ซ้อมทรมาน : ผลสอบสวนกรณี "อับดุลเลาะ" หมดสติ-เสียชีวิต สร้างความคลางแคลงใจ

อับดุลเลาะ อีซอมูซอ

ที่มาของภาพ, TUWAEDANIYA MERINGING/AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, พิธีฝังศพอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคง ซึ่งเสียชีวิตหลังจากหมดสติระหว่างถูกควบคุมตัวที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร
    • Author, กุลธิดา สามะพุทธิ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ผู้แทนภาคประชาสังคมในคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยื่นจดหมายลาออกจากคณะกรรมการฯ โดยให้เหตุผลว่าการตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการซ้อมทรมานมีอุปสรรคและข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูล

น.ส.อัญชนา หีมมิหน๊ะ ผู้ก่อตั้งกลุ่มด้วยใจ ซึ่งเป็นผู้ที่รณรงค์เรียกร้องให้ยุติการซ้อมทรมานผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยื่นจดหมายลาออกจากคณะกรรมการฯ เมื่อวานนี้ (27 ส.ค. 2562) ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากคณะกรรมการฯ แถลงผลการสอบสวนกรณีการเสียชีวิตของนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ซึ่ง น.ส.อัญชนาตั้งข้อสังเกตว่ามีความน่าสงสัยบางประการ

คณะกรรมการฯ พบอะไรบ้าง ?

คณะกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยแม่ทัพภาคที่ 4 และมี พล.ต.ธิรา แดหวา ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้าเป็นประธาน และมีผู้แทนจากองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคประชาชนเป็นกรรมการ

หลังเกิดเหตุนายอับดุลเลาะหมดสติที่ศูนย์ซักถาม ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 21 ก.ค. โดยญาติสงสัยว่านายอับดุลเลาะถูกกระทำระหว่างถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้มอบหมายให้คณะกรรมการชุดนี้สอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

อับดุลเลาะ อีซอมูซอ

ที่มาของภาพ, TUWAEDANIYA MERINGING/AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ญาติตัดสินใจนำศพของนายอับดุลเลาะมาทำพิธีที่บ้านเกิดใน จ.ปัตตานี ทันทีหลังจากเสียชีวิตเมื่อ 25 ส.ค. โดยไม่ส่งผ่าศพชันสูตร เพราะเชื่อว่าถึงอย่างไรก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม

ทั้งนี้ นักสิทธิมนุษยชนและภาคประชาชนบางส่วนตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของคณะกรรมการฯ เพราะเห็นว่าเป็นชุดที่ "แต่งตั้งโดยทหารและมีทหารเป็นประธาน" แต่เนื่องจากมีตัวแทนภาคประชาสังคมและนักสิทธิมนุษยชนเป็นกรรมการอยู่ด้วย จึงยังให้น้ำหนักในการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้อยู่บ้าง

วันที่ 31 ก.ค. นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานี ในฐานะผู้แทนคณะกรรมการฯ ได้แถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนายอับดุลเลาะหมดสติระหว่างถูกควบคุมตัวเป็นครั้งแรก โดยระบุว่าจากการรวบรวมข้อมูลและสอบถามผู้เกี่ยวข้องทางการแพทย์และพยานบุคคลคณะกรรมการฯ เห็นว่า "การลื่นล้มหรือการเกิดอุบัติเหตุไม่น่าจะเป็นไปได้"

ส่วนอาการสมองบวมของนายอับดุลเลาะอาจเกิดขึ้นได้จาก 3 สาเหตุ คือ สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เกิดจากโรคหลอดเลือดโป่งพองหรือเกิดจากการขาดอากาศหายใจ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการ "ถูกผู้อื่นกระทำ" หรือ "หมดสติและมีภาวะปิดกั้นทางเดินหายใจ ไม่ได้รับการช่วยเหลือภายในระยะเวลาอันควร"

หลังจากนายอับดุลเลาะเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 ส.ค. คณะกรรมการฯ ได้แถลงข้อสรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริงอีกครั้งเมื่อวานนี้ (27 ส.ค.) มีประเด็นสำคัญคือ

  • การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ : พบว่าเจ้าหน้าที่ดำเนินการในด้านต่าง ๆ ถูกต้องตามขั้นตอนทุกประการ
  • สถานที่ซักถาม : เป็นไปตามมาตรฐาน มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดเรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่มีการส่งมอบและไม่สามารถใช้ได้ เนื่องจากสถานที่ซักถามเป็นอาคารใหม่ เพิ่งสร้างเสร็จและเปิดใช้งานเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา
  • สาเหตุของสมองขาดออกซิเจนและสมองบวม : คณะแพทย์ที่ให้การรักษาสรุปว่าสามารถเกิดขึ้นได้จาก 3 เหตุ คือ

1. การกระแทกอย่างรุนแรงจากภายนอก ส่งผลให้สมองได้รับการกระทบกระเทือน ซึ่งคณะแพทย์ได้ชันสูตรโดยละเอียดแล้วไม่พบรอยช้ำของเนื้อเยื่อใด ๆ และไม่พบกระดูกร้าวแตก อันจะเป็นหลักฐานแสดงร่องรอยการกระแทกจากภายนอก ทั้งจากกรณีที่มีวัตถุภายนอกมากระทำหรือจากอุบัติเหตุล้มแล้วไปกระแทกกับวัสดุแข็ง

2. การแตกของหลอดเลือดในสมองจากโรคหลอดเลือดโป่งพอง ซึ่งเป็นโรคที่จะไม่ปรากฏอาการใด ๆ และอาจไม่มีอาการนำ ทางคณะแพทย์พยายามวินิจฉัยให้ชัดเจนแต่ไม่สามารถยืนยันได้ อีกทั้งหลังเสียชีวิต แพทย์ไม่ได้รับอนุญาตให้ผ่าศพพิสูจน์ จึงไม่สามารถยืนยันการวินิจฉัยในประเด็นนี้ได้

3.การไม่มีออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในหลายกรณี ผู้ป่วยอาจถูกผู้อื่นกระทำ เช่นที่มีข้อสงสัยเรื่องการใช้ถุงคลุม การใช้ผ้าเปียกปิดหน้าแล้วเทน้ำใส่ หรือหมดสติและมีภาวะปิดกั้นทางเดินหายใจโดยไม่ได้รับการช่วยเหลือภายในระยะเวลาอันควร ซึ่งกรณีนี้แพทย์ให้ความเห็นว่า หากมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น จะต้องมีจุดที่เลือดออกบ้าง เช่น เยื่อบุหลอดเลือดแตกและมีเลือดออกที่ตา เหงือก ริมฝีปากคล้ำ ใบหน้าบวมคล้ำ ผู้ที่ขาดออกซิเจนจะแสดงเห็นได้ชัดเจนจากบริเวณริมฝีปาก ซึ่งในกรณีนายอับดุลเลาะไม่พบลักษณะดังกล่าว

  • คณะกรรมการเห็นว่า ควรให้การช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวนายอับดุลเลาะ เนื่องจากการเจ็บป่วยที่นำไปสู่การเสียชีวิตของนายอับดุลเลาะฯ เกิดขึ้นระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่รัฐ คณะกรรมการมีมติว่า ควรให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมตามความเหมาะสม

"อัญชนา" ลาออก

น.ส.อัญชนา นักสิทธิมนุษยชนที่รณรงค์เรื่องการยุติการซ้อมทรมานมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยถูกกองทัพฟ้องร้องดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทจากการนำเสนอรายงานเรื่องการซ้อมทรมานผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคง ได้ยื่นจดหมายลาออกจากคณะกรรมการไม่กี่ชั่วโมงหลังจากการแถลงข้อสรุปการสอบสวน

น.ส.อัญชนา ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตั้งแต่เดือน มี.ค. 2562 ระบุเหตุผลในจดหมายลาออกว่า "ข้าพเจ้าไม่มีศักยภาพและความสามารถเพียงพอในการทำงานนี้ และด้วยข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลในการทำงานและเวลาในการทำงาน ทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่"

อัญชนา หีมมิหน๊ะ นักสิทธิมนุษยชน

ที่มาของภาพ, วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์

คำบรรยายภาพ, อัญชนาบอกว่าเธอพบข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนเรื่องการซ้อมทรมาน

เธอให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยเพิ่มเติมว่า กระบวนการสอบสวนข้อร้องเรียนเรื่องการซ้อมทรมานในประเทศไทย ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เช่น ยังขาดผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา อีกทั้งยังมีข้อจำกัดเรื่องการเข้าถึงข้อมูลของหน่วยงานรัฐ

การสอบสวนควรจะเป็นไปเพื่อหาความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิตและครอบครัว ไม่ใช่เป็นไปเพื่อการปกป้องใครหรือหน่วยงานใด เธอระบุ

"ที่สำคัญ เราควรจะให้ความสำคัญกับการหาข้อเท็จจริงว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้อับดุลเลาะหมดสติ มากกว่าจะไปหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตซึ่งเป็นปลายเหตุ" น.ส.อัญชนากล่าว

นอกจากนี้เธอยังตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดข้อมูลที่แพทย์ให้กับคณะกรรมการจึงแตกต่างไปจากครั้งแรก ซึ่งบอกว่าไม่สามารถระบุถึงสาเหตุของสมองขาดออกซิเจนได้ แต่ในการให้ข้อมูลกับคณะกรรมการครั้งที่ 2 แพทย์กลับให้ความเห็นในทำนองว่าการไม่มีออกซิเจนไปเลี้ยงสมองทำใหไม่น่าเกิดจากการถูกผู้อื่นกระทำ

ปฏิกิริยาต่อผลการสอบสวนของคณะกรรมการฯ

น.ส.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช นักวิจัยอิสระด้านการจัดการความขัดแย้งตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการว่า

"ปัญหาใหญ่ของคณะกรรมการคือการถูกตั้งโดยกองทัพ จึงมีปัญหาเรื่องความเป็นอิสระตั้งแต่ต้นแล้ว กระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงไม่มีความชัดเจนว่ามีวิธีการอย่างไร ได้สัมภาษณ์ใครบ้าง และมาสู่ข้อสรุปนี้ได้อย่างไร เมื่อที่มาและกระบวนการไม่มีความน่าเชื่อถือ ผลสรุปจึงถูกสังคมตั้งคำถามว่าจะเป็นการฟอกขาวกองทัพหรือไม่ สังคมไทยไม่ควรจะปล่อยให้เรื่องนี้จบด้วยการเยียวยาด้วยตัวเงินเพียงอย่างเดียว หากการเสียชีวิตเกิดจากใช้วิธีที่ผิด ๆ ของเจ้าหน้าที่ ก็ควรมีการสอบสวนและนำไปสู่การลงโทษ รวมถึงปรับปรุงกระบวนการซักถามทั้งระบบให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้"

อับดุลเลาะ อีซอมูซอ

ที่มาของภาพ, TUWAEDANIYA MERINGING/AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, มารดาของนายอับดุลเลาะอยู่ในอาการเศร้าโศกหลังจากลูกชายเสียชีวิต เธอเป็นผู้พิการทางการสื่อสารและมีอับดุลเลาะเป็นคนดูแลมาตลอด

ขณะที่ ดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งติดตามกรณีการซ้อมทรมานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นต่อข้อสรุปของคณะกรรมการฯ ว่าดูเหมือนให้น้ำหนักกับการที่นายอับดุลเลาะป่วยเป็นโรคสมองอักเสบจนทำให้เส้นเลือดในสมองแตกมากกว่าถูกกระทำ

"คณะกรรมการที่มานั่งแถลงข่าวเกือบทั้งหมดเป็นภาคประชาสังคมและผู้นำทางศาสนา นี่คือ การเอาภาคประชาสังคมและผู้นำศาสนามาสร้างความชอบธรรมให้แก่กองทัพหรือไม่? " ดร.ชลิตาตั้งคำถาม