ไทยภักดี : นักศึกษากลุ่ม “ไทยภักดี” ไม่โกรธถูกเรียก “สลิ่ม” ประกาศป้องสถาบันฯ ด้วยการ “กำจัดไวรัสข่าวปลอม”

นักศึกษาปกป้องสถาบัน

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ในระหว่างแถลงเปิดตัวกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ไทยภักดี" ภายใต้การนำของ นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานกลุ่ม มีการเปิดหน้า 2 นักศึกษาในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่าย "ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และสืบสานความเป็นไทย"

คนหนึ่งคือ นายชาญณรงค์ ครุฑโต วัย 26 ปี เพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากคณะวิทยาศาสตร์ สาขาเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกำลังเตรียมเข้าพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

"การจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรหรือไม่ จะรับหรือไม่รับ ไม่ใช่การแสดงออกจุดยืนทางการเมือง แต่เป็นการแสดงถึงความสำเร็จ ซึ่งไม่ใช่ความสำเร็จของผู้รับปริญญาคนนั้นคนเดียวที่เรียนจบมหาวิทยาลัย แต่เป็นความสำเร็จของทุกคนในครอบครัวที่อุตสาห์ส่งเสียพวกเราให้เราเรียนจบมาได้" นายชาญณรงค์กล่าวต่อหน้าผู้ร่วมอุดมการณ์ราว 150 คนที่ร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดตัวกลุ่มไทยภักดีเมื่อ 19 ส.ค.

ในฐานะคนไทย เขายืนยันว่าความภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นสิ่งที่อยู่ในจิตใจของทุกคนโดยไม่ต้องถาม และนี่ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องที่เขาสำนึกเสมอว่าการกินดีอยู่ดีของคนไทยในทุกวันนี้เกิดขึ้นจาก 3 สถาบันหลัก

นักศึกษาปกป้องสถาบัน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, นายชาญณรงค์ ครุฑโต ระบุว่าการเกิดขึ้นของกลุ่มไทยภักดี ทำให้ความรู้สึกต่อ 3 สถาบันที่เป็นนามธรรมในใจคนไทย กลายเป็นรูปธรรม

อีกคนคือ นายเกียรติวงศ์ สงบ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง ซึ่งเป็น 1 ใน 27 ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มไทยภักดีที่อายุน้อยที่สุดด้วยวัย 24 ปี

"ผมไม่ได้เชียร์รัฐบาลหรือนักการเมือง แต่อยู่ข้างสถาบันพระมหากษัตริย์" นายเกียรติวงศ์กล่าวกับบีบีซีไทย

เขายืนยันว่า 3 ข้อเรียกร้องของกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า "คณะประชาชนปลดแอก" ไม่ใช่เรื่องสำคัญในตอนนี้ เพราะทุกวันนี้ประเทศไทยก็เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว ผู้ชุมนุมที่ออกมาวิจารณ์รัฐบาล ก็ไม่เห็นว่ารัฐบาลจะไปทำอะไรพวกเขาเลย จึงอยากถามว่าไม่เป็นประชาธิปไตยตรงไหน คุกคามประชาชนตรงไหน แต่อาจมีกรณีนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่หายตัวไปและยังไม่ทราบชะตากรรมว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่มีความพยายามโยนความผิดไปให้รัฐบาลและสถาบันฯ แล้ว

"ถ้าสถาบันฯ ไม่คิดจะทำอะไรเพื่อประชาชน ผมก็ไม่เชียร์"

หลังจากเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวใน "แฟลชม็อบ" ที่เกิดในรั้วสถาบันการศึกษาต่าง ๆ และพื้นที่สาธารณะ สิ่งที่ทำให้นักศึกษาหนุ่มต่างขั้วความคิดรายนี้อดรนทนไม่ได้ จนต้องลุกออกมาเปิดแนวรุกกลับร่วมกับ นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม คือการบิดเบือนให้ร้ายสถาบันฯ

เขาบรรยายพฤติกรรมของ "ขบวนการสร้างข่าวปลอม" เอาไว้ว่า เริ่มต้นจากการให้ร้าย ร. 10 ย้อนไปก้าวล่วงถึง ร. 9 และลามปามไปถึง ร. 5 โดยเฉพาะการบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับโครงการหลวง ในฐานะคนที่เติบโตมาในยุคที่ประเทศไทยน้ำไหลไฟสว่าง เพราะพระมหากษัตริย์เสด็จประพาส จึงอดรนทนไม่ได้ อีกทั้งมารดาของเขายังเป็นผู้ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เนื่องจากเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็ง

นักศึกษาปกป้องสถาบัน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม บอกว่าหากมีประชาชนสมัครสมัครกลุ่มไทยภักดีครบ 100 คน พร้อมเดินทางไปพบประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ ทันที

"ขนาดพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เรายังนับถือบูชาเลย แล้วทำไมพระมหากษัตริย์ เราต้องไม่เคารพ และข้อมูลที่เอามาพูด ๆ กัน หรือเขียนกันในทวิตเตอร์ ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง เพราะสถาบันฯ ท่านไม่อยู่ในฐานะที่จะออกมาชี้แจงได้ แต่ที่ผมเห็นเลยนะคือในหลวง ร. 10 ก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ ท่านทรง 'สืบสาน รักษา และต่อยอด' จากสิ่งที่ในหลวง ร. 9 ทำไว้ ถ้าสถาบันฯ ไม่คิดจะทำอะไรเพื่อประชาชน ผมก็ไม่เชียร์นะ เพราะเรารักใครต้องมีเหตุผล" นายเกียรติวงศ์ระบุ

เขายืนยันว่า ตัวเองไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ "ข่าวในพระราชสำนัก" แต่สำนึกในความรักสถาบันฯ เกิดขึ้นจากการสังเกตเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงในหลายอิริยาบทตามสถานที่ต่าง ๆ จากนั้นจึงเกิดความสงสัยว่าพระองค์ทรงทำอะไร นำไปศึกษาหาข้อมูลต่อ แล้วกลายเป็นความผูกพัน เห็นโครงการหลวงที่ใกล้ชิดกับประชาชนและจับต้องได้ ไม่ใช่รักเพราะพ่อแม่สั่งให้รัก

นายเกียรติวงศ์จึงเรียกร้องให้นักเรียนนักศึกษาเปิดใจรับฟังข้อเท็จจริงอีกด้าน เพราะข้อมูลที่ได้ยินได้ฟังมาอาจไม่ถูกต้อง

นักเรียนชูป้ายประท้วง

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

ไม่โกรธ-สวดมนต์ให้เพื่อนที่เรียกเขาว่า "สลิ่ม"

ในขณะที่นายเกียรติวงศ์เลือกเปิดหน้า-เปิดตัว แต่เพื่อนร่วมอุดมการณ์ของเขาหลายคนเลือกที่จะงดแสดงความคิดเห็นทางการเมืองทั้งใน "โลกของความเป็นจริง" และ "โลกเสมือนจริง" เพราะไม่ต้องการถูกทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จักกดเหยียด

เพื่อน : เฮ้ย! สลิ่มว่าไง

เกียรติวงศ์ : แล้วส้มเน่าล่ะว่าไง

นักศึกษาจากสถาบันที่เรียกตัวเองว่า "ลูกพ่อขุน" เผยบางบทสนทนาที่เกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ ก่อนเล่าเทคนิคการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยท่ามกลางความแตกต่างทางความคิดการเมือง โดยที่เขาจะยก-แยกแยะเรื่องการเมืองเอาไว้ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีเพื่อน อีกทั้งยังมีกิจกรรมชมรมและค่ายอาสาต่าง ๆ ที่ต้องร่วมกันทำกัน

"ถ้าเราบอกรักสถาบันฯ เพื่อนก็จะเบะหน้าใส่และบอกว่าเป็น 'สลิ่ม' ทั้งที่สถาบันฯ อยู่เหนือการเมือง ก็โดนเรียก 'สลิ่ม' ล่ะครับตอนอยู่ในมหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่โกรธเพราะผมนับถือคริสต์ สวดมนต์บ่อย ก็ต้องให้อภัยเขาให้ได้ เพราะเวลาที่เขามาบุลลี่ เขาก็ไม่ได้ด่าถึงพ่อแม่ไง ก็แค่แกล้ง ๆ กัน" เกียรติวงศ์ระบุ

ผู้ชุมนุมกลุ่มอาชีวะช่วยชาติ

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

ยอมรับจิตตกกับคำด่า "ควายแก่" หลังเปิดตัวกลุ่มไทยภักดี

ภารกิจของผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มไทยภักดีรายนี้ตามที่ประกาศเอาไว้เมื่อ 19 ส.ค. คือ "กำจัดไวรัสข้อมูลข่าวปลอม" ให้หมดไป ด้วยการออกมาให้ข้อมูลอีกด้านเพื่อคุ้มครองและปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ทว่าใน "ทวิตภพ" ข้อมูลข่าวสารของฝ่ายสนับสนุนแนวคิดแบบจารีตนิยมคล้ายมีพื้นที่น้อยกว่าฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย เกี่ยวกับเรื่องนี้เกียรติวงศ์เองก็ยอมรับ

"คนอย่างผมไม่ได้มีน้อยนะ แต่ฝั่งโน้นเขาเปิดตัวแรงไง ถ้าเราโพสต์อะไรไปก็จะโดนบุลลี่แล้ว อย่างพอเปิดตัวกลุ่มก็มาแล้ว 'ควายแก่' อะไรอย่างนี้ ผมว่าทุกคนไม่มีใครอยากถูกด่าหรอกครับ ผมเองเวลาเปิดโซเชียลมีเดีย ก็เลือกที่จะเลื่อนไม่อ่านคอมเมนท์เพราะทำให้จิตตก ไม่ดูไลก์ หัวใจ โกรธ ผมเชื่อว่าคนรุ่นผมที่คิดแบบผมคือเลือกจะไม่เผชิญกับปัญหามีเยอะ แต่ถามว่าพวกเขาพร้อมสนับสนุนและพร้อมปกป้องสถาบันฯ ไหม ผมว่าเขาพร้อมนะ" ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มไทยภักดีกล่าว

นักศึกษาปกป้องสถาบัน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, นายเกียรติวงศ์ สงบ บอกว่าพร้อมพูดคุยกับฝ่ายผู้เห็นต่างเพื่อบอกเล่าความคิดให้ทราบ ต่อให้เป็นทีวีช่องอนาคตใหม่มาขอสัมภาษณ์ก็ตาม

นักศึกษากฎหมายชี้ว่า การที่คนรุ่นใหม่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับเทคโนโลยี เมื่อเข้าไปเล่นทวิตเตอร์หรือเฟซบุ๊กแล้วเห็นคนชู 3 นิ้ว ก็เลยชูตาม ๆ กันไป อีกทั้งในทวิตเตอร์ยังเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างเสรี ตามจับตัวได้ยาก และนักเคลื่อนไหวสำคัญ ๆ เช่น แอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชลล์ ก็เคลื่อนไหวอยู่บนแพลตฟอร์มนี้

นายเกียรติวงศ์ยังติงบรรดาเยาวชนที่ออกมาขับไล่อำนาจนิยม ให้ใช้ท่าทีและถ้อยคำที่เหมาะสมในการสื่อสารต่อสาธารณะ พร้อมยืนยันว่าการสบถหรือใช้ถ้อยคำหยาบคาย "ไม่ใช่ภาษาปกติ" ในคนเจเนอเรชั่นวาย (Gen-Y) และเจเนอเรชั่นซี (Gen-Z)

"อย่าหาเหตุผลให้ตัวเองนำสิ่งไม่ดีมาทำให้ถูกต้อง เพราะถ้าเรื่องแค่นี้ คุณยังหาเหตุให้ตัวเองจนได้ เรื่องประเทศชาติ ถ้าคุณโกง คุณก็จะทำให้มันถูกต้องได้... เวลาพูดคุณไม่ได้พูดให้เพื่อนฟังกันเอง คนที่ฟังอยู่คงไม่มีใครชอบหรอก อย่าลืมว่าเจนฯ นี้ไม่ใช่คนกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ เพราะเราอยู่ในสังคมผู้สูงอายุ ถ้ายิ่งหยาบคาย แนวร่วมก็จะลดลง" นายเกียรติวงศ์ระบุ

พอคุณเริ่มคิดได้ คุณกลับมาว่าพ่อแม่เป็น ไดโนเสาร์-อยู่ในกะลา-สลิ่ม

แม้เป็นคริสตศาสนิกชน แต่นายเกียรติวงศ์พูดว่า "เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ" ถึง 3 ครั้งเพื่อเตือนนักเรียกร้องประชาธิปไตยรุ่นเยาว์ให้รู้จักผิดชอบชั่วดี

นักเรียนชูสามนิ้วให้ตำรวจ

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

"ผมเห็นว่าคนที่มาด่าว่าพ่อแม่ในทวิตเตอร์ บอกว่าสนุกกัน 2 คน พลาด แล้วก็เกิดกูมา มึงมีหน้าที่มาเลี้ยงดูกู มันไม่ใช่ เมื่อคุณเกิดมาแล้วต่อให้มาจากความผิดพลาดหรืออะไรก็แล้วแต่ ตอนอุ้มท้องเขาลำบากแค่ไหน ตอนเลี้ยงดูคุณที่ยังไม่มีสติปัญญา ไม่มีความรู้ แต่พอคุณเข้าโรงเรียนเริ่มมีพรรคพวก เริ่มมีสมอง เริ่มคิดได้ คุณกลับมาว่าพ่อแม่คุณเป็นไดโนเสาร์ อยู่ในกะลา เป็นสลิ่มนั่นนี่ ผมว่าไม่ถูกต้อง" ผู้ก่อตั้งกลุ่มไทยภักดีกล่าว

ท่ามกลางปฏิบัติการ "ชู 3 นิ้วขณะเคารพธงชาติ" เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย และ "ผูกโบว์ขาว" เพื่อขับไล่เผด็จการ ของนักเรียนมัธยมหลายโรงเรียน นายเกียรติวงศ์ผู้ออกตัวว่า "รักความเป็นไทย" ได้ให้ความหมายของชาติในแบบของเขาผ่านธงไตรรงค์ซึ่งมี 5 แถบ และมี 3 สีสื่อถึง 3 สถาบันหลัก

"ชาติจะอยู่ได้ต้องมีประชาชนในชาติ แต่จะดีไม่ดีขึ้นกับศาสนา ซึ่งจะเป็นตัวขัดเกลาให้บุคคลเป็นคนดีหรือไม่ดี คนมีศาสนากับไม่มีศาสนาใครดีกว่า ก็ต้องคนมีศาสนา และศาสนาเป็นตัวเชื่อมให้ชาติกับพระมหากษัตริย์ติดกัน ถ้าวันหนึ่งศาสนาอ่อนแอ สังคมก็ถึงคราววิบัติ ทำให้คนไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ เด็กถึงกล้าลุกมาด่าพ่อแม่ ลุกมาด่าผู้ใหญ่ว่าไอ้ควาย ไอ้แก่" เขากล่าวทิ้งท้าย