รัฐธรรมนูญ 2560 : นักรัฐศาสตร์วิจารณ์ กำจัดธนาธร-สกัดแก้ รธน. ทำมวลชนลงถนน

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

นักรัฐศาสตร์ตั้งวงวิจารณ์ "สติปัญญาของชนชั้นนำ" ทั้งกรณีเอานายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ออกจากสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงการปิดกั้นไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วยกลไกรัฐสภา จนทำให้ประชาชนต้องลงสู่ท้องถนน

ในงานเสวนา "อดีต ปัจจุบัน และอนาคตรัฐธรรมนูญไทย" จัดขึ้นที่คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เริ่มต้นด้วยการฉายภาพการเมืองไทยนับจากปฏิวัติสยาม 2475 โดย ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต

เขากล่าวว่า เวลาชนชั้นนำพูดถึงประชาธิปไตยมักบอกว่า "ประชาชนยังไม่พร้อม ประชาชนยังไร้การศึกษา" ถึงวันนี้ประชาชนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีกันมากมาย แต่วาทกรรมเหล่านี้ก็ยังอยู่

เกิดอะไรขึ้นในรอบ 87 ปีหลังปฏิวัติสยาม

  • ประชาธิปไตยไทยถูกหักโค่นโดยเฉลี่ยทุก ๆ 6.5 ปี เนื่องจากมีรัฐประหารที่สำเร็จ 13 ครั้ง และรัฐประหารที่ล้มเหลวอีก 11 ครั้ง
  • คณะเลือกตั้งได้บริหารประเทศเพียง 26 ปี ส่วนที่เหลืออยู่ภายใต้ระบบการแต่งตั้ง/คัดสรร/สรรหา/เลือกสรรกันเอง
  • มีพรรคการเมืองถูกยุบ 375 พรรค พรรคแรกคือสมาคมคณะราษฎร และพรรคสุดท้ายคือไทยรักษาชาติ พรรคอนาคตใหม่จะเป็นพรรคที่ 376 หรือไม่ ?
  • มีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ แต่ 15 ฉบับเป็นรัฐธรรมนูญของฝ่ายเผด็จการ มีที่มาจากการรัฐประหาร มีเพียง 5 ฉบับเท่านั้นที่มาจากฝ่ายประชาธิปไตย

รัฐธรรมนูญที่ ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์เห็นว่า "สมบูรณ์แบบที่สุด เป็นความใฝ่ฝันของคณะราษฎร" คือรัฐธรรมนูญ 2540 แต่ปัจจุบันมีความพยายามทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกลืมเลือน ทำให้รู้สึกว่าผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งเป็นความชั่วและความเลว จึงเห็นผู้นำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งครองอำนาจยาวนาน

เขายังฉายภาพ "วงจรอุบาทว์รัฐประหารไทย" ที่อยู่กับการเมืองไทยมาตลอด 87 ปี และเกิดขึ้นซ้ำใน รัฐประหาร 2557 >>สร้าง "รัฐธรรมนูญ(ไม่)ชั่วคราว" แต่อยู่ยาวนานกว่ารัฐธรรมนูญถาวร >> มีรัฐบาล(ไม่)ชั่วคราว เพราะอยู่ยาวนานกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง >> สร้าง "รัฐธรรมนูญ(อยาก)ถาวร" >> ออกแบบเสื้อคลุมใหม่ผ่านการเลือกตั้งที่ไม่เสรีและไม่ยุติธรรม >> ได้รัฐบาลสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหาร >> มีรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองอื่น >> รัฐประหาร

ปัจจุบันประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ปกครองด้วย "ระบอบพันธุ์ทาง" (hybrid regime) ซึ่ง ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์อธิบายว่า เป้าหมายหลักคือเป็นเผด็จการอำนาจนิยม แต่ไม่สามารถดำรงอยู่แบบเผด็จการได้จึงต้องไปหาเสื้อคลุมมาใส่ จัดให้มีการเลือกตั้งและระบบรัฐสภา และไปออกแบบรัฐธรรมนูญให้ตอบโจทย์ตรงนั้น

"ตอนปี 2490 รัฐทหารไทยยังหน้าบาง ให้มี ส.ว.แต่งตั้ง แต่ไว้คอยโหวตสนับสนุนรัฐบาลเท่านั้น แต่ผ่านไป 70 ปี ไม่หน้าบางแล้ว แต่พร้อมหน้าด้านเพื่ออยู่ในอำนาจ จึงให้ ส.ว. เลือกนายกฯ เลย" ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์กล่าว

87 ปีประชาธิปไตยไทย มี รธน. เป็นประชาธิปไตยแค่ 3 ฉบับ

ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มธ. เป็นอีกคนที่ยืนยันว่า "การมีรัฐธรรมนูญไม่เท่ากับการมีประชาธิปไตย" เพราะรัฐธรรมนูญกับระบอบเผด็จการไปด้วยกันได้ อีกทั้งในระยะหลังมานี้เผด็จการมีความฉลาดขึ้นในการปรับใช้เครื่องมือตามระบอบประชาธิปไตย แต่ความต่างคือรัฐธรรมนูญในระบอบเผด็จการร่างขึ้นเพื่อส่งเสริมให้การครองอำนาจของอำนาจนิยมอยู่คงทนยาวนาน เช่น รัสเซีย จีน กัมพูชา

ขณะที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้ "รัฐธรรมนูญแบบไทย ๆ" ซึ่งเป็นมรดกของคณะรัฐประหารเป็นส่วนใหญ่ อาจเรียกได้ว่าเป็น "รัฐธรรมนูญสำหรับชนชั้นนำ โดยชนชั้นนำ เพื่อชนชั้นนำ" มีรัฐธรรมนูญเพียง 3 ฉบับเท่านั้นที่ ผศ.ดร. ประจักษ์เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตย ได้แก่ รัฐธรรมนูญฉบับ 2489, 2517 และ 2540 ขณะที่ ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์ระบุว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 27 มิ.ย. 2475 และฉบับ 10 ธ.ค. 2475 ก็ถือว่าเป็นประชาธิปไตยด้วย

ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากคำกล่าวของ ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ

นักรัฐศาสตร์ สำนักธรรมศาสตร์ กล่าวว่า บทสรุปของรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยทั้ง 3 ฉบับคือ ความต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย ทำให้เราได้รัฐธรรมนูญที่ดี แต่ปัจจุบันเป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการทหารเต็มตัวมาเป็นเผด็จการทหารครึ่งใบ

"ตอนนี้โจทย์ยากกว่า แต่ถ้าสำเร็จจะเป็นประวัติศาสตร์ เรากำลังผลักดันให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญที่ดี เพื่อให้รัฐธรรมนูญที่ดีนำเรากลับไปสู่ประชาธิปไตยที่หายไป" ผศ.ดร.ประจักษ์กล่าว

หลายคนมองว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ถอยหลังไป 40 ปี ทำให้สภาพการเมืองไทยย้อนกลับไปสู่ยุค "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" ที่มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกฯ เป็นต้นแบบ แต่ ผศ.ดร.ประจักษ์มองว่า เป็นการเปรียบเทียบที่ผิดฝาผิดตัว เพราะตอนนั้น "ทหารกลับเป็นคนมีวุฒิภาวะ" เมื่อเห็นว่าตัวเองไปไม่รอดแล้ว จึงก่อรัฐประหารรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร แล้วสร้างกติกาใหม่ขึ้นมาโดยแบ่งอำนาจให้นักการเมือง นักธุรกิจ และภาคประชาสังคม จึงถือว่าทหารยอมถอย แต่คณะทหารชุดปัจจุบันได้เอาตัวเองรุกคืบมาในพื้นที่ทางการเมืองและรวมศูนย์อำนาจ ทั้งที่สังคมปัจจุบันตื่นตัวกว่ามาก

รธน. 2560 สร้าง "ระบอบทหารที่อำพรางด้วยการเลือกตั้ง"

เมื่อพินิจดูรัฐธรรมนูญ 2560 เราเห็นอะไร คือคำถามชวนคิดจาก รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผศ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ คณะรัฐศาสตร์ มธ. เห็น.. รัฐธรรมนูญที่ร่างบนพื้นฐานความไม่ไว้วางใจคนกลุ่มหนึ่ง คิดว่านักการเมืองต้องโกง อีกทั้งยังเขียนรัฐธรรมนูญให้อ่านยาก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีอำนาจทางการเมืองตีความ-ใช้ดุลยพินิจได้ ซึ่งจะทำให้สังคมขาดความเชื่อมั่นในตัวรัฐธรรมนูญเอง

ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มธ. เห็น.. ภาพการเมืองไทยลอกเลียนจากเพื่อนบ้านอาเซียน กล่าวคือ "รัฐธรรมนูญลอกเมียนมา" มีนายทหารเป็น ส.ว., "แบ่งเขตเลือกตั้งแบบมาเลเซีย" มีการแบ่งเขตใหม่เพื่อให้พรรครัฐบาลได้เปรียบ และ "ยุบพรรคฝ่ายตรงข้าม" เหมือนกัมพูชา

ผศ.ดร.ประจักษ์เห็น.. "สิ่งมหัศจรรย์ ชนิดที่อาจารย์ปรีดี (พนมยงค์ แกนนำคณะราษฎร) ต้องพลิกตัวในหลุมศพเลย" เมื่อกำหนดให้ ผบ.เหล่าทัพเป็น ส.ว.โดยตำแหน่ง และได้รับเงินเดือน 2 ทาง ถือเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน ใช้อำนาจหน้าที่ทับซ้อน ทั้งที่ ผบ.เหล่าทัพเป็นข้าราชการประจำ แต่ก็ร่วมโหวตเลือกนายกฯ ได้ด้วย

รศ.ดร.สิริพรรณเชื่อว่า คณะร่างรัฐธรรมนูญมีระบอบอยู่ในมโนคติ ทำให้รัฐธรรมนูญกลายเป็นเครื่องมือของชนชั้นนำทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ความไม่เป็นประชาธิปไตย หรือสร้างระบบใหม่ และทำให้เกิด "รัฐธรรมนูญอาบยาพิษ"

เธอเรียกสิ่งที่เห็นว่า "ระบอบทหารที่อำพรางด้วยการเลือกตั้งโดยเปิดช่องให้มีการดูดบังคับตัวแสดงทางการเมืองได้ง่าย" สะท้อนผ่านการปรากฎตัวของ "ตัวแสดง" ที่เป็นนายทหารตามสถาบันการเมืองต่าง ๆ เช่นเดียวกับการเปิดพื้นที่ให้กลุ่มทุนผูกขาดได้เข้ามาเป็น "ตัวแสดง" ในฐานะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ

"หากถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อดีไหม ดิฉันมองไม่เห็น แต่การที่มองไม่เห็นเลย ไม่ได้แปลว่าไม่ดี แต่ไม่เห็นจริง ๆ" รศ.ดร.สิริพรรณระบุ

เธอสรุปความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญ 2560 เอาไว้ 4 ประการคือ

  • ไม่อาจสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพได้
  • ก่อให้เกิดปัญหาการตรวจสอบถ่วงดุล เพราะ ส.ว. ไม่ได้มาจากประชาชน
  • ไม่สามารถสร้างความเสมอภาคและบรรเทาความเหลื่อมล้ำของประชาชนได้ เพราะรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ทุนผูกขาดครอบงำธุรกิจ
  • ไม่สามารถสร้างฉันทามติหรือความมีเอกภาพทางการเมืองได้ ตรงกันข้ามกลายเป็นชนวนความขัดแย้ง ถ้าใช้ไปนาน ๆ พรรคจะทะเลาะกันเอง เช่น อนค. ก็จะอยากลง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ส่วนพรรคเพื่อไทย (พท.) อยากลง ส.ส.เขต

อนาคตรัฐธรรมนูญ 2560 แก้ได้ด้วย "ฉันทามติมหาชน"

ท่ามกลางสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทดลองใช้รัฐธรรมนูญ 2560 สะท้อนผ่านปรากฏการณ์ "รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ-สภาล่ม-ส.ส. งูเห่า-แจกกล้วย" จึงปรากฏความเคลื่อนไหวทั้งในและนอกสภาของ "ขบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560"

รศ.ดร.สิริพรรณมองว่า การได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่จำเป็นต้องฉีกทั้งฉบับ หรือแก้แล้วมีความเป็นประชาธิปไตยแบบแข็งขืนจนชนชั้นนำบางส่วนรับไม่ได้ เพราะบรรยากาศการเมืองขณะนี้แตกต่างจากช่วงก่อนปี 2540 มาก มีการแบ่งขั้วการเมืองชัดเจน การสร้างฉันทามติจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

นักรัฐศาสตร์จากรั้วจามจุรีแสดงความไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวของนักการเมืองคนหนึ่งที่ว่า "รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าไม่ได้มาด้วยเลือด ก็ต้องมาด้วยการยินยอม" เพราะทำให้เกิดความเห็นแบบ 2 ขั้วที่อันตราย ดังนั้นอาจต้องคิดว่า ทำอย่างไรให้ได้รัฐธรรมนูญที่ดีกว่านี้ ซึ่งอาจไม่ดีที่สุดเท่าที่อยากได้ แต่สร้างการยอมรับระยะหนึ่งแล้วค่อย ๆ แก้ไขไป

"ฉันทามติ" และ "ความชอบธรรม" คือคาถาที่จะทำให้ขบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญประสบความสำเร็จ

หนึ่งในโจทย์หลักที่ รศ.ดร.สิริพรรณคิดว่าต้องแก้ไขคือ ระบบเลือกตั้ง ซึ่งผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องการลดอิทธิพลของพรรคใหญ่ โดยสามารถจัดการพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ในระดับที่เขาพอใจ แต่ได้ก่อให้เกิดพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ซึ่งไม่ได้อยู่ในสมการตอนที่ออกแบบระบบเลือกตั้งมา "สุดท้ายระบบที่เขาคิดว่าจะมีความมั่นคงไปเจออนาคตใหม่เป็นภัยคุกคามใหม่ต่อระบอบนี้"

รศ.ดร.สิริพรรณกล่าวว่า หากยังใช้ระบบเดิมในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก็ต้องใช้ต้นทุนสูงมากในการไปดูด ส.ส. มา แต่ก็ยังได้เสียงปริ่มน้ำในสภา "ถึงเวลาก็โหวตไม่ได้ เขาจะทำอย่างไร ต้องแจกกล้วยไปเรื่อย ๆ หรือคะ ตอนนี้กล้วยมันก็เริ่มเหี่ยว กล้วยมันราคาแพงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นระบบนี้ก็เป็นภัยคุกคามต่อระบอบที่เขาพยายามจะสร้าง ดังนั้นตัวระบบเลือกตั้งอาจกลายเป็นฉันทามติเบื้องต้นที่ทำให้เขาอยากร่วมแก้รัฐธรรมนูญก็ได้"

ปฏิเสธไม่ได้ว่า อนค. เป็นพรรคการเมืองที่หาเสียงด้วยการขอชัยชนะ 3 คูหา (เลือกตั้ง >> ประชามติเปิดทางแก้รัฐธรรมนูญ 2560 >> ประชามติผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) และเริ่มขบวนการรณรงค์ 2 ขาทั้งใน-นอกสภาเพื่อไล่รื้อ "มรดก คสช." ร่วมกับ 7 พรรคฝ่ายค้าน ทว่าขณะนี้พรรคสีส้มต้องเผชิญคดียุบพรรคและเตรียมนำมวลชนลงสู่ท้องถนนปีหน้า นี่อาจนำไปสู่เสียงวิจารณ์-ลดทอนความชอบธรรมของ "ขบวนการธงส้ม" ว่า "นักการเมืองแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเพื่อตัวเอง" หรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผศ.ดร.ประจักษ์ยอมรับว่า การผลักดันของพรรคการเมืองในสภายากจะประสบความสำเร็จ หากมีการยุบ อนค. ก็ยิ่งไปเปลี่ยนดุลอำนาจในสภา จากปัจจุบันเสียงฝ่ายค้านก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว และความชอบธรรมก็ไม่สูงมาก จะโดนกล่าวหาว่าแก้เพื่อผลประโยชน์ตัวเอง จึงจำเป็นต้องทำให้เกิดความเคลื่อนไหวคู่ขนานทั้งพรรคและภาคประชาสังคม

"ถ้าสามารถสร้างพลังคู่ขนานถึงจุดที่กระแสสังคมสูงพอ กลายเป็นมติมหาชน ถึงจุดนั้นเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยก็คงเอาด้วย... 2 พรรคนี้เป็นพรรคดูทิศทางลมอยู่แล้ว ถ้าลมพัดไม่แรงพอ ไม่เป็นไร กินกล้วยไปก่อน แต้ถ้าลมพัดไปแรง กล้วยไม่มีความหมายแล้ว" ผศ.ดร.ประจักษ์กล่าว

การเมืองที่ "มืดมัว" ในปี 2563

ท่ามกลางภาวะอึมครึมการเมืองในช่วงส่งท้ายปี ทำให้ ผศ.ดร.ประจักษ์มองเห็นแต่ความ "มืดมัวมาก ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ไม่มีสัญญาณบวกเลย" ในปี 2563 สิ่งที่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดคือพฤติกรรมการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจในปัจจุบันทั้งที่มีตำแหน่งทางการและไม่มีตำแหน่ง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดอารมณ์ของสังคม แต่ขณะนี้ดูเหมือนไม่ค่อยสนใจสังคมเท่าไร เรียกว่า "โนแคร์ โนสน"

เขากล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญจะเป็นชนวนความขัดแย้งครั้งใหญ่ ส่วนตัวไม่อยากเห็นการได้รัฐธรรมนูญใหม่ต้องผ่านการนองเลือด แต่ถ้าไปดูเงื่อนไขตอนนี้เหมือนยากมาก เนื่องจากชนชั้นนำไม่เปิดให้มีพื้นที่ทางการเมืองในระบบ เมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญในระบบไม่ได้ มันก็บีบให้คนเหลือช่องเดียวคือโมเดลแบบเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 หรืออาหรับสปริง

"ในที่สุดรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยต้องเกิดจากการต่อสู้บนท้องถนนโดยปฏิเสธไม่ได้ ถ้าเราไม่อยากให้เกิดเหตุนองเลือด ชนชั้นนำก็ต้องเห็น ไม่ใช่เรื่องยากที่ต้องใช้สติปัญญาอะไร ต้องเปิดในระบบ และยอมให้แก้ไขกติกาได้... สติปัญญาและวุฒิภาวะของชนชั้นนำจะไปกำหนดว่าสังคมจะไปทางไหน" ผศ.ดร.ประจักษ์กล่าว

ขณะที่ ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์วิจารณ์ว่า เป็นความไม่ชาญฉลาดของชนชั้นนำไทยที่กำจัดนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกจากสภา เพราะการให้อยู่ในสภาเป็นการจำกัดบทบทของหัวหน้า อนค. "เขาอาจมองว่านี่คือกระบวนการทางกฎหมาย แต่ในทางสังคมไม่ได้มองอย่างนั้น มองว่านี่คือการกำจัด" นอกจากนี้ยังปรากฏข่าวเรื่องการกำจัด อนค. ซึ่งสะท้อนภาวะภูมิปัญญาที่ขาดแคลนของชนชั้นนำ และไม่มีความฝันกับการสร้างอนาคตประเทศ แต่ในช่วง 2-3 วันมานี้กลับบอกว่ามีอะไรให้มาคุยกันที่สภาสิ เล่นเกมสภาสิ อย่าไปเล่นเกมถนน

เขายังเตือนด้วยว่า มีการก่อ "อาชญากรรมโดยรัฐ" แทบทุก ๆ 10 ปี ทั้งเหตุการณ์ 14 ตุลา 2519, 6 ตุลา 2519, พฤษภา 2535 และคิดว่าชนชั้นนำอาจกำลังคิดอย่างนี้ นี่คือความรุนแรงของรัฐไทยที่อยู่กับเรามาช้านาน

ขณะที่ รศ.ดร.สิริพรรณเห็นว่า แรงกดดันต่อความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างหนักในปีหน้า หากผู้ยึดกุมโครงสร้างอำนาจรัฐ "ไม่มีปัญญาบริหารให้ประชาชนสุขสบายได้ โดยอ้างแต่ความมั่นคง ๆ มันไปไม่รอด"

"รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" ของหัวหน้า คสช.

กล่าวสำหรับรัฐธรรมนูญ 2560 ถือเป็นฉบับที่ 2 ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านการออกเสียงประชามติ โดยมีประชาชนถึง 16.8 ล้านเสียง ต่อ 10.5 ล้านเสียง ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นผลให้หัวหน้า คสช. เรียกขานว่าเป็น "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน"

โจทย์ในการออกแบบรัฐธรรมนูญที่ คสช. มอบให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) คือ "ประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับสังคมไทยที่สุดคืออะไร"

ต่อมาบรรดาผู้สนับสนุน คสช. และ กรธ. ได้ชี้ให้เห็นสารพัดข้อดีของรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ และตั้งฉายา "รัฐธรรมนูญ 3 ป." ได้แก่ "ปฏิรูป" "ประชาชนเป็นใหญ่" และ "ปราบโกง"