ชุมนุม : สันติวิธีคือกุญแจสู่ความสำเร็จหรือไม่

ภาพชายคนหนึ่งกำลังเทน้ำล้างหน้าให้กับผู้ชุมนุม

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ผู้ชุมนุมล้างหน้าตา หลังถูกแก๊สน้ำตาเมื่อ 10 ส.ค. 2021

นับจนถึงเดือนมิถุนายน 2022 มีการรณรงค์ประท้วงต่อต้านรัฐบาลเกิดขึ้นมากกว่า 230 กรณี ใน 110 ประเทศทั่วโลก ในจำนวนนี้รวมถึงการประท้วงที่ยังดำเนินอยู่ใน 17 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทย ขณะที่ผลลัพธ์ส่วนใหญ่ของการประท้วงที่จบไปแล้วคือ "ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในนโยบายหรือตัวผู้นำเพื่อตอบสนองต่อการประท้วง"

นั่นเป็นข้อมูลจากองค์การบริจาคเพื่อสันติภาพนานาชาติคาร์เนดี แต่ว่าจะต้องทำอย่างไรผู้เรียกร้องต้องการความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองถึงจะประสบความสำเร็จ

บีบีซีไทยสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อตอบคำถามดังกล่าว

"รัฐบาลทำสำเร็จ"

"[ผู้ชุมนุมไทย] ทำตามคู่มือ ทำทุกอย่างถูกต้อง แต่รัฐบาลประสบความสำเร็จในการใช้ตำรวจเข้าจับกุมผู้เรียกร้อง" อเล็กเซ อนิซิน คณบดีสถาบันการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยแองโกล-อเมริกัน เผยกับบีบีซีไทย

นี่คือความคล้ายคลึงของการประท้วงในสองประเทศที่อยู่ไกลกันกว่า 7,000 กิโลเมตร

ภาพชายกำลังสวมแว่นตา

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ความโกรธแค้นของชาวเบาลารุสได้โหมกระหน่ำขึ้นจากการที่ตำรวจใช้ความรุนแรงต่อผู้สนับสนุนฝ่ายค้าน

กลางเดือนกันยายน 2020 ชาวเบลารุสหลายหมื่นถึงแสนคนออกมาเดินขบวนตามเมืองต่าง ๆ เพื่อประท้วงขับไล่ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก เพราะพวกเขาเชื่อว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2020

ผลสุดท้ายของความเคลื่อนไหวราว 11 เดือน ซึ่ง ณ จุดหนึ่งมีผู้ร่วมเดินขบวนกว่าแสนคน จบลงที่ "ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในนโยบายหรือตัวผู้นำเพื่อตอบสนองต่อการประท้วง"

อนิซินอธิบายว่าสิ่งที่รัฐบาลของทั้งไทยและเบลารุสประสบความสำเร็จเหมือนกันคือการออกคำสั่งให้ตำรวจเข้าจับกุมทั้งกลุ่มแกนนำผู้ชุมนุมหรือฝ่ายที่คัดค้าน

นักวิจัยด้านความขัดแย้งและการต่อสู้ทางการเมืองอธิบายว่า รัฐบาลของทั้งสองประเทศสามารถใช้กำลังตำรวจควบคุมสถานการณ์ได้โดยไม่ต้องส่งต่อภาระนี้ไปถึงกองทัพ สิ่งนี้ทำให้ไม่เกิดการยกระดับการปราบปรามไปถึงขั้นที่อาจเกิดกระแสตีกลับและเป็นผลดีต่อผู้ชุมนุมได้

อเล็กเซ อนิซิน

ที่มาของภาพ, Anglo-American University

คำบรรยายภาพ, อเล็กเซ อนิซิน ให้ความสนใจกับประเด็นความขัดแย้งทางสังคมและความรุนแรงทางการเมือง

อนิซินเสริมว่ารัฐบาลในปัจจุบันเรียนรู้ที่จะป้องกันการเกิดกระแสตีกลับของสังคมผ่านการควบคุมโลกออนไลน์ จำกัดข่าวสาร และเลือกกลยุทธ์ในการจัดการผู้ต่อต้านที่เอื้อประโยชน์ให้จุดยืนของตนเอง เช่น การกระชับพื้นที่ตอนกลางคืน หรือการใช้กระสุนยาง

"โลกโซเชียลไม่ได้ทำให้ผู้ประท้วงถือไพ่เหนือกว่า รัฐบาลมีขุมกำลังมากกว่ามาก" อนิซิน กล่าว

'สันติ' หรือ 'ไม่สันติ'

อีกหนึ่งคำถามสำคัญที่มีการถกเถียงมาโดยตลอดคือรูปแบบการประท้วงอย่างไหนกันแน่ที่จะนำไปสู่โอกาสในการได้รับชัยชนะมากที่สุด

งานวิจัยชื่อดังซึ่งต่อมากลายมาเป็นหนังสือภายใต้ชื่อ "ทำไมอารยะขัดขืนของพลเรือนถึงประสบความสำเร็จ" ของเอริกา เชโนเวธ และมาเรีย สเตฟาน ชี้ว่าการต่อสู้ "โดยปราศจากความรุนแรง" (nonviolent resistance) นำไปสู่ชัยชนะมากถึง 53% ขณะที่กลยุทธ์แบบใช้ความรุนแรงพาไปถึงเส้นชัยแค่เพียง 26%

ผลลัพธ์ข้างต้นเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลการชุมนุมประท้วงระหว่างปี 1900 ถึง 2006 ซึ่งคิดเป็นการต่อสู้ทั้งสิ้น 323 กรณี โดยมีฐานข้อมูลจากผลลัพธ์ของการรณรงค์ต่อสู้ทางการเมืองทั้งแบบมีความรุนแรงและไม่มีความรุนแรง (NAVCO) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

เชโนเวธ ชี้ว่า การชุมนุมโดยปราศจากความรุนแรงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประชาชนเลือกมาเข้าร่วมด้วย เธอเสริมว่า การรักษาระดับการมีส่วนร่วมของผู้ชุมนุมถือเป็นกุญแจสำคัญในความสำเร็จ

เซโนเวธกล่าวบนเวที TEDx Boulder talk เมื่อปี 2013 พูดถึงกฎ 3.5% ว่า ไม่มีรัฐบาลใดสามารถต่อกรกับการเรียกร้องจากประชากร 3.5% ของประชากรทั้งประเทศได้ (ราว 2.45 ล้านคน สำหรับประเทศไทย)

นอกจากนี้ แม้การต่อสู้โดยปราศจากความรุนแรงจะไม่ก่อให้เกิดผลสำเร็จโดยทันที แต่เชโนเวธชี้ว่าความตระหนักรู้จะส่งผลต่อกลยุทธ์ในระยะยาวอยู่ดี

อย่างไรก็ดี ยังมีเงื่อนไขอีกสามประการที่เชโนเวธชี้ว่ามีความสำคัญในการนำไปสู่ความสำเร็จของการชุมนุม ได้แก่ 1. การโน้มน้าวให้กลุ่มผู้มีอำนาจโดยเฉพาะในฝั่งการรักษาความปลอดภัย (ตำรวจและทหาร) เข้ามาอยู่ฝ่ายเดียวกับผู้ชุมนุม 2.การมีแนวทางที่มากกว่าแค่การลงถนน และ 3.เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมถูกปราบปราม จะต้องไม่หันไปพึ่งความรุนแรงเสียเอง

"หากผู้ชุมนุมปล่อยให้การปราบปรามนำพวกเขาไปสู่ความรุนแรง ก็เหมือนหลงไปเล่นในเกมของผู้ปราบปราม และพวกเขาจะถูกขยี้แบบไม่เหลือชิ้นดี"

ด้านผู้เชี่ยวชาญสันติวิธีฝั่งไทย รศ.ดร.โคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เคยแสดงความเห็นผ่านสื่อมวลชนในช่วงที่เกิดการชุมนุมหลายครั้งเมื่อปี 2021 และมีแนวโน้มว่าจะเกิดความรุนแรง โดยย้ำว่าทางออกอยู่ที่การพูดคุยกัน โดยอาจมีคนกลางเป็นผู้ประสานหรือไม่ก็ได้

เว็บไซต์ไทยพีบีเอสรายงานว่านายโคทมชี้ว่าผู้มีอำนาจ ต้องไม่ใช้กฎหมายไปกดดันฝ่ายผู้ชุมนุม เช่น การออกหมายจับก่อนการชุมนุม เพื่อหวังชนะ ควรลดราวาศอกในเชิงพฤติกรรมและหากลวิธีให้มีการพูดคุยกัน อีกทั้งต้องอย่าให้มีการบิดเบือนข่าวสารข้อมูล ต้องเสนออย่างตรงไปตรงมาน่าเชื่อถือที่สุดของทั้ง 2 ฝ่าย

สำหรับอนิซิน ปัญหาของงานวิจัยจากเชโนเวธและสเตฟานไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์ แต่อยู่ที่การตีความ "อารยะขัดขืนโดยปราศจากความรุนแรง" (nonviolent resistance)

ภาพเจ้าหน้ากลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, คฝ. เข้าระงับเหตุวัยรุ่นขว้างปาวัตถุเข้าใส่กรมดุริยางค์ทหารบก ถ.วิภาวดี เมื่อ 13 ก.ย. 2021 ซึ่งต่อมาตำรวจระบุว่าเป็นระเบิดเพลิง

เขาอธิบายว่าในงานวิจัยข้างต้น ผู้วิจัยเลือกที่จะเหมาะรวมการต่อสู้ที่มีความรุนแรง "โดยปราศจากอาวุธ" (unarmed violence) ซึ่งสามารถรวมถึงการขว้างปาหิน และการเผารถหรืออาคารต่าง ๆ เข้าไปไว้กับการต่อสู้โดยปราศจากความรุนแรงซึ่งอาจทำให้สังคมเข้าใจผิดได้

ในงานวิจัยของอนิซิน เขาเลือกมองกลยุทธ์การต่อสู้เป็นเส้นระดับจากไร้ความรุนแรงไปสู่การใช้ความรุนแรง โดยเพิ่มหัวข้อการต่อสู้ที่มีความรุนแรง "โดยปราศจากอาวุธ" (unarmed violence) เข้าไป

เขายังเพิ่มจำนวนการกรณรงค์ต่อสู้เรียกร้องเป็น 396 กรณี ระหว่างปี 1900 - 2006 โดยชี้ว่าชุดข้อมูลจากเชโนเวธและสเตฟานตกหล่นการต่อสู้ไปหลายแคมเปญ

ผลลัพธ์พบว่าการต่อสู้โดยปราศจากความรุนแรงโดยสิ้นเชิงนำไปสู่ชัยชนะเพียง 48% ลดลงจากตัวเลขของงานวิจัยชื่อดังที่ "ผู้เชี่ยวชาญหลายคนนิยมนำไปอ้าง" ขณะที่กลยุทธ์การใช้ความรุนแรงโดยปราศจากอาวุธนำไปสู่ผลสำเร็จสูงถึง 61%

อนิซินชี้ว่า จากงานวิจัยของตน "การผสมผสานกลยุทธ์ระหว่างการต่อสู้โดยปราศจากความรุนแรงและปราศจากอาวุธเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด"

กุญแจ 5 ดอก

กลับมาที่กรณีศึกษาในไทยอีกครั้ง อนิซินวิเคราะห์ว่า การคงกระแสการเรียกร้องหรือการสนับสนุนอย่างเดียวไม่เพียงพอจะนำไปสู่ชัยชนะ สิ่งแรกที่ผู้ชุมนุมต้องเดินหน้าคือ การทำให้เกิดความชะงักทางเศรษฐกิจซึ่งจะเป็นเงื่อนไขสำคัญให้รัฐบาลตอบสนองข้อเสนอหรือนำไปสู่การเจรจา อาทิ การประท้วงหยุดงาน การไม่จ่ายภาษี หรือแม้แต่การสร้างความขัดข้องให้กับระบบโดยสารสาธารณะ

แม้อนิซินจะวิจารณ์งานวิจัยจากเชโนเวธ ทว่าในงานวิจัยดังกล่าวมีส่วนที่พูดถึงการไม่ให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ส่งประโยชน์ต่อผู้ชุมนุม โดยเชโนเวธชี้ว่า การจะใช้ความไม่ร่วมมือทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีการเตรียมการอย่างถี่ถ้วน

เธอยกตัวอย่างความเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้การแบ่งแยกสีผิวในประเทศแอฟริกาใต้ที่ต่อต้านธุรกิจของคนขาว โดยชุมชนคนผิวสียังคงไปทำงานตามปกติให้กับเจ้านายผิวขาว ทว่าพวกเขาจะไม่ซื้อสินค้าจากธุรกิจของคนขาว การต่อต้านสินค้าที่มาจากธุรกิจของคนขาวที่ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนทำให้ธุรกิจได้รับผลกระทบในที่สุด จนสุดท้ายนำไปสู่การลาออกของประธานาธิบดีและการเลือกตั้งที่มาจากประชาชน

ประเด็นถัดมา อนิซินย้ำว่า เขาเชื่อในการมีระดับการปกครองของกลุ่มผู้เรียกร้อง ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าต้องมีคนเดียว แต่ "จำเป็นต้องมีผู้แทน มีผู้นำนั่งในโต๊ะเจรจา"

นอกจากนี้ แม้โซเชียลมีเดียจะไม่ได้ช่วยส่งผลดีต่อผู้ชุมนุมอย่างที่หลายคนคาดหวังไว้ แต่การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้สังคมรวมไปถึงฝ่ายที่เห็นต่างย่อมก่อให้เกิดผลดีในระยะยาว อย่างไรก็ดี อนิซิน ยอมรับว่าโลกอินเทอร์เน็ตทุกวันนี้ทำให้การรับรู้ข่าวสารโดยปราศจากอคติยากขึ้น

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คืออดีตหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งก่อรัฐประหารในประเทศไทย ปี 2557 และเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 29 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนปัจจุบัน

เขายังแนะนำว่ากลุ่มผู้ประท้วงต้องมีทางออกให้กับกลุ่มที่ถือครองอำนาจอยู่ในปัจจุบันเช่นเดียวกันว่า "จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา หากผู้ชุมนุมขึ้นมาครองอำนาจแทน"

ท้ายที่สุดอนิซินเตือนว่า "อย่าหวังพึ่งองค์กรระหว่างประเทศมากเกินไป พวกเขาอาจส่งเงินมาเพิ่มให้ แต่ไม่สามารถทำให้เกิดชัยชนะได้"