ภิกษุณี : ภารกิจ "เติมเต็มพุทธบริษัท 4" ของภิกษุณีธัมมนันทา

    • Author, เรื่องโดย ธันยพร บัวทอง ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • Role, วิดีโอโดย พริสม์ จิตเป็นธม ผู้สื่อข่าววิดีโอ

ในแบบเรียนพุทธศาสนาของรัฐไทย ภิกษุณีเป็นหนึ่งในพุทธบริษัท 4 บริวารของพุทธศาสนา ในรัฐธรรมนูญไทยเขียนไว้ว่า รัฐพึงส่งเสริมการเผยแผ่หลักธรรมพุทธศาสนาสายเถรวาท ทว่าในพุทธศักราชปัจจุบัน คณะสงฆ์และรัฐไทย กลับไม่รับรองการบวชเป็นภิกษุณีของผู้หญิง

ทุก ๆ วันพระ ภาพของพุทธศาสนิกชนละแวกวัตรทรงธรรมกัลยาณี ภิกษุณีอาราม จ.นครปฐม ทำบุญใส่บาตรแก่ภิกษุณีที่ออกเดินบิณฑบาตตั้งแต่รุ่งสาง เป็นกิจวัตรที่ไม่ต่างจากชาวพุทธทั่วไปที่ใส่บาตรพระภิกษุสงฆ์

ภิกษุณีในวัดแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของภิกษุณีในไทยราว 200 รูป ซึ่งต่างต้องเดินทางไปบวชที่ศรีลังกาและกลับมาจำวัดในไทย เพราะคณะสงฆ์ไทยไม่อนุญาตให้ทำการบวชในประเทศ

"ไม่มีความคิดเป็นสองเลยนะ ความคิดก็คือจะต้องบวช มันถึงเวลาจะเริ่มต้นแล้วสำหรับเมืองไทย ชัดเจนมากเลยค่ะว่าเป็นการเริ่มต้นที่ถูกต้อง" รศ.ดร. ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ อดีตอาจารย์สาขาวิชาปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือธัมมนันทา กล่าวกับบีบีซีไทย ถึงการตัดสินใจบวชเป็นสามเณรีเมื่อ 18 ปีที่แล้ว

ธัมมนันทา หรือที่ศิษยานุศิษย์เรียกว่า "หลวงแม่" อายุ 75 ปี เป็นภิกษุณีสายเถรวาทรูปแรกในไทย อุปสมบทเป็นภิกษุณีที่ประเทศศรีลังกาเมื่อปี 2546 หลังจากเป็นสามเณรีครบสองปี ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัตรทรงธรรมกัลยาณี ภิกษุณีอาราม จ.นครปฐม

จากจุดเริ่มต้นที่ต้องการรื้อฟื้นการบวชภิกษุณีที่ถูกต้องตามพุทธศาสนานิกายเถรวาทในไทย ตอนนี้เส้นทางของภิกษุณีในไทยกำลังเดินไปในทิศทางไหน

"การที่เราออกบวชเป็นการยืนยันว่าผู้หญิงออกบวชได้และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระพุทธเจ้า"

จากหอคอยงาช้างสู่ร่มกาสาวพัสตร์

ธัมมนันทาเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่ามารดาของท่านบวชเป็นภิกษุณีในสายนิกายมหายาน และเป็นผู้ก่อตั้งวัตรทรงธรรมกัลยาณี ภิกษุณีอาราม ริมถนนเพชรเกษม จ.นครปฐม ในวัยเด็กท่านจึงเติบโตมาท่ามกลางกิจกรรมทางพุทธศาสนาและได้ช่วยงานที่ภิกษุณีอารามอยู่เสมอ

อิทธิพลจากการแวดล้อมด้วยพุทธศาสนาน่าจะมีส่วนไม่น้อยต่อการเลือกเส้นทางชีวิต ธัมมนันทาเลือกเรียนปริญญาตรีด้านปรัชญาที่อินเดีย ต่อด้วยปริญญาโทและเอกที่แคนาดาและอินเดียตามลำดับ หลังจากนั้นธัมมนันทากลับเมืองไทยและเข้าทำงานเป็นอาจารย์ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาวิชาปรัชญาและศาสนา

ช่วงที่เป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์นี้เองที่ธัมมนันทาหรือ ดร.ฉัตรสุมาลย์ในเวลานั้น ได้เปิดตัวเองออกสู่ชุมชนทางวิชาการระดับนานาชาติที่สนใจเรื่องผู้หญิง ศาสนา และการเปลี่ยนแปลงสังคม

เธอค้นพบว่า "ศักยภาพผู้หญิงมีมหาศาล แต่กลับถูกปิดกั้นจากกรอบความคิดของวัฒนธรรมและศาสนา"

ปี 2526 ดร. ฉัตรสุมาลย์เข้าร่วมการประชุมที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดจัดขึ้น ทำให้ได้พบปะนักคิดผู้หญิงจากทั่วโลก นับเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต เธอตั้งคำถามกับตัวเองว่า แม้การเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยจะมี "สถานภาพที่ปลอดภัยดี" และได้รับการยอมรับจากสังคม แต่ทำไมเธอซึ่งเป็นผู้ที่รู้เรื่องผู้หญิงบวชมากที่สุดในไทย กลับไม่ทำอะไรเลยเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง

"เอ็งทำอย่างนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว เอ็งจะนั่งนิ่ง ๆ อยู่บนหอคอยงาช้าง เป็นนักวิชาการอย่างเดียวไม่ได้" ธัมมนันทากล่าวและเสริมว่าช่วงนั้นหนังสือเล่มหนึ่งที่กล่าวถึงผู้หญิงในพุทธศาสนาสมัยพุทธกาลมีอิทธิพลต่อเธอมาก เธอได้เริ่มศึกษาพระไตรปิฎกเชิงวิพากษ์ที่ทำให้เข้าถึงหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าในการ "อ่าน" อีกแบบหนึ่ง

แม้ความคิดจะเริ่มต้นแล้ว แต่ตอนนั้นยังไม่ใช่เวลาอันเหมาะสมที่จะบวช เพราะเธอมีครอบครัวและลูกที่ต้องดูแล จนกระทั่งผ่านไป 18 ปีหลังจากนั้น

"หลวงแม่รอจนกระทั่งลูกคนเล็กอายุ 24 และจบปริญญาโท คิดว่าเราส่งเขาข้ามฝั่งแล้ว ตอนนี้เขาเดินเอง ก็ไม่มีความรู้สึกผิดว่าทิ้งครอบครัวมา เพราะว่าเราวางเขาไว้ในจุดที่เขาจะปลอดภัยแล้ว"

"ไม่มีความคิดเป็นสอง"

"ตอนนั้นเรื่องของผู้หญิงบวชได้ไม่ได้ เป็นความคิดที่คุยกันเยอะมากค่ะ" ธัมมนันทาเล่าถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลการบวชภิกษุณีในเครือข่ายของนักวิชาการด้านนี้ จนกระทั่งในปี 2541 พบว่ามีการบวชภิกษุณีที่ถูกต้องตามธรรมวินัยเกิดขึ้นที่ศรีลังกา

"ตอนแรกเป็นการบวชในนิกายมหายานมีภิกษุณีจีนบวชให้ แต่พระมหานายกฯ 10 รูปจัดการบวชให้ใหม่ในนิกายเถรวาท มีการประกอบอุปสมบทในสีมาที่อินเดีย"

ธัมมนันทามั่นใจว่าพิธีบวชที่ศรีลังกาในครั้งนั้น เป็นการบวชสายเถรวาทที่ถูกต้อง มีภิกษุณีทำหน้าที่ซักถามข้อมูลที่เป็นอุปสรรคต่อการบวชหรืออันตรายิกธรรม

"ภิกษุณีไม่ได้บวชให้ แต่ทำการซักฟอกให้ผู้เข้าบวชมีความบริสุทธิ์ แล้วจึงส่งให้พระภิกษุบวช ตรงนี้เป็นขั้นตอนที่พระภิกษุไทยเข้าใจผิด คิดว่าต้องมีภิกษุณีบวชให้" ธัมมนันทากล่าว

อีกสามปีให้หลัง ฉัตรสุมาลย์เดินทางไปที่ศรีลังกา แต่การเดินทางครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะเป็นครั้งที่เธอตัดสินใจเข้าอุปสมบทเป็นสามเณรี

"ไม่มีความคิดเป็นสองเลยนะ ความคิดก็คือจะต้องบวช มันถึงเวลาจะเริ่มต้นแล้วสำหรับเมืองไทย ชัดเจนมากเลยค่ะว่าเป็นการเริ่มต้นที่ถูกต้อง"

หลังจากนั้นธัมมนันทา เดินทางกลับมาจำวัดที่เมืองไทย และศึกษาพระธรรมกับภิกษุณีผู้เป็นปวัตตินีหรือพระอาจารย์เป็นเวลาสองพรรษา ก่อนกลับไปศรีลังกาอีกครั้งในปี 2546 เพื่อเข้าพิธีอุปสมบทเป็นภิกษุณี

ข้อถกเถียง

เมื่อกลับเมืองไทยธัมมนันทากล่าวว่า "ต้องทำตัวเงียบ" แต่มีสื่อโทรทัศน์บางแห่งติดต่อขอสัมภาษณ์ แต่เมื่อถึงวันนัดหมาย กลับถูกระงับการบันทึกเทป

"บรรดาสื่อทั้งหลายเลยอยากจะรู้ว่าทำไมถึงปิดกั้น นี่เป็นที่มา หนังสือพิมพ์บางเล่มเล่นเรื่องธัมมนันทาอยู่เป็นเดือน ตอนนั้นบางสื่อเผยแพร่เสียงที่ไม่ยอมรับภิกษุณีซ้ำแล้วซ้ำอีก"

เหตุการณ์ที่ดูเหมือนว่า ประเทศไทยจะรู้จักภิกษุณีมากขึ้น คือ การบวชภิกษุณี 8 รูป ที่ จ. สงขลา เมื่อเดือน พ.ย. 2557 ซึ่งมีการนิมนต์พระจากศรีลงกามาบวชให้ แต่หลังจากนั้น ที่ประชุมกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ได้ออกมติในในเดือน ธ.ค. ว่าคณะสงฆ์ไทย ไม่รับรองการบวชภิกษุณี โดยประกาศให้การบวชดังกล่าวเป็นโมฆะ

มติที่ประชุมคณะสงฆ์ มส. อ้างถึงพระบัญชาของกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์พระสังฆราชเจ้าเมื่อปี 2471 เรื่องห้ามพระเณรไม่ให้บวชหญิงเป็นบรรพชิต ความว่า ผู้หญิงที่จะสามารถบวชเป็นสามเณรีหรือภิกษุณีตามพุทธานุญาต ต้องสำเร็จด้วยการบวชด้วยภิกษุณีฝ่ายหนึ่ง แต่ "ภิกษุณีหมดสาบสูญขาดเชื้อสายมานานแล้ว" ขณะที่ภิกษุสงฆ์เพียงฝ่ายเดียวก็ไม่สามารถบวชให้ผู้หญิงหรือเป็นอุปัชฌาย์ได้

ผลพวงหลังจากนั้น มส. ยังขอให้กระทรวงการต่างประเทศ งดตรวจลงตราวีซ่าให้กับภิกษุและภิกษุณีต่างชาติที่จะเข้ามาทำการอุปสมบทในไทย หากจะเดินทางเข้ามาต้องมีหนังสืออนุญาตจากองค์กรคณะสงฆ์ของไทย และมีหนังสือรับรองจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

เหตุผลของคณะสงฆ์ประการนี้ขัดกับการบวชเป็นภิกษุณีสายเถรวาทที่ศรีลังกา ซึ่งธัมมนันทาและภิกษุณีหลายรูปได้เดินทางไปอุปสมบทและกลับมาจำวัดในไทย

เมื่อผู้หญิงที่ปรารถนาเข้าถึงพระพุทธศาสนาด้วยการออกบวชรู้สึกว่าถูกกีดกันด้วยมติของ มส. เรื่องห้ามบวชภิกษุณีในประเทศไทย จึงมีการร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

กสม. มีความเห็นในปี 2558 ว่าคำสั่งตามมติขององค์กรคณะสงฆ์ ไม่สอดคล้องรัฐธรรมนูญ ไม่คุ้มครองเสรีภาพในการนับถือศาสนา และเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง หลังจากนั้นเรื่องราวของการบวชภิกษุณีก็เงียบหายไปในสังคม และไม่มีการตอบสนองใด ๆ เกิดขึ้นจากรัฐ

พุทธ (ไม่ใช่) สำหรับทุกคน

เมื่อการบวชในไทยไม่สามารถทำได้ด้วยเงื่อนไขที่คณะสงฆ์ไทยกำหนดไว้ข้างต้น ทำให้การเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ของผู้หญิงไทยแต่ละคนต้องใช้ต้นทุนสูงมากเพื่อให้พวกเธอสามารถอุปสมบทได้เหมือนพระสงฆ์ไทย

"แต่เดิมเราไม่มีพระภิกษุไทยบวชให้อยู่แล้ว เราถึงต้องออกไปที่ศรีลังกา เพราะฉะนั้นคนที่ไปบวชต้องมีภาษา ต้องมีเงิน ต้องมีคอนเน็คชั่น (สายสัมพันธ์) และถ้าไม่รู้ธรรมวินัยแล้วไปบวชอย่างไม่ถูกต้อง ก็จะทำให้การสืบสานภิกษุณียากขึ้นไปอีก"

การเดินทางไปบวชที่ศรีลังกา เบ็ดเสร็จแล้ว ต้องมีค่าใช้จ่ายราว 25,000 บาท กลายเป็นว่าการบวชแต่ละทีต้องมีทุนพอสมควร อีกทั้งขั้นตอนของการเดินทางนอกประเทศ เช่นการมีหนังสือเดินทาง การขอวีซ่า สำหรับบางคนแล้วเป็นเรื่องที่ทั้งชีวิตพวกเธอไม่เคยได้เจอมาก่อน

"หากพูดในฐานะของเรา ไม่ถึงกับยากลำบากจนกระทั่งทำไม่ได้ แต่สำหรับผู้หญิงบางคนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ สิ่งเหล่านี้มันไม่ควรเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ที่จะบวช" ธัมมนันทากล่าว

มีหรือไม่ความเสมอภาคในพุทธศาสนา

การอ้างว่าภิกษุณีขาดสูญไปแล้วในเมืองไทย และการที่ภิกษุสงฆ์บวชให้ผู้หญิงถือว่าผิดธรรมวินัย เป็นข้ออ้างอิงหลักของคณะสงฆ์ไทย ทว่าธัมมนันทาเห็นว่าไม่ควรจะคิดเช่นนั้น โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ภิกษุณีขาดสูญไปแล้ว และไม่สามารถกู้คืนภิกษุณีต่อไปได้ การรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ สามารถทำได้หากยังอยู่ธรรมวินัย

"ภิกษุสงฆ์ของไทย ใช้สิทธิอะไรที่จะบอกว่าทำไม่ได้ การทำอย่างนี้ขัดกับเจตจำนงของพระพุทธเจ้าที่ประดิษฐานพุทธบริษัท 4 เป็นฐานพระพุทธศาสนา มีหน้าที่ศึกษาปฏิบัติพระธรรมวินัยและจะต้องสืบสานศาสนา สิ่งที่เราทำคือการเติมเต็มพุทธบริษัท 4 เป็นการถวายสักการะบูชาแด่พระพุทธเจ้า"

ธัมมนันทากล่าวว่า แท้จริงแล้วแก่นแท้ของศาสนาพุทธเองไม่ได้มองว่าความเป็นหญิงเป็นชายแตกต่างกันในการเข้าถึงธรรมะของพระพุทธเจ้า แต่สังคมไทยเป็นสังคมที่อิงลำดับชั้นตามวัฒนธรรมพราหมณ์ นี่อาจเป็นเหตุหนึ่งที่อธิบายการไม่ยอมรับภิกษุณีของคณะสงฆ์ไทย

นอกจากนี้การบรรลุธรรมก็ไม่ได้ผูกขาดอยู่แค่กับการครองสมณเพศ หรือการเป็นหญิงชายแต่อย่างใด

"สมัยนี้ที่เขาพูดเรื่อง LGBTQ ศาสนาพุทธไปไกลมากกว่านั้น ศาสนาพุทธบอกว่าทุกคนมีศักยภาพที่จะบรรลุธรรมเหมือนกันหมด ไม่ได้เกี่ยงว่าคุณจะเป็นผู้หญิงผู้ชายเลย เพราะการบรรลุธรรมคือภาวะของจิต เมื่อพูดถึงภาวะของจิตมัน genderless (ไม่มีเพศ)" ธัมมนันทากล่าว "ทุกคนสามารถเจริญธรรมได้ ทุกคนสามารถบรรลุธรรมได้"

ธัมมนันทาบอกว่า ภารกิจสำคัญในวันนี้คือการสร้างสังฆะ หรือชุมชนของภิกษุณีให้สามารถสืบสานต่อไปได้

"อุปสรรคหรือข้อขัดข้องทั้งหลายที่เผชิญอยู่ พระอุปัชฌาย์ที่ศรีลังกาท่านบอกว่าแล้วมันก็จะเปลี่ยนไป ทุกอย่างเป็นอนิจจัง ถ้าเรายึดมั่นกับธรรมวินัย ตรงนี้จะตอบโจทย์สำคัญที่สุด"

ธัมมนันทาเห็นว่า ส่วนหนึ่งที่ยังไม่เห็นความก้าวหน้าของสถานะภิกษุณี เป็นเพราะคณะสงฆ์ไทยเห็นว่าไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้

"ถ้าคนที่มีสายตายาวจะต้องรู้ว่าการให้มีภิกษุณีถูกต้องตามพระธรรมวินัย ตามเจตนาของพระพุทธเจ้า เป็นความถูกต้องในการที่จะให้พุทธบริษัท 4 ขับเคลื่อนไปได้"

"ถ้าเขา (คณะสงฆ์) เข้าใจหลักคำสอนทางพุทธศาสนา สิ่งที่ธัมมนันทาทำจิ๊บจ๊อยมากเลย สิ่งที่หลวงแม่พยายามยืนหยัดคือทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ปรากฏในภาคปฏิบัติ"

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับภิกษุณีในไทย

  • ปัจจุบันมีภิกษุณีสงฆ์ (ภิกษุณี สิกขมานา และสามเณรี) ในไทยกว่า 280 รูป เป็นภิกษุณีราว 200 รูป จำวัดอยู่ทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เดินทางไปบวชที่ศรีลังกา
  • ภิกษุณีสงฆ์ในไทยไม่ได้รับสถานะนักบวช ยังใช้คำนำหน้าชื่อเป็นนางและนางสาว ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการติดต่อกับราชการ เช่น การขออนุญาตตั้งวัด หรือการได้สิทธิอื่น ๆ เหมือนพระสงฆ์ เช่น การลดค่าโดยสาร
  • วัดที่เป็นภิกษุณีอาราม ไม่สามารถจดตั้งวัดได้ สถานที่เหล่านี้จึงต้องเสียภาษีสิ่งปลูกสร้างและโรงเรือน ต่างจากวัดทั่วไป
  • ภิกษุณี ถือสิกขาบท 331 ข้อ ที่เพิ่มเติมจากของภิกษุเป็นข้อเกี่ยวกับอาบัติเบา ว่าด้วยกิริยามารยาท ความปลอดภัย การไม่อยู่ในที่ลับหูลับตา การไม่เดินทางแต่เพียงลำพัง
  • ทัศนะของ ดร. สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการด้านศาสนา อ้างอิงในหนังสือของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุว่า นิกายไม่ใช่ประเด็นตัดสินความเป็นหรือไม่เป็นภิกษุณี คณะสงฆ์ไทยไม่มีสิทธิตัดสินว่าไม่ใช่ภิกษุณีตามพุทธานุญาต การที่มีข้อเรียกร้องให้คณะสงฆ์ไทยยอมรับภิกษุณี เพราะภิกษุณีก็ต้องการพื้นที่ทางวัฒนธรรมศาสนาอย่างเท่าเทียมกับที่ภิกษุสงฆ์ได้รับ เช่น การได้รับความเคารพนับถือจากสังคม การมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการบริจาคปัจจัย 4 จากประชาชน โอกาสการเรียนรู้และปฏิบัติธรรมในวิถีชีวิตแบบพระ
  • หนึ่งในข่าวของภิกษุณีที่ปรากฏต่อสาธารณะ คือ เหตุการณ์ที่ภิกษุณีสงฆ์รวม 72 รูป ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าไปในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง เพื่อไปเจริญเมตตาธรรมถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยเจ้าหน้าที่แจ้งกับภิกษุณีบางกลุ่มว่าภิกษุณีไม่มีสถานะนักบวช ต้องไปต่อแถวของประชาชนทั่วไป และให้แต่งกายในชุดดำ

ภิกษุณีธัมมนันทา ติด 1 ใน 100 สตรีผู้เป็นแรงบันดาลใจและทรงอิทธิพลประจำปี 2019 ของบีบีซี