Exclusive: พี่ชายเหยื่อ บอส อยู่วิทยา "ครอบครัวไม่หวังมีอภินิหารทางกฎหมาย"

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
ศาลอนุมัติออกหมายจับ บอส-วรยุทธ อยู่วิทยา แล้ว ด้านพี่ชายเหยื่อเผย "ครอบครัวไม่หวังมีอภินิหารทางกฎหมาย"
วันนี้ (28 เม.ย.) ศาลอาญากรุงเทพใต้อนุมัติหมายจับนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ทายาทผู้ก่อตั้งเครื่องดื่มชูกำลังชื่อดัง ใน 2 ข้อหาคือ ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และข้อหาไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร โดยหมายจับเลขที่ จ.138/2560 นี้ จะมีอายุความ 15 ปี นับตั้งแต่ 3 ก.ย.2555 - 3 ก.ย.2570
นายวรยุทธตกเป็นผู้ต้องหาคดีขับรถหรูชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผู้บังคับหมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 ก.ย.2555 และไม่มายอมมาพบพนักงานอัยการตามนัดหมาย เวลา 16.00 น. วานนี้ (27 เม.ย.)ทำให้อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้มีหนังสือถึงพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ให้รวบรวมสำนวนเพื่อขอศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหา
สถานะของนายวรยุทธขณะนี้จึงเป็น "ผู้ต้องหาหนีหมายจับของศาล"

ที่มาของภาพ, JEROME TAYLOR/AFP/GETTY IMAGES
พ.ต.อ.ขจรพงศ์ จิตต์ภาคภูมิ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ เปิดเผยว่า ได้นำประกาศจับนายวรยุทธขึ้นสู่ระบบทะเบียนแล้ว และจะเร่งติดตามตัวผู้ต้องหาเพื่อนำตัวมาส่งฟ้องก่อนคดีหมดอายุความต่อไป ทั้งนี้ข้อหาไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร จะขาดอายุความในวันที่ 3 ก.ย.2560 นี้
สำหรับขั้นตอนการดำเนินการหลังจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหน้าที่ติดตามตัวนายวรยุทธมาดำเนินคดี โดยต้องสืบหาแหล่งที่อยู่ในต่างประเทศ และทำงานประสานกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) และตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) ขณะที่อัยการจะเป็นผู้ประสานงานกับประเทศที่คนร้ายมีหมายจับ เพื่อขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป ซึ่งหากเป็นประเทศอังกฤษตามที่สื่อต่างประเทศรายงานข่าว ก็มีสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนอยู่แล้ว

ครอบครัวผู้สูญเสียไม่หวังมีอภินิหารทางกฎหมาย
นอกจากภารกิจเร่งแกะรอยเพื่อตามหาตัวนายวรยุทธในต่างประเทศ ความเคลื่อนไหวของฝ่ายผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ยังเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนหลายสำนัก ในช่วง 2 วันมานี้ ทั้งพี่ชายและพี่สะใภ้ของ "นายดาบผู้ล่วงลับ" ต้องรับสายโทรศัพท์สื่อมวลชนวันละหลายสิบสำนัก
แม้ไปทำงานรับจ้างอยู่ที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี แต่นายพรอนันต์ กลั่นประเสริฐ วัย 59 ปี พี่ชายดาบตำรวจวิเชียร ก็ติดตามข่าวสารการเบี้ยวนัดอัยการ จนนำไปสู่การออกหมายจับนายวรยุทธตลอดเวลา ทุกอย่างเป็นไปตามคำทำนายของเขาที่เคยพูดไว้ ตั้งแต่เห็นสื่อต่างประเทศรายงานข่าวว่านายวรยุทธใช้ชีวิตสุขสบายในประเทศอังกฤษ
"ผมเดาไม่ผิดหรอก ผมไม่คิดว่าจะเห็นเขาไปพบอัยการ หรือไปขึ้นศาล คิดว่าเขาคงไม่กล้าเผชิญหน้ากับสังคม" นายพรอนันต์กล่าวกับบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, Getty Images
สภาวะเช่นนี้ไม่ต่างจากสิ่งที่นายวรยุทธปฏิบัติกับครอบครัวกลั่นประเสริฐ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่กลางถนนสุขุมวิท คือไม่กล้าเผชิญหน้ากับฝ่ายผู้เสียหาย "เราไม่เคยพบหน้าเขาเลย แต่มีสื่อจับภาพได้ว่าเขาแอบมาเคารพศพวิเชียรที่วัดตอนดึก เมื่อศาลาไม่มีคนในครอบครัวเราเหลืออยู่แล้ว"
สิ่งที่ครอบครัวผู้สูญเสียต้องการฝากบอกไปถึงนายวรยุทธคือ "หากเลือกจะหนี ต้องหนีตลอดไปอีก 15 ปี จนคดีขาดอายุความ เมื่อถึงตอนนั้นนายวรยุทธก็จะกลายเป็นคนวัยกว่า 40 ปีแล้ว"
ไม่ว่าการ "หนี" เป็นการตัดสินใจส่วนตัวของผู้ต้องหาเอง หรือทำตามคำแนะนำทนาย นี่ถือเป็นการ "ตัดสินใจผิดอย่างยิ่ง" ตามทัศนะของนายพรอนันต์ เพราะหากนายวรยุทธมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องติดคุก ศาลอาจเมตตาให้รอลงอาญา ซึ่งในอดีตมีบรรทัดฐานการตัดสินคดีขับรถชนคนตายหลายคดีดังมาแล้ว อีกทั้งผู้กระทำผิดก็ได้ช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียมาแล้ว
ประเด็นนี้เองที่ทำให้นายพรอนันต์ไม่อาจให้ความเห็นได้อย่างเต็มปาก เนื่องจากยอมรับเงื่อนไขการไกล่เกลี่ยจากตระกูลอยู่วิทยา เป็นเงิน 3 ล้านบาท แลกกับการยุติการฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและอาญา ตั้งแต่ปี 2555
"เราไม่ใช่ทายาทโดยตรง วิเชียรเขาไม่มีลูก พ่อแม่ก็ไม่อยู่แล้ว ถ้ามีทายาทโดยตรง เราอาจตัดสินใจอีกอย่าง ต้องต่อสู้คดีอย่างถึงที่สุด แต่นี่เราเป็นแค่พี่น้อง จึงไม่อยากค้าความ เพราะต้องเสียค่าจ้างทนาย ต้องไปขึ้นศาลโดยไม่รู้ว่ากี่ปีถึงจะได้รับเงินช่วยเหลือ เราต้องทำมาหากิน ไม่มีเวลาขนาดนั้น แต่อยากให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ต้องทำคดีกันต่อไป" พี่ชายนายดาบตำรวจระบุ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ถึงวันนี้ครอบครัวกลั่นประเสริฐไม่คาดหวังจะมี "อภินิหารทางกฎหมาย" กับผู้ต้องหาที่เป็นทั้งคนดังและคนมีฐานะ เพียงแต่ขอให้ทุกอย่างดำเนินไปตามมาตรฐานเดียวกันทั้งสังคม
"ครอบครัวเราอโหสิกรรมให้เขานานแล้ว แต่อยากตั้งคำถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่ากระบวนการยุติธรรมล้มเหลวหรือไม่ ทำไมเขาขอเลื่อนนัดได้หลายครั้ง ทำให้สังคมคิดได้ว่าเจ้าหน้าที่เหมือนต้องการช่วยเหลือประวิงเวลาให้คดีล่าช้าหรือไม่ ในที่สุดก็มีบางคดีขาดอายุความไป เราไม่อยากให้เกิดความรู้สึกเปรียบเทียบ แล้วแบ่งแยกในสังคมว่าคนรวยคนมีชื่อเสียงได้รับข้อยกเว้นเวลากระทำความผิด ส่วนคนจนต้องติดคุก เพราะนั่นคือ 2 มาตรฐาน"
"วันนี้เราไม่ได้ต้องการอะไร นอกจากเห็นความยุติธรรม" พี่ชายนายดาบตำรวจผู้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ กล่าวทิ้งท้าย

ส่งผู้ร้ายข้ามแดน เริ่มต้นด้วย "หมายจับ"
การขอ "ส่งผู้ร้ายข้ามแดน" ตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 สามารถแบ่งได้ 2 ส่วน คือ กับประเทศที่มีสนธิสัญญา และกับประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญา
สำหรับอังกฤษซึ่งเชื่อว่าเป็นที่พำนักของนายวรยุทธในปัจจุบัน ไทยเซ็นได้สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนไว้ตั้งแต่ปี 2454 ตั้งแต่ยังใช้ชื่อประเทศว่า "สยาม"
นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัด ประจำสำนักงานอัยการสูงสุด เคยอธิบายไว้ว่า การขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะต้องเข้าองค์ประกอบกฎหมาย 2 ข้อ 1.เป็นความผิดอาญาตามกฎหมายของทั้งสองประเทศ และ 2.ความผิดนั้นต้องมีระวางโทษจำคุกหนึ่งปีขึ้นไป
"ซึ่งความผิดฐานฆ่าคนตายโดยประมาท เข้าองค์ประกอบทั้ง 2 ข้อ จึงสามารถขอส่งตัวนายวรยุทธเป็นผู้ร้ายข้ามแดนได้ภายในอายุความ" นายธนกฤตกล่าว

ที่มาของภาพ, PORNCHAI KITTIWONGSAKUL/AFP/Getty Images
ทั้งนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะประกอบด้วย 3 หน่วยงาน คือ "อัยการสูงสุด-กระทรวงการต่างประเทศ-สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" โดยจะต้องเริ่มต้นกระบวนการ ด้วยการขอให้ศาลออก "หมายจับ"
อุปสรรคสำคัญในการขนส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็คือ กรณีผู้ถูกขอให้ส่งตัวไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เดินทางไป ๆ มา ๆ ในหลายประเทศ ทำให้ไม่รู้ว่าจะร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศใดดี
ในปัจจุบัน ไทยมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับ 11 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ เบลเยียม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สหรัฐอเมริกา จีน กัมพูชา บังกลาเทศ เกาหลีใต้ ลาว และอินเดีย แต่กรณีประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญาก็สามารถใช้ช่องทางทางการทูตเพื่อขอความร่วมมือแทนได้








