ไรเดอร์ : ฟู้ดเดลิเวอรี่ไทย มากผู้เล่น เจ็บถ้วนหน้า ลูกค้าได้ (บ้าง)

ไรเดอร์

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษ บีบีซีไทย

ช่วงของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 หลายธุรกิจพากันปิดกิจการ เลิกจ้าง หรือปรับลดพนักงาน ธุรกิจส่งอาหารถึงที่ หรือ Food Delivery คืออุตสาหกรรมซึ่งถูกรางวัลก้อนโต

การสั่งอาหารมาทานบ้านกลายเป็นหนทางเดียวในการยังชีพของประชาชนจำนวนไม่น้อย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่าผู้บริโภคสั่งอาหารจัดส่งที่บ้านมากกว่า 120 ล้านครั้ง ในปี 2564 เพิ่มขึ้น 3 เท่าเมื่อเทียบกับสถิติก่อนโควิด ในปี 2562 ซึ่งอยู่ที่เพียง 35-45 ล้านครั้ง

ความต้องการที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้รายได้อุตสาหกรรมฟู้ดเดลิเวอรี่เติบโตถึง 46.4% ในปีนั้น

ทั้งที่ทุกอย่างดูไปได้สวย แต่ตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมฟู้ดเดลิเวอรี่ประจำปี 2565 กลับตกฮวบลงมาอยู่ในระดับ 1.7% - 5% เท่านั้น

เกิดอะไรขึ้นกับอุตสาหกรรมที่หอมหวนที่สุดในยุคโควิดกันแน่

ผู้เล่นเยอะขึ้น ไรเดอร์รายรับน้อยลง

ไรเดอร์จากแกร็บ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ตัวเลขรายรับของธุรกิจรับส่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มทั่วโลกกระโดดจาก 2.8 ล้านล้านบาท ในปี 2018 ขึ้นมาเป็น 5.2 ล้านล้านบาท ในปี 2020

อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ ผู้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม จากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยกับบีบีซีไทยว่า ในช่วงสองปีที่ผ่านมา การเติบโตของตลาดฟู้ดเดลิเวอรี่ทำให้หลายบริษัทหันมาชิงส่วนแบ่งตลาด

เขายกตัวอย่างว่า กรณี "โรบินฮู้ด" ที่เข้าตลาดก่อนจะเกิดโควิด-19 ก็มีธุรกิจหลักมาจากฝั่งการเงิน ขณะที่บริษัทสายการบินอย่างแอร์เอเชียหันมาเปิดตัว "แอร์เอเชีย ซูเปอร์แอพ"

แม้แต่ผู้มีอิทธิพลรายใหญ่อย่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ก็ส่ง "ทรูฟู้ด" ลงสนามเช่นเดียวกัน

อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ

ที่มาของภาพ, อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ

คำบรรยายภาพ, งานวิจัยส่วนหนึ่งของ อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ มุ่งความสนใจไปที่สิทธิแรงงานของไรเดอร์

ขณะเดียวกัน ผู้เล่นรายใหญ่ยังพยายามครองตลาดอย่างเหนียวแน่น ทั้ง "ฟู้ดแพนด้า" ซึ่งออกมาประกาศว่ามีบริการครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วไทย รวมไปถึง ไลน์แมน และ แกร็บ ที่ให้บริการมากกว่า 50 จังหวัด

"เมื่อภาคอื่นหดตัวหมด มีอันนี้โตได้ เขาก็กระโดดกันเข้ามา ทุกเจ้าก็แบ่งเค้กกัน" อรรคณัฐ กล่าว

เทรนด์การเติบโตก้าวกระโดดเช่นนี้ไม่ได้มีแค่ในประเทศไทยเท่านั้น

ตัวเลขรายรับของธุรกิจรับส่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มทั่วโลกกระโดดจาก 78,370 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2.8 ล้านล้านบาท) ในปี 2561 ขึ้นมาเป็น 143,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 5.2 ล้านล้านบาท) ในปี 2563 คิดเป็นการปรับตัวสูงขึ้นถึง 83%

ขณะที่เทรนด์รายรับจากปี 2563 มาจนถึงปี 2565 กลับเติบโตแค่ 10% เท่านั้น

เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
คำบรรยายภาพ, เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด อธิบายเพิ่มเติมว่า เพราะโควิด-19 ผลักให้ผู้บริโภคเข้ามาใช้บริการแพลตฟอร์มมากแล้วในช่วงที่ผ่านมา ช่องว่างในการเติบโตจึงจำกัดลง

หลังจากนี้ เธอมองว่าตลาดในไทยจะกลับมาโตตามศักยภาพที่แท้จริง "ด้วยเลขตัวเดียว" ซึ่งเป็นแนวโน้มที่สอดคล้องกับตัวเลขประเมินการเติบโตของอุตสาหกรรมส่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มของเว็บไซต์รวบรวมสถิติของธุรกิจต่าง ๆ ทั่วโลก Statista ที่มองว่า หลังจากปี 2567 เป็นต้นไป สัดส่วนการเติบโตของรายรับของธุรกิจส่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มทั่วโลก จะเดินหน้าเข้าสู่เลขตัวเดียว

กางแผนธุรกิจ

บีบีซีไทยได้พูดคุยกับ ดร.บรูโน บาซาลิซโก ผู้อำนวยการแห่งโคเปนเฮเกน อีโคโนมิกส์ บริษัทให้คำปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมฟู้ดเดลิเวอรี่โดยตรง

ดร.บรูโน บาซาลิซโก ผู้อำนวยการแห่งโคเปนเฮเกน อีโคโนมิกส์

ที่มาของภาพ, Copenhagen Economics

คำบรรยายภาพ, ดร.บรูโน บาซาลิซโก ผู้อำนวยการแห่งโคเปนเฮเกน อีโคโนมิกส์

ดร. บาซาลิซโก อธิบายว่า หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจของธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี่คือ ขณะที่ใจความสำคัญของธุรกิจเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ผู้ใช้งานเข้าใจได้คือมีผู้บริโภคซึ่งต้องการสั่งอาหาร มีร้านค้าที่ต้องการขายอาหาร มีคนขับรถไปรับอาหารและนำกลับมาส่งให้ในฐานะคนกลาง เช่นเดียวกับแพลตฟอร์มที่คอยอำนวยความสะดวกให้กิจกรรมต่างๆ เกิดขี้น รูปแบบแผนธุรกิจกลับมีความซับซ้อนกว่านั้นมาก

ที่ผ่านมา ภาพรวมของอุตสาหกรรมมีการแข่งขันสูงทำให้ผู้เล่นแต่ละรายจำเป็นต้องแข่งกันอย่างหนัก ซึ่งในทางหนึ่งนั่นนับเป็นเรื่องที่ดีกับผู้บริโภค

แต่เมื่อกลับมามองในบริบทประเทศไทย จะพบว่าสิ่งนี้กลับซุกซ่อนปัญหาสำคัญเอาไว้

ผู้คนมากมายพูดถึงทฤษฎีการเผาเงินเพื่อดึงดูดผู้ใช้งาน ทว่าภายใต้การเผาเงินนั้น ค่าส่ง เป็นกับดักสำคัญที่บั่นทอนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

อรรคณัฐ เผยกับเราว่า ผลการสำรวจที่ทีมวิจัยของเขาทำพบว่า 90% ของผู้ตอบแบบสอบถามเรื่องใช้บริการแพลตฟอร์มฟู้เดเลเวอรี่โดยดูจากราคาค่าส่งเป็นอันดับแรก โดยแม้ผู้บริโภคจะทราบดีว่าค่าส่งราคาถูกไม่ได้สะท้อนเม็ดเงินที่ไรเดอร์ได้รับอย่างแท้จริง "แต่เขาคิดว่า มันเป็นสิทธิของเขาที่จะเปิดหลายๆ แอปแล้วเทียบว่าเจ้าไหนค่าส่งน้อยที่สุด"

อรรคณัฐชี้ว่าแม้แต่ผู้ประกอบการก็บอกว่าค่าส่งมีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าจริง

แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่จะอยู่รอดหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวเลขการใช้งานของผู้บริโภค

เขายกตัวอย่างว่า กรณีที่โรบินฮู้ดซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาโดยหวังมาแก้ปัญหาของฝั่งร้านอาหาร คือการไม่หักเปอร์เซ็นต์เพิ่ม เพื่อให้ร้านค้าขายอาหารได้ในราคาเท่ากับหน้าร้าน สุดท้าย "งบปีแรกขาดทุนไป 80 กว่าล้านบาท"

ไรเดอร์

ที่มาของภาพ, Getty Images

"ไป ๆ มา ๆ ราคาอาหารหน้าร้านอย่างเดียวมันไม่จูงใจ ท้ายที่สุดเขาก็ต้องทำเหมือนที่คนอื่นทำ โปรโมชันไม่มีก็จบ"

ดร.บาซาลิซโก เสริมว่าการจะเข้าใจตลาดการแข่งขันไม่อาจมองแค่คู่แข่งโดยตรงได้ ไม่เพียงผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่ต้องแข่งขันกันเอง พวกเขายังต้องแข่งขันกับอาหารพร้อมทานจากร้านสะดวกซื้อ รวมไปถึงการทานอาหารตามร้านอาหาร

ผู้เล่นแต่ละรายยังต้องหาวิธีเรียกทุนคืนจากเม็ดเงินที่ทุ่มไปกับค่าการตลาดซึ่งท้ายที่สุดก็ขึ้นอยู่กับว่าตลาดมีผู้บริโภคมากแค่ไหน

ใครกันแน่ที่แบกต้นทุน

'ไก่' คืออดีตพนักงานบริษัทเอกชนและเจ้าของกิจการขายปูอัด ผู้มีรายได้รวมราว 80,000 บาท/เดือน

เธอมีสมาชิกในครอบครัวทั้งหมด 4 คน ได้แก่ ลูก 2 คน และแม่ที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดใหญ่ซึ่งต้องการคนดูแลอย่างใกล้ชิด

ตอนนี้หญิงสาววัย 39 ปี มีรายได้เหลือเพียง 30,000 บาท/เดือน จากการรับจ้างขับรถส่งอาหารผ่านแพลตฟอร์ม อาชีพที่ผู้คนรู้จักกันในชื่อ 'ไรเดอร์'

ไก่หันมาเป็นไรเดอร์เต็มตัวหลังแม่ของเธอประสบอุบัติเหตุล้มจนต้องเข้ารับการผ่าตัดครั้งใหญ่ เมื่อเดือนกันยายน 2564 ทว่าเธอเริ่มขับรถส่งอาหารกับแพลตฟอร์มหนึ่งมาตั้งแต่ปลายปี 2563

"ขายของแค่ไม่กี่วันช่วงสิ้นเดือนก็ได้แล้วเกือบ 60,000 บาท"

ไก่เล่าให้เราฟังว่าช่วงก่อนจะเกิดโควิด-19 เธอขายส่งปูอัดไปยังนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร โดยเน้นกลุ่มลูกค้าไปที่คนงานในนิคมฯ

ทว่าเมื่อเกิดวิกฤตโรคระบาด จนนำไปสู่การล็อกดาวน์ใหญ่ทั้งประเทศ รวมไปถึงการเพิ่มความเข้มงวดในการเว้นระยะห่างทางสังคม รายได้ก้อนใหญ่ของเธอจึงหายไปทันตา

รายรับจากการเป็นพนักงานบริษัทเอกชนอย่างเดียวของเธออยู่ที่ราว 20,000 บาท เท่านั้น

รายรับของไรเดอร์

แม้คณะรัฐมนตรีจะมีมติเห็นชอบกับข้อเสนอของกระทรวงแรงงานให้ปรับค่าแรงขั้นต่ำในบางสาขาอาชีพขึ้นเป็น ระหว่าง 450 - 650 บาท/วัน

ทว่าแรงงานอีกมากยังได้รับค่าจ้างในช่วง 300 บาท/วัน อยู่ดี

เนื่องจากรายรับจำนวนเท่านี้ไม่อาจประทังชีวิตหลายคนได้ อาชีพ "อิสระ" อย่างไรเดอร์จึงเป็นที่ล่อตาล่อใจ

"มันอยู่ที่เราขยันวิ่งไหม" คือคำอธิบายที่ไก่พูดกับเรา เมื่อถามถึงรายรับของเธอ

ไก่เริ่มวิ่งรถรับส่งอาหารตั้งแต่เวลาแปดโมงเช้า ไปจนถึงเวลาบ่ายโมง หลังจากนั้นเธอจะกลับบ้านเพื่อไปดูแลแม่ที่ต้องทำกายภาพบำบัด เธอกลับออกมาวิ่งรถอีกครั้งช่วงสี่โมงเย็นถึงสี่ทุ่ม

ไก่ทำงานเฉลี่ยวันละ 13 ชั่วโมง เพื่อให้ได้กำไรวันละ 1,000 บาท

เธอได้ค่าแรงเฉลี่ย 78 บาท/ชั่วโมง

แม้จะเป็นงานที่เห็นเงินเยอะกว่า แต่ไก่ชี้ว่า งาน "อิสระ" นี้ทั้งเหนื่อยและเสี่ยงกว่างานประจำ

ราวหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ ไก่ประสบอุบัติเหตุถูกชนขณะกำลังทำงานอยู่ รถมอร์เตอร์ไซค์ของเธอได้รับความเสียหาย และเธอต้องหยุดทำงานขณะรอรถส่งซ่อม "เราเคยวิ่งได้วันละ 1,000 บาท เงินมันก็หาย … ขนาดเราระวัง ก็ยังมีคนขับมาชนเรา"

ไรเดอร์จากฟู้ดแพนด้า

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ตัวเลขจากศูนย์วิจัยกสิกรยังพบว่า กลุ่มไรเดอร์ผู้ตอบแบบสอบถามถึง 42% แบกค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันสูงขึ้น 50 - 70 บาท/วัน

"เอาชีวิตไปฝากบนถนน เพราะมีคนรอเราดูแล"

แม้จะมีประกันรถที่เธอจ่ายเอง ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการซ่อมเครื่องมือทำมาหากินหลักของตัวเอง ไก่ชี้ว่าตัวเธอไม่ได้มีประกันอย่างอื่น และทุกวันนี้ก็ใช้ชีวิตแบบ "ระแวง กลัวว่าอะไรจะเกิดขึ้น"

ไก่อธิบายว่าแม้บริษัทที่เธอทำงานด้วยจะมีตัวเลือกประกันอุบัติเหตุให้ แต่ไรเดอร์จำเป็นต้องจ่ายเบี้ยประกันเอง ซึ่งตัวเธอเลือกไม่ซื้อประกันไว้เพราะแบกค่าใช้จ่ายไม่ไหว

ภายใต้กราฟขาลงของอุตสาหกรรมฟู้ดเดลิเวอรี่ ไม่เพียงบริษัทเหล่านี้มีรายรับที่ลดลง ฝั่งไรเดอร์เองก็เผชิญความยากลำบากไม่แพ้กัน

ไก่เล่าให้เราฟังว่าช่วงที่ผ่านมาไม่เพียงรายรับของเธอลดลง แต่รายจ่ายยังเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะกับค่าน้ำมัน

นับจนถึงเดือนมิถุนายน 2565 ราคาน้ำมันเบนซินในไทยปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 54% เมื่อเทียบกับราคาเฉลี่ยของทั้งปี 2564

ตัวเลขจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังพบว่า กลุ่มไรเดอร์ผู้ตอบแบบสอบถามถึง 42% แบกค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันสูงขึ้น 50 - 70 บาท/วัน

เท่านั้นยังไม่พอ เธอเล่าต่อว่า ตนเองถูกแพลตฟอร์ม "เอาเปรียบ" ในฝั่งค่าตอบแทน

ไก่อธิบายให้ฟังว่า สำหรับแพลตฟอร์มที่เธอทำงานนั้น ก่อนหน้านี้การรับงานแต่ละชิ้นจะได้ค่าจ้าง 40 บาท และหากรับ 2 งานพร้อมกันก็จะได้ค่าจ้าง 80 บาท

ทว่า ตอนนี้ แพลตฟอร์มจ่ายค่าตอบแทนให้เธอเพียง 47 บาท สำหรับการรับ 2 งานพร้อมกัน คิดเป็นรายรับต่อรอบที่ลดลงเกือบ 83%

เมื่อเราถามว่า เธอทำอย่างไรเพื่อจัดการกับภาวะดังกล่าว ไก่ตอบกลับมาว่า "เลือกไม่ได้ ยังไงก็ต้องทำ ได้มากได้น้อยก็ต้องทำ"

"เวลาเราทำอะไรผิด เขาแบนเราได้ แต่พอเขาเอาเปรียบเรา เราทำอะไรไม่ได้เลย"

ไก่อธิบายว่าไม่เพียงแค่การการสะท้อนปัญหาค่าตอบแทนกลับไปยังบริษัทแทบไม่เป็นผลอะไร

ทางออก

แรงงานไรเดอร์

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้ประกอบการต้องกลับมาประเมินว่า "การทำธุรกิจด้วยยอดบรรทัดสุดท้ายขาดทุนไปเรื่อยๆ จะคุ้มไหม…หรือไปทำอย่างอื่นดีกว่า"

เมื่อถามผู้เชี่ยวชาญที่พูดคุยกับบีบีซีไทยครั้งนี้ว่า พวกเขามองอย่างไรกับก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมนี้ คำตอบร่วมที่เราได้รับกลับมาคือ แม้จะเห็นรายรับที่ลดลงในช่วงนี้ แต่ธุรกิจฟู้เดลิเวอรี่จะยังไปต่อ

เกวลิน แห่งกสิกรไทย กล่าวว่า ฝั่งผู้ประกอบการอาจต้องกลับมาประเมินว่า "การทำธุรกิจด้วยยอดบรรทัดสุดท้ายขาดทุนไปเรื่อย ๆ จะคุ้มไหม…หรือไปทำอย่างอื่นดีกว่า"

อย่างไรก็ดี ยังมีความเป็นไปได้ที่ธุรกิจซึ่งกระโดดเข้ามาในสนามการแข่งขันฟู้ดเดลิเวอรี่อาจมองว่าตัวเลขผู้ใช้งานที่ตนได้มาจขากแพลตฟอร์มอาจนำไปต่อยอดในธุรกิจขาอื่นของบริษัทได้

อรรคณัฐแห่งสถาบันเอเชียศึกษา ให้ความเห็นว่า ในสนามที่มีการแข่งขันสูงมากขนาดนี้คงเป็นไปได้ยากที่ผู้เล่นรายเล็กจะลุกขึ้นมาสู้กับเจ้าตลาดได้ ขณะที่ฝั่งรายใหญ่ก็มีแนวโน้มว่าถ้าแข่งกันเองไปเรื่อยๆ แล้วหากรายใดรายหนึ่งแพ้ "จะซื้อกันเอง"

"มันจะเป็นความน่ากลัวอีกรูปแบบหนึ่ง ถ้ามันรวมตัวกัน มันก็จะเกิดภาวะของการผูกขาด"

นอกจากการนี้ การหา "ทางออก" ของรายใหญ่ในมุมมองของอรรคณัฐยังรวมไปถึง การกระจายความเป็นเจ้าของออกไปผ่านการเข้าตลาดหลักทรัพย์

"เขาไม่สนใจความสามารถในการทำกำไร เท่ากับรายได้ของบริษัท ซึ่งอาจจะไม่ใช้รายรับจริง ๆ แต่เป็นสิ่งที่คนภายนอกมองเข้ามา"

ในเชิงเทรนด์ภาพใหญ่ของแผนธุรกิจโดยรวม ดร.บาซาลิซโก เสริมว่า มีความเป็นไปได้ที่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มส่งอาหารอาจผันตัวเองไปให้บริการธุรกิจอื่น ๆ ด้วย อาทิ การส่งสินค้า หรือการส่งอาหารสด หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ซุปเปอร์แอป" ความเห็นนี้สอดคล้องกับมุมมองของอรรคณัฐเช่นเดียวกัน

เกวลินเสริมว่า ท้ายที่สุดแล้วธุรกิจนี้ยังขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นหลักอยู่ดี ตราบใดที่ธุรกิจยังตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ก็จะยังมีผู้ใช้งาน

ไรเดอร์

ที่มาของภาพ, Lauren DeCicca

"ผมยังคงคิดว่า ในอนาคตสิบปีต่อจากนี้ เราจะมองกลับมายังปัจจุบัน และเราจะได้เรียนรู้อะไรมากมาย เพราะมันจะต้องมีอะไรอีกมากที่ผู้บริโภคต้องการใช้บริการขนส่ง" ดร.บาซาลิซโกทิ้งท้าย