เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020 : ทรัมป์จะนิรโทษกรรมตัวเองได้ไหม

ที่มาของภาพ, WHITE HOUSE VIA TWITTER
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยืนยันว่าอัยการสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องทุกคนที่มีบทบาทในการก่อเหตุรุนแรงที่อาคารรัฐสภาเมื่อวันพุธที่ 6 ม.ค. และกำลังพิจารณาว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะตั้งข้อหาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ท่ามกลางข้อสงสัยว่าเขาจะนิรโทษกรรมตัวเองได้หรือไม่
นายมิเชล เชอร์วิน รักษาการอัยการสูงสุดกรุงวอชิงตัน ยืนยันเรื่องการดำเนินการของอัยการสหรัฐฯ ในขณะที่สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครตหลายคนประกาศว่ากำลังเตรียมกระบวนการยื่นถอดถอนนายทรัมป์ในสัปดาห์หน้า และขู่ว่าจะดำเนินการหากสมาชิกคณะผู้บริหารของรัฐบาลนายทรัมป์ ไม่ปลดเขาออกจากตำแหน่ง
ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์ ให้คำมั่นว่ากระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจจะเป็นไปด้วยความ "สงบเรียบร้อย" หลังจากประชาชนฝ่ายสนับสนุนเขาบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภา เพื่อขัดขวางกระบวนการรับรองชัยชนะของนายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ เรียกเสียงประณามจากทั่วทุกมุมโลก
สิ่งแรกที่นายทรัมป์ ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ ทำ หลังจากได้บัญชีทวิตเตอร์คืนกลับมาในเวลาราว 19.00 น. ของวันที่ 7 ม.ค. ตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับเวลาไทย 07.00 น.) คือการบรรยายเหตุจลาจลที่เกิดขึ้นภายในและนอกอาคารรัฐสภา กลางกรุงวอชิงตัน ดีซี ว่าเป็นการ "โจมตีที่ชั่วร้าย"
ผู้สนับสนุนนายทรัมป์ได้บุกไปก่อความวุ่นวายที่อาคารรัฐสภาตามคำยุยงของเขา เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ราย รวมถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกตำรวจยิงเข้าที่หน้าอก
จะนิรโทษกรรมตัวเองได้หรือไม่
คำถามที่น่าสนใจในขณะนี้คือว่านายทรัมป์ จะสามารถนิรโทษกรรมตัวเองก่อนจะพ้นจากตำแหน่งได้หรือไม่
ผู้สื่อข่าวบีบีซีรายงานว่านายทรัมป์เคยหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปี 2017 หลังจากมีรายงานว่าอัยการพิเศษอาจสอบสวนเขาและบุตรชายในกรณีการแทรกแซงของกระบวนการเลือกตั้งสหรัฐฯ ของรัสเซีย ในครั้งนั้นนายทรัมป์โพสต์ข้อความทางทวิตเตอร์ว่า "ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าประธานาธิบดีมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการนิรโทษกรรม"
ล่าสุด นสพ.นิวยอร์กไทมส์รายงานว่าประเด็นนี้ถูกพูดถึงอีกครั้งมาตั้งแต่วันเลือกตั้งครั้งล่าสุด ก่อนเหตุการณ์จลาจลที่อาคารรัฐสภา และก่อนที่จะมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอนายทรัมป์กดดันเลขานุการรัฐจอร์เจียให้ "หาคะแนนเสียง"เพื่อพลิกผลเลือกตั้งให้เขาเป็นผู้ชนะในรัฐดังกล่าว
ทั้งสองกรณีเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดคำถามถึงความผิดในทางอาญาที่เกิดจากการกระทำของนายทรัมป์
ในแง่ของการนิรโทษกรรมตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายบางคนชี้ว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ขณะที่บางคนระบุว่าไม่มีข้อห้ามใด ๆ ในรัฐธรรมนูญ แม้ว่าการนิรโทษกรรมตัวเองเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง
หลังเกิดเหตุการณ์ที่อาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 ม.ค. ทวิตเตอร์สั่งระงับบัญชีของนายทรัมป์เป็นการชั่วคราว 12 ชม. เพราะเห็นว่าทำการละเมิดกฎการใช้งาน ด้วยการทวีตข้อความที่อาจนำไปสู่เหตุรุนแรงและความแตกแยกในสังคม
ทรัมป์ตั้งใจสื่อสารอะไร
นายทรัมป์ระบุผ่านคลิปวิดีโอความยาว 2.41 นาที ว่า ขณะนี้สภาคองเกรสให้การรับรองผลการเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้มีฝ่ายบริหารชุดใหม่เข้ารับหน้าที่ในวันที่ 20 ม.ค.
"เรื่องที่ผมให้ความสำคัญตอนนี้คือทำให้การถ่ายโอนอำนาจเป็นไปอย่างเรียบร้อยและราบรื่น นี่เป็นเวลาของการเยียวยาและปรองดอง" ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
เขายังกล่าวยกย่องกลุ่ม "ผู้สนับสนุนสุดยอดเยี่ยม" และส่งสัญญาณว่า "การเดินทางครั้งใหม่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น"
"ถึงผู้สนับสนุนที่ยอดเยี่ยมของผมทุกคน ผมรู้ว่าพวกคุณผิดหวัง แต่อยากให้ทุกคนรู้ไว้ว่าการเดินทางอันน่าทึ่งของพวกเราเพิ่งเริ่มต้นขึ้น" นายทรัมป์กล่าว
คำกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (7 ม.ค.) ถือเป็นครั้งแรกที่นายทรัมป์ยอมรับความพ่ายแพ้ในศึกชิงทำเนียบขาวเมื่อ 3 พ.ย. เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา นายทรัมป์มักกล่าวอ้างว่ามีการโกงการเลือกตั้ง ทว่าไม่เคยมีหลักฐานใด ๆ มาแสดง และร่วมกันเดินเกมกดดันให้สมาชิกพรรครีพับบลิกันให้ขัดขวางกระบวนการรับรองชัยชนะของนายโจ ไบเดน กลางรัฐสภา แต่ที่สุดก็ไม่เป็นผล
อย่างไรก็ดี นายทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความทางทวิตเตอร์ในเวลาต่อมาว่าเขาจะไม่ไปร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของนายไบเดน ในวันที่ 20 มกราคมนี้
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์
บทบาทใหม่ในฐานะ "ผู้ปลุกม็อบ"
ประโยคสุดท้ายของนายทรัมป์ที่ส่งสัญญาณว่าจากนี้คือจุดเริ่มต้น ถูกถอดรหัสโดยนักวิชาการด้านความมั่นคงว่าอาจเป็นการ "ปลุกม็อบขวาจัด" และนำมาสู่บทบาทใหม่ของผู้นำสหรัฐฯ ที่กำลังจะกลายเป็นอดีต
ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ศ.ดร. สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่าความสำเร็จอันใหญ่ของนายทรัมป์คือการเป็น "ต้นตอของข่าวลือและข่าวปลอม" ผ่านทวิตเตอร์ สร้างทฤษฎีสมคบคิด ทำให้คนฟังเชื่อแล้วกลายเป็น "สาวกทรัมป์" ซึ่งเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสื่อยุคใหม่ที่ไปไกลกว่าที่คิด
"ต้องยอมรับว่าคนที่เล่นกับสื่อสมัยใหม่ได้ แล้วสร้างความปั่นป่วน ก็คือทรัมป์" ศ.ดร. สุรชาติกล่าวในรายการ "เจาะลึกทั่วไทย" ทางช่อง 31
คำที่นายทรัมป์ใช้เรียกผู้สนับสนุนของตนคือ "good people" (คนดี) ทำให้ประชาชนที่ไปบุกรัฐสภาบางส่วนบอกว่า "เขาเป็นคนดี"
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์วิเคราะห์ว่า การเมืองภายในสหรัฐฯ จะแตกแยกอย่างหนัก และย้อนกลับไปสู่สภาพสังคมแบบในช่วงที่เกิดปัญหาแบ่งแยกสีผิวอย่างรุนแรง พร้อมคาดการณ์ด้วยว่าหลังพิธีสาบานตนของนายไบเดนเสร็จสิ้นลง นายทรัมป์จะผันตัวไปเป็น "ผู้ปลุกม็อบ" และสร้างทฤษฎีสมคบคิดไปเรื่อย ๆ โจทย์ใหญ่จึงตกอยู่กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 46 ว่าจะประสานความแตกแยกในสังคมอเมริกาอย่างไร และลดกระแสชาตินิยมของคนผิวขาวอย่างไร











