ขอวีซ่าสหรัฐฯ : สถานทูตอเมริกาเตือน "ไม่เปิดเผยโซเชียลมีเดีย อาจมีผลต่อการขอวีซ่า"

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, สมิตานัน หยงสตาร์
- Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซีไทย
นายทิมโมธี เอ็ม. แชลเรอร์ กงสุลใหญ่ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ยืนยันการขอข้อมูลโซเชียลมีเดียของผู้ยื่นคำร้องขอวีซ่าเข้าสหรัฐอเมริกา "ไม่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล" เพราะเป็นข้อมูลที่อยู่ในสาธารณะ และยอมรับ "ถ้าไม่เปิดเผยอาจจะมีผลต่อการขอวีซ่า"
นายทิมโมธีให้สัมภาษณ์พิเศษ บีบีซีไทย ตอบข้อสงสัยและข้อกังวลเกี่ยวกับระเบียบใหม่ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ให้ผู้ยื่นคำร้องเปิดเผยบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดีย เบอร์โทรศัพท์และอีเมลที่เคยใช้งานย้อนหลัง 5 ปี
มาตรการตรวจสอบบัญชีโซเชียลมีเดียคืออะไร
นี่เป็นมาตรการใหม่ที่มีผลบังคับใช้ทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะแต่ในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 3 มิ.ย.2562 เราเพิ่มคำถามในใบคำร้องขอวีซ่า ซึ่งเราจะสอบถามผู้ขอวีซ่าเกือบทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ขอวีซ่านักท่องเที่ยว วีซ่าชั่วคราว วีซ่านักศึกษาหรือวีซ่าถาวรสำหรับคนที่จะไปอยู่อเมริกาแบบถาวร ทุกคนจะต้องตอบคำถามเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งเท่าที่เรารวบรวมได้ในขณะนี้มีอยู่ประมาณ 20 แพลตฟอร์ม สำหรับคนไทยที่ใช้กันเยอะก็จะมีเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์
ทุกวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกออนไลน์ โซเชียลมีเดียจึงเป็นที่หนึ่งที่เราจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ยื่นคำร้อง
ข้อมูลที่เราขอให้เปิดเผยคือบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดีย ที่เคยใช้ 5 ปีย้อนหลัง ถ้าไม่เคยใช้เลยก็ไม่ต้องให้ข้อมูลตัวนี้ ซึ่งเราจะมีช่องให้ระบุว่า "ไม่เคยใช้โซเชียลมีเดีย" เราขอให้คุณเปิดเผยชื่อที่ใช้ในโซเชียลมีเดียนั้น แต่ไม่ได้ขอให้คุณเปิดเผยรหัสผ่านกับเรานะครับ เราแค่ต้องการดูเนื้อหาที่ตั้งค่าเป็นสาธารณะเท่านั้น
ผมขอย้ำอีกครั้งว่ามาตรการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาความปลอดภัยของประเทศสหรัฐฯ แต่เราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้ขอวีซ่านักการเมือง แต่มาตรการนี้จะไม่มีผลย้อนหลัง คนไทยที่มีวีซ่าสหรัฐฯ อยู่แล้วสบายใจได้

ที่มาของภาพ, BBC THAI
มาตรการนี้สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่
การขอข้อมูลเกี่ยวกับโซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิบุคคลนะครับ เพราะเป็นข้อมูลที่อยู่ในสาธารณะอยู่แล้ว แล้วเราก็มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลที่เข้มงวดมากภายใต้กฎหมายของสหรัฐฯ
ทำไมจึงเลือกใช้บัญชีโซเชียลมีเดียในการตรวจสอบการก่อการร้าย
เราจะเห็นว่าผู้ก่อการร้ายส่วนมากจะสื่อสารกันผ่านทางโซเชียลมีเดีย และก็มีการสนับสนุนทางโซเชียลมีเดียด้วย ยุคนี้เป็นยุคออนไลน์
ผู้ยื่นคำร้องเลือกที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลได้ไหม
ถ้าผู้ยื่นคำร้องเล่นโซเชียลมีเดียเราจะขอให้เปิดเผย ถ้าไม่เปิดเผยอาจจะมีผลต่อการขอวีซ่า พูดตรง ๆ นะครับ และเราขอแนะนำให้ผู้ยื่นคำร้องขอวีซ่าทุกคนตอบตามความจริงด้วย
มีหลายคนกังวลว่าข้อมูลที่ให้ไปจะถูกนำไปใช้อย่างอื่นที่นอกเหนือจากการขอวีซ่า
ยืนยันได้นะครับว่าข้อมูลที่เราได้รับจะถือเป็นความลับและได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดี และฐานข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก็ไม่เคยมีประวัติถูกแฮ็คมาก่อน เราจะคุ้มครองข้อมูลแบบเข้มงวดมาก
ข้อมูลโซเชียลมีเดียของผู้ยื่นคำร้องขอวีซ่าจะถูกนำไปใช้ในหน่วยงานอื่นของรัฐบาลสหรัฐฯ หรือไม่
อันนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยของสหรัฐฯ จึงไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ แต่ผมยืนยันได้ว่าเราจะไม่นำข้อมูลไปใช้ในแบบที่ไม่เหมาะสม หรือนำข้อมูลไปขาย รับรองได้ครับว่าเราจะเก็บข้อมูลนี้ไว้เพื่อพิจารณาว่าจะออกวีซ่าหรือไม่เท่านั้น

ที่มาของภาพ, AFP
เนื้อหาที่โพสต์ในโซเชียลมีเดียจะมีผลต่อการพิจารณาให้วีซ่าหรือไม่
เราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับความคิดเห็นทางการเมืองของผู้ยื่นคำร้อง คนที่มีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกับสหรัฐฯ นี่ไม่เป็นไรนะครับ ไม่มีผลต่อการพิจารณาวีซ่าเลยนะครับ เพราะว่าทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการพูดคุยในพื้นที่สาธารณะ เราจะเน้นเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการรักษาความปลอดภัยของประเทศชาติครับ
ขอบเขตของการตรวจสอบเนื้อหาในโซเชียลมีเดีย
ประเด็นนี้ไม่ขอตอบโดยตรงนะครับ เพราะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยของประเทศ
นักเคลื่อนไหวทางการเมืองจะถูกจับตาเป็นพิเศษหรือไม่
ด้านการเมืองไม่เกี่ยวกับการขอวีซ่าเลย เราไม่ได้สนใจเรื่องความคิดเห็นทางการเมือง มีเพียงแค่กลุ่มที่อาจมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนความวุ่นวาย และกิจกรรมที่อาจจะมีผลกระทบต่อการรักษาความปลอดภัยของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นจุดประสงค์ของการข้อมูลโซเชียลมีเดียเพิ่มเติมในคำร้องขอวีซ่า
ใครที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้มากที่สุด
กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบหลักเป็นคนที่อาจจะมีกิจกรรมออนไลน์ที่เกี่ยวกับการก่อความวุ่นวายและการก่อการร้าย ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นเป้าหมายของมาตรการใหม่นี้

ที่มาของภาพ, Getty Images
โดยปกติแล้วการของวีซ่าจะพิจารณาอะไรบ้าง
มีหลายข้อที่เราจะพิจารณา เรื่องหลักคือ ความสามารถของผู้ขอวีซ่าที่จะแสดงให้เห็นถึงความผูกพันที่มั่นคงต่อประเทศถิ่นฐาน คนไทยที่ถูกปฏิเสธวีซ่าส่วนมากจะเป็นผลมาจากข้อนี้ ประเด็นอื่นๆ ที่พิจารณาคือเรื่องเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยของประเทศ นอกจากนี้ผู้ที่มีประวัติคดีร้ายแรงก็อาจมีผลต่อการพิจารณาให้วีซ่าด้วย
ในอนาคตสหรัฐจะมีมาตรการที่คล้ายคลึงกันอีกหรือไม่
น่าจะมีนะครับ เพราะว่าเราจะปรับปรุงระบบการขอวีซ่าอยู่เรื่อย ๆ เพื่อให้ระบบของเราเข้มแข็ง เพราะนี่เป็นการรักษาความปลอดภัยของชาวอเมริกันและคนไทยที่อยู่ในสหรัฐฯ ด้วย มีผลประโยชน์มากนะครับ











