าจับกุมบุคคล 8 ราย ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่เขตตำบลเกาะพะงัน มีการแจ้งข้อหากรรมการบริษัทเจ้าของธุรกิจโรงแรมนั้น 2 รายในข้อหาประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต ในที่นี้มีบุคคลสัญชาติไทย 1 รายและสัญชาติอิสราเอล 1 ราย

นอกจากนี้ สถานที่ดังกล่าวยังมีผู้ดูแลด้านความปลอดภัยและผู้จัดการโรงแรมเป็นบุคคลสัญชาติอิสราเอลหนึ่งราย ทั้งนี้ อาชีพผู้ดูแลด้านความปลอดภัยเป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทย เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาแก่เขาว่า "ทำงานนอกเหนือสิทธิ์ที่จะทำได้"

ส่วนอีกสองรายที่ถูกจับกุมเป็นบุคคลสัญชาติเมียนมาซึ่งทำงานโดยไม่มีเอกสารอนุญาต

เช่นเดียวกับอีกสถานประกอบการที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบในวันเดียวกัน ณ เขตหมู่บ้านท้องศาลา ที่นั่นเจ้าหน้าที่พบนายจ้างให้ลูกจ้างสัญชาติเมียนมาจำนวนสองรายทำหน้าที่เป็นบาริสตาและรับชำระเงินจากลูกค้า ซึ่งเป็นกิจธุระอันเกินสิทธิ์ของแรงงานข้ามชาติ อย่างไรก็ดี กรณีนี้มีนายจ้างชาวไทยปรากฏตัวขึ้นและเป็นผู้รับแจ้งข้อหานั้นพร้อมลูกจ้าง

แม้ข้อมูลการถือหุ้นบริษัทที่ปรากฏเป็นเจ้าของกิจการแสดงให้เห็นว่า เป็นบุคคลสัญชาติไทยจำนวน 2 รายถือหุ้น 51% และบุคคลสัญชาติอิสราเอลจำนวน 1 รายถือหุ้น 49% ทว่ากรรมการบริษัทของสถานประกอบการแห่งนี้เป็นบุคคลที่มิใช่สัญชาติไทยทั้งสิ้น โดยเป็นบุคคลสัญชาติอิสราเอลหนึ่งราย และบุคคลสัญชาติรัสเซียอีกหนึ่งราย เจ้าหน้าที่ไม่พบตัวทั้งสองระหว่างที่เข้าพื้นที่ ตามรายงานของเจ้าหน้าที่จะมีการแจ้งข้อหาประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตต่อไป

ไม่ได้มีแต่ชาวอิสราเอลที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตบนเกาะพะงัน

นอกเหนือไปจากชาวอิสราเอล ในช่วงเวลาที่ผ่านมายังมีการจับกุมบุคคลสัญชาติอื่นให้เห็นเป็นระยะ เช่น วันที่ 15 ต.ค. 2568 มีการแจ้งข้อหาเจ้าของโรงแรมสัญชาติฝรั่งเศสข้อหาประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต และเจ้าของธุรกิจร้านอาหารสัญชาติเยอรมันในข้อหาไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจร้านอาหาร

ขณะที่เมื่อวันที่ 28 ต.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันจับกุมบุคคลสัญชาติสเปน 3 รายในข้อหาประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต, เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือสิทธิที่ได้รับอนุญาต และเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตตามลำดับ ในกรณีนี้ยังมีบุคคลสัญชาติไทย 1 รายได้รับการแจ้งข้อหาประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตร่วมด้วย

ทั้งนี้ สังเกตได้ว่าในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจท่องเที่ยว ได้ตั้งข้อหาชาวต่างชาติหลายรายบนเกาะพะงัน ทั้งชาวอิสราเอลและสัญชาติอื่น ๆ โดยเน้นไปที่ข้อหาเรื่องไม่มีใบอนุญาตประกอบการและการจ้างแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นข้อหาที่สามารถตั้งได้ทันทีเมื่อพบความผิด

ขณะเดียวกัน การสอบสวนเรื่องความเป็นเจ้าของนิติบุคคลก็ยังดำเนินควบคู่กันไป เพื่อหาคำตอบว่าเบื้องหลังของบริษัทเหล่านี้มีการใช้ "นอมินี" หรือไม่

ภาพดร.ปรีชา

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ดร.ปรีชา ทองหยัด นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชาวเกาะพะงัน

ปัญหาการใช้ "นอมินี" เปิดบริษัทบนเกาะพะงัน

"นอมินี" หรือ "หุ้นส่วนลอย" คือคำที่คนในพื้นที่เกาะพะงันเริ่มได้ยินบ่อยขึ้นในช่วงหลัง

สมพร หนึ่งในชาวบ้านบนเกาะ เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่าเธอเคยถูกชวนให้เป็นนอมินีให้กับสถานประกอบการแห่งหนึ่ง โดยเสนอค่าตอบแทนเดือนละ 5,000 บาท

"นอมินีก็คือใช้ชื่อคนไทยมาแอบอ้างว่าเป็นเจ้าของ 51% แต่จริง ๆ คนไทยไม่ได้ลงทุนอะไรเลย" เธออธิบาย "เวลาเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ เขาก็แค่ดูว่าเอกสารครบไหม แล้วก็ถามว่าเป็นนอมินีหรือเปล่า เป็นหุ้นส่วนจริงไหม ซึ่งใครก็โกหกได้ใช่ไหมคะ"

บีบีซีไทยเข้าใจว่า การตรวจสอบว่านิติบุคคลใดจดทะเบียนและดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่คือหัวใจสำคัญของการสอบสวน เพราะจะช่วยตอบคำถามสำคัญ 2 ข้อ คือ

  • บริษัทนั้นทำธุรกิจอย่างถูกกฎหมายหรือไม่
  • บริษัทนั้นถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อย่างถูกกฎหมายหรือไม่

อย่างไรก็ดี การตรวจสอบดังกล่าวต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย ได้แก่ สัดส่วนการถือหุ้น, เครือข่ายของผู้ถือหุ้นและที่อยู่จดทะเบียนบริษัท และ ข้อมูลภาษีและเส้นทางการเงิน

สัดส่วนการถือหุ้น

ในประเทศไทย ชาวต่างชาติไม่สามารถถือครองที่ดินได้โดยตรงตามกฎหมาย แต่มีช่องทางหนึ่งที่ถูกใช้กันมาก คือการจดทะเบียนบริษัท (นิติบุคคล) โดยให้คนไทยถือหุ้นเกิน 50% ซึ่งทำให้บริษัทนั้นสามารถถือครองที่ดินได้

บทความจากแพลตฟอร์ม Islanders อธิบายว่า "อีกหนึ่งวิธีที่ชาวต่างชาติสามารถถือครองที่ดินในประเทศไทยได้ คือการจัดตั้งบริษัทไทย โดยชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นในบริษัทได้ไม่เกิน 49% ขณะที่หุ้นส่วนไทยต้องถือหุ้นอย่างน้อย 51% บริษัทที่จัดตั้งขึ้นในลักษณะนี้สามารถเป็นเจ้าของที่ดินที่มีบ้านปลูกอยู่ หรือใช้ในการดำเนินธุรกิจได้"

อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์มเดียวกันก็เตือนว่ากฎหมายไทยจริงจังกับเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะกรณีที่มีการตั้งบริษัทที่ดูเหมือนเป็นแค่เปลือกนอก (envelope structure) กล่าวคือมีชื่อคนไทยเป็นหุ้นส่วน แต่คนไทยคนนั้นไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียจริงในกิจการ รูปแบบดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นการทำผิดกฎหมายได้

ที่ผ่านมาสถานประกอบการซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจท่องเที่ยวตรวจสอบและดำเนินการแจ้งข้อหา มักเป็นสถานประกอบการที่มีการถือหุ้นในสัดส่วนคนไทย 51% และชาวต่างชาติ 49%

อย่างไรก็ดี สัดส่วนการถือครองหุ้นในนิติบุคคลนั้นเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าการถือหุ้นนั้นเข้าหรือไม่เข้าลักษณะนอมินี

เรื่องนี้สะท้อนความกังวลของนักพัฒนาที่ดินชาวเกาะพะงันที่บีบีซีไทยพูดคุยด้วยก่อนหน้านี้ เขากังวลว่าธุรกิจของเขาจะถูกมองว่าเป็นธุรกิจอำพรางเนื่องจากกิจการของเขามีหุ้นส่วนเป็นชาวอิสราเอล

"แค่ไหนคือนอมินี ผมมีหุ้นส่วนเป็นชาวต่างชาติก็จริง แต่ก็เห็นกันอยู่ว่าผมบริหารอยู่ตรงนี้ เรายังสร้างงานให้คนไทยอีกกว่า 20 คนด้วย" เขากล่าวกับบีบีซีไทย

เครือข่ายของผู้ถือหุ้นและที่อยู่จดทะเบียนบริษัท

ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งถูกจัดว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงอันดับ 2 ของประเทศในเรื่องการใช้บริษัทนอมินี

จากการตรวจสอบพบว่า มีบุคคลไทย 5 ราย (เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัท 1 แห่ง และบุคคลธรรมดา 4 ราย) มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ รวมกันถึง 256 บริษัท ทั้งหมดตั้งอยู่ในอำเภอเกาะพะงัน

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีบริษัทมากกว่า 100 แห่งใช้ที่อยู่สำนักงานซ้ำกัน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการทำธุรกิจที่ไม่โปร่งใส

การสืบสวนในครั้งนั้นนำมาสู่การลงพื้นที่ในวันที่ 21 ตุลาคม วันนั้นเจ้าหน้าที่จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เข้าตรวจสอบสำนักงานบัญชีแห่งหนึ่งที่เจ้าของมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทถึง 66 แห่ง และมีอาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งที่ใช้เป็นที่ตั้งของบริษัทต่าง ๆ รวมกันถึง 89 แห่ง

ข้อมูลภาษีและเส้นทางการเงิน

ขณะที่บีบีซีไทยสัมภาษณ์สมพร เธอให้ความเห็นว่า หากจะมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง ควรเริ่มจากการตรวจสอบบัญชีธนาคารของผู้ถือหุ้นชาวไทย เพื่อดูว่ามีการเคลื่อนไหวของเงินที่เกี่ยวข้องกับการซื้อที่ดินหรือไม่

เธอเชื่อว่าผู้ปรากฏชื่อเป็นผู้ถือหุ้นชาวไทยส่วนใหญ่ ไม่ได้มีกำลังทรัพย์ในการร่วมลงทุนในบริษัทต่าง ๆ หรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่มีการครอบครองได้จริง

ต่อมากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการสอดคล้องกับสิ่งที่สมพรคิด โดย ประกาศกำหนดวาระเร่งด่วนดำเนินคดีกับ "บริษัทนอมินี" เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ระบุว่าจะยกระดับการตรวจสอบโดยใช้ข้อมูลทางภาษีและเส้นทางการเงินตามข้อเสนอของกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ดีเอสไอกล่าวเน้นไปที่การตรวจสอบ "ผู้กระทำความผิดที่มีพฤติการณ์เป็นปัญหาด้านความมั่นคงเกี่ยวกับทรัพยากรที่ดิน" โดยเฉพาะ และจะดำเนินการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน จ.สุราษฎร์ธานี รวมถึงตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจท่องเที่ยว

.

ที่มาของภาพ, ฺBBC Thai

คำบรรยายภาพ, ที่เกาะพะงันมีบริการรับให้คำปรึกษาเรื่องการลงทุนอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง ป้ายโฆษณาของหลายผู้ให้บริการสามารถพบเห็นได้ทั่วทั้งเกาะ

ความหวังของคนเกาะพะงัน

เมื่อถามว่าคนพะงันต้องการอะไร ดร.ปรีชา ซึ่งเกิดและเติบโตบนเกาะพะงัน ตั้งข้อสังเกตถึงความซับซ้อนของมุมมองต่อการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติในประเทศไทยว่า "เราต้องแยกออกไปว่าคนที่คิดมี 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเขาเวิลด์ไวด์เปิดโลก อีกส่วนหนึ่งก็มีความรู้สึกไทย ๆ ว่าเราจะต้องหวงแหน"

เขายอมรับว่าคนไทยเองก็มีการลงทุนในต่างประเทศเช่นกัน จึงควรพิจารณาเรื่องนี้ภายใต้กรอบของกติกาอย่างเป็นธรรมและเป็นสากล

ขณะที่ยาอีร์ ชาวอิสราเอลมองว่า เรื่องของกฎหมายก็ดำเนินไป แต่เรื่องความรู้สึกของคนในพื้นที่ก็ต้องฟูมฟักอย่างระมัดระวัง

"ผมเข้าใจและสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น ที่นี่คือบ้านของคุณ ไม่มีใครอยากรู้สึกว่าผู้มาเยือนกำลังเข้ามายึดครองบ้านของตนต่อให้เป็นไปตามกฎหมายก็ตาม กฎหมายกำลังถูกใช้แบบเอารัดเอาเปรียบและทุกคนต่างรู้ดีว่ามันเป็นเช่นนั้น จึงจำเป็นต้องปรับปรุง[กฎหมาย]เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก"

อย่างไรก็ตาม ดร.ปรีชา ตั้งคำถามถึงบทบาทของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ เช่น เกาะพะงัน ว่ามีการควบคุมให้เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนหรือซื้อที่ดิน "เขายึด [แผ่นดิน] เราไม่ได้หรอก ถ้าเราทำตามกฎระเบียบ"

ส่วน สมพร ตั้งความหวังกับการตรวจสอบระลอกนี้ หลังเธอเคยเรียกร้องในระดับจังหวัดมาแล้ว แต่กระบวนการกลับไม่เดินหน้าอย่างที่คาดหวัง

"ถ้าหน่วยงานรัฐทําตามถูกต้องตามกฎหมาย แล้วมีใจรักพื้นที่ รักคนในพื้นที่ อยากให้คนในพื้นที่อยู่โดยมีความสุข ก็คือว่าต้องฟังเสียงคนในพื้นที่บ้าง เพราะว่าเราไปร้องกี่รอบก็ไม่เคยอะไรเกิดขึ้น" เธอกล่าว

"ทำให้เราฟังแล้วเราก็ [คิดว่า] แล้วเราเป็นคนไทย เราไม่มีใครปกป้องเลยหรอ"

วันที่ 4 พ.ย. ดร.อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เข้าพบ นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่ศาลากลางจังหวัด เธอยืนยันว่า นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลส่วนใหญ่ปฏิบัติตามกฎหมาย และหากพบผู้กระทำผิดก็พร้อมให้เจ้าหน้าที่ไทยดำเนินการตามกฎหมาย

ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานียืนยันว่า ไม่มีการเลือกปฏิบัติต่อชาวอิสราเอล และหากพบการกระทำผิดก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกับทุกสัญชาติ