You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เงินเฟ้อ บาทอ่อน กับเหตุผลที่เศรษฐกิจไทยยังไม่อ่อนแรงเหมือนศรีลังกา
แม้เศรษฐกิจของไทยและศรีลังกา "ใกล้เคียงกันในเชิงแน้วโน้ม" ทว่า ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส จากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ อีไอซี กล่าวอย่างชัดเจนว่าเรา "ยังห่างจากวิกฤตครั้งนี้อยู่มาก"
ก่อนจะอธิบายว่าเหตุใดคนไทยยังคงสบายใจได้ว่าเศรษฐกิจของประเทศยังคงเข้มแข็งอยู่ เราจำเป็นต้องเข้าใจทิศทางที่ทั้งสองชาติต้องเผชิญเหมือน ๆ กันก่อน
เน้นท่องเที่ยวและเงินอ่อนค่า
ทั้งไทยและศรีลังกาต่างก็เป็นประเทศที่พึ่งพิงรายได้จากการท่องเที่ยวไม่ต่างกัน ในปี 2562 ไทยมีสัดส่วนรายได้จากท่องเที่ยวสูงถึง 16% ของจีดีพี ขณะที่ตัวเลขของศรีลังกาคือ 12.6% ในปีเดียวกัน
วิกฤตโรคระบาดทำให้ทั้งสองประเทศประสบปัญหาอย่างหนัก ทว่าเมื่อสถานการณ์ทั่วโลกเริ่มดีแล้ว เศรษฐกิจของทั้งไทยและศรีลังกาก็ยังไม่ฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็วเทียบเท่าประเทศในฝั่งตะวันตก
ขณะที่เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศกำลังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้น สงครามในยูเครนส่งให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งไทยและศรีลังกาซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันจึงต้องแบกภาระต้นทุนการทำธุรกิจที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าทะยานขึ้นมาก
อัตราเงินเฟ้อของศรีลังกาเพิ่มขึ้นถึง 30% ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) ขณะที่ตัวเลขในเดือน มี.ค.อยู่ที่ราว 19% YoY ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นที่พุ่งขึ้นเช่นนี้ทำให้ประชาชนของศรีลังกาจำนวนมากต้องอยู่อย่างปราศจากกระแสไฟฟ้า
ทิศทางอัตราเงินเฟ้อของไทยเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันแม้จะไม่รุนแรงเทียบเท่า ตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดของไทยประจำเดือน มิ.ย.2565 อยู่ที่ 7.66%
สิ่งที่เหมือนกันอีกประการของทั้งสองประเทศคือการอ่อนค่าของทั้งสกุลเงินบาทและรูปีศรีลังกา บาทไทยอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 36.9 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ณ 21 ก.ค. ย้อนกลับไปในเดือน ม.ค. 2564 บาทเคยแข็งค่าสูงถึง 29.8 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ
ในมิติที่คล้ายคลึงกัน รูปีศรีลังกาเคยอยู่ในระดับ 185 รูปีศรีลังกา ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ช่วง ธ.ค. 2563 ขณะที่ตัวเลขปัจจุบัน พุ่งมาอยู่ที่ 360 รูปีศรีลังกา ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ หมายความว่าหากคุณถือเงินรูปีศรีลังกาอยู่ มูลค่าเงินนั้นหายไปถึงครึ่งหนึ่ง
เงินทุนสำรองฯ คือเกราะกำบัง
เมื่อทราบสิ่งที่เหมือนกันแล้ว อะไรคือความแตกต่างระหว่างไทยกับศรีลังกา…
คำตอบที่เราได้จาก ดร.ปุณยวัจน์ คือระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศซึ่งเชื่อมโยงกับสัดส่วนหนี้ระยะสั้นหรือหนี้ที่มีกำหนดชำระภายใน 1 ปี
สำหรับประเด็นสินทรัพย์ระหว่างประเทศซึ่งเป็นส่วนหนึ่งและเป็นส่วนใหญ่ของเงินสำรองระหว่างประเทศรวม (แต่ตัดส่วนประกอบย่อยอื่น ๆ อาทิ ทองคำ สิทธิพิเศษถอนเงิน และสินทรัพย์ส่งสมทบกองทุนการเงินระหว่างประเทศและเงินให้กู้แก่กองทุนฯ ออก) ตัวเลขของไทยลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 2.01 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากที่เคยขึ้นไปสูงสุดราว ๆ 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ เดือน ธ.ค. 2563
แม้มีทิศทางที่ลดลง "แต่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยยังถือว่าเยอะอยู่มาก…มากกว่ามูลค่านำเข้าเฉลี่ย 12 เดือนย้อนหลังถึงราว 8 เท่า" ดร.ปุณยวัจน์ กล่าว
ด้านศรีลังกา ในแถลงการณ์ล่าสุดจากธนาคารกลางของประเทศระบุว่า "เงินสำรองระหว่างประเทศรวม ณ สิ้นเดือน มิ.ย.2565 ตามประมาณการอยู่ที่ 1,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ"
ขณะที่หนี้ระยะสั้นต่างประเทศของไทย ณ สิ้นปี 2564 อยู่ที่ราว 30% ของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเท่านั้น "ยังอยู่ต่ำกว่าวิกฤตครั้งที่ผ่าน ๆ มา อยู่มาก" เมื่อเทียบกับสมัย "ฟองสบู่แตก" ในปี 2540
ช่วงระหว่างปี 2538, 2539 และ 2540 ที่ไทยเผชิญหน้ากับวิกฤตการเงินเอเชียนั้น ระดับหนี้ต่างประเทศระยะสั้นของไทยอยู่ที่ 119.4%, 123.5% และ 140.7% ของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ
เมื่อเปรียบเทียบกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของศรีลังกาออกมาแถลงเมื่อ 12 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลจะระงับการจ่ายหนี้ต่างประเทศหลายหมวดหมู่ซึ่งรวมถึงตราสารหนี้ที่ออกโดยตลาดทุนระหว่างประเทศรวมไปถึงสัญญากู้ยืมที่ใช้สกุลเงินต่างประเทศเป็นหลัก
จะเห็นได้ว่าความแข็งแกร่งทางการเงินของไทยดีกว่าศรีลังกาอยู่มาก หากไปดูการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทฟิทช์ เรตติ้ง ในอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศของรัฐบาล (Foreign Currency Long-Term Issuer Default Rating) ระดับล่าสุดของไทย ณ วันที่ 21 มิ.ย.อยู่ที่ BBB+ พร้อมกับสถานะ "มีเสถียรภาพ"
ด้านศรีลังกาถูกลดอันดับจากระดับ C ในเดือน เม.ย.ลงอยู่ที่ระดับ RD หรือการผิดนัดชำระหนี้ในวงแคบ ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา RD ซึ่งเป็นระดับที่ดีกว่าระดับสุดท้ายอย่าง D ที่หมายถึงภาวะการยื่นล้มละลาย
ดร.ปุณยวัจน์ เสริมต่อในประเด็นหนี้สาธารณะว่าถึงแม้ตัวเลขจะดูเพิ่มขึ้น โดยตัวเลขล่าสุดจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะประจำเดือน พ.ค.2022 อยู่ที่ 60.87% ต่อจีดีพี แต่ฟากการผลิตในประเทศไทยยังแข็งแกร่งอยู่ เช่นเดียวกับภาคการส่งออก
"แตกต่างกัน…ศรีลังกาส่งออกก็ไม่เข้มแข็ง การผลิตในประเทศก็ค่อนข้างอ่อนแอ"
"ยังค่อนข้างห่างไกลกับวิกฤตที่เกิดขึ้นในศรีลังกา แต่ประมาทไม่ได้ ที่พูดมาไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงจะไม่มีเลย" ดร.ปุณยวัจน์ ทิ้งท้าย
เงินสำรองฯ คืออะไร
จริง ๆ แล้วธนาคารกลางของหลายประเทศทั่วโลกมีการเก็บเงินสำรองระหว่างประเทศมานานแล้ว แต่เป็นในรูปแบบของทองคำอย่างเดียว
ส่วนเงินสำรองระหว่างประเทศแบบที่เข้าใจกันในปัจจุบันซึ่งประกอบด้วยทองคำ สิทธิพิเศษถอนเงิน (Special Drawing Rights: SDR) สินทรัพย์ส่งสมทบกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และสินทรัพย์ในรูปเงินตราต่างประเทศ มาเริ่มจริง ๆ หลังเกิดวิกฤตการเงินเอเชียในปี 2540
คำอธิบายจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า "เงินสํารองฯ…สามารถนําไปใช้แทรกแซงเพื่อดูแลค่าเงินบาทในภาวะที่ตลาดการเงินมีความผันผวนสูงและการเปลี่ยนแปลงอยางรุนแรงของค่าเงินอาจส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงได้"
ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์การลงทุน บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) เผยกับบีบีซีไทยว่า ในภาวะที่เงินบาทเป็นเช่นนี้ "ปกติแบงก์ชาติต้องเข้ามาช่วย ก็คือขายเงินสำรองต่างประเทศเพื่อให้เงินบาทไม่อ่อนค่ามากเกินไป"
ทว่าแม้จะธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีการขายสำรองฯ ออกไป แต่ก็ไม่นับว่าเยอะมากนัก โดยสาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ดร.จิตติพล วิเคราะห์ว่าเป็นที่ "ความกลัว"
"ความเชื่อมั่นรัฐบาล ความเชื่อมั่นเรื่องการเมืองคือน้อยมาก เลยกลายเป็นว่าเราขาย[เงินสำรองฯ]ไม่ได้อีก ไม่กล้าขายอีก ถ้าเงินสำรองฯ ลดแสนล้าน คราวนี้โดนจั่วหัวอีกว่า ไทยสู้เงินบาท กลัวแพ้อีก ไปเป็นต้มยำกุ้งใหม่"
ทว่าเมื่อกลับมามองเม็ดเงินที่ไทยถืออยู่อย่างที่กล่าวไปข้างต้นคือราวสองแสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และยังคิดเป็น 8 เท่า ของมูลค่าการนำเข้าเฉลี่ยสิบสองเดือน ดร.จิตติพล ชี้ว่า จริง ๆ แล้วไม่เป็นอะไร อีกทั้ง เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ "เกิดมาเพื่อสู้อันนี้แหละ"
นายกฯ ว่าอย่างไร
"ประเทศไทยไม่เกิดเหตุการณ์อย่าศรีลังกาแน่นอน" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวเมื่อช่วงค่ำของ 21 ก.ค. วันที่ 3 ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีก 10 คน
เขาใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ชี้แจงข้อกล่าวหาต่าง ๆ ในเรื่องการไม่แก้ปัญหาของประเทศ ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวที่ลดลง ปัญหาโควิด ไปจนถึงหนี้ครัวเรือน และหนี้สาธารณะ รวมทั้งปัญหาค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงไปมากเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ และยืนยันว่าประเทศไทยไม่ได้ป่วยรั้งท้ายในอาเซียน
นายกฯ กล่าวว่า ขนาดเศรษฐกิจของไทยเมื่อเทียบกับอาเซียนมีขนาดใหญ่เป็นที่ 2 และรายได้ต่อหัวอยู่อันดับที่ 4 แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ดีด้วยความร่วมมือของทุกหน่วยงาน ส่วนแนวโน้มทั้งปีตามการประเมินของ IMF คาดว่าในปี 2565 เศรษฐกิจไทยจะโต 3.3% ขณะที่อัตราการว่างงานก็ยังต่ำสุดในอาเซียน เป็นการบริหารเศรษฐกิจที่สมดุล และขอยืนยันว่าประเทศไทยจะไม่เกิดเหตุการณ์เหมือนในศรีลังกาแน่นอน ส่วนเงินสำรองระหว่างประเทศก็ยังอยู่ในระดับที่สูง และมีหนี้ต่างประเทศต่ำ สามารถรองรับความผันผวนได้ พร้อมทั้งหาทางดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศ
รอยเตอร์ รายงานว่า ค่าเงินบาทวันนี้อยู่ที่ 36.765 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ถือว่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2549 ซึ่งนักค้าเงินตราต่างประเทศบอกว่า เป็นเพราะ ธนาคารกลางของไทยยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามสหรัฐอเเมริกา และประเทศเพื่อนบ้าน จึงทำให้อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในเรื่องนี้ว่า บาทอ่อนไม่ใช่เพราะรัฐบาลบริหารประเทศไม่ดี แต่มาจากการที่สหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปหลายครั้ง หากไทยไม่ทำตาม บาทก็จะอ่อนต่อ และทำให้ต้องนำเข้าน้ำมันในราคาที่แพงขึ้น
รอยเตอร์รายงานว่า ค่าเงินบาทอ่อนค่าไปแล้ว 9.18% เมื่อเทียบกับราคา ณ สิ้นปี 2564 ที่อยู่ที่ 33.39 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ