You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
กาโตะ ตอง: เปิดงานวิจัยสะท้อนปัญหาการจัดการทรัพย์สินวัด หลังอดีตพระดังยืมเงินวัด 6 แสนบาท
แม้พระนักเทศน์ชื่อดัง พระพงศกร ปภัสสโร หรือ "หลวงพี่กาโตะ" ได้ลาสิขาจากสมณเพศ และตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดเพ็ญญาติ ต.กะเปียด อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ไปแล้ว หลังถูกเปิดโปงว่ามีสัมพันธ์ทางเพศกับสีกา สังคมยังแคลงใจในตัวเขา
อดีตพระนักเทศน์ชื่อดังวัย 22 ปี ถูกสงสัยอีกหลังยอมรับเมื่อ 4 พ.ค. ว่าได้เบิกเงินจากวัดกว่า 600,000 บาท เพื่อใช้ปกปิดเรื่องดังกล่าวโดยให้แก่ฝ่ายหญิงที่เกี่ยวข้อง 300,000 บาท และอ้างว่าได้ให้พระผู้ใหญ่รายหนึ่งในวัดประสานงานสื่อมวลชนท้องถิ่นช่วยปิดข่าวโดยจะให้ส่วนที่เหลือเป็นค่าตอบแทน แต่นักข่าวไม่ตอบรับ
เขาอ้างว่า การเบิกเงินดังกล่าวได้บอกกับกรรมการวัด 3 คน ซึ่งเป็นกรรมการที่ยังไม่ได้มีการแต่งตั้งตามระเบียบเซ็นนำเงินออกมา ต่อมา เขาได้คืนเงินดังกล่าวแล้วที่วัดมังคลาราม โดยมีพยานประกอบด้วย พระระดับเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล นายกองค์การบริหารส่วนตำบล และผู้ใหญ่บ้าน
ถึงกระนั้น ยังมีคำถามตามมาเกี่ยวกับการจัดการเงินและทรัพย์สินของวัดในปัจจุบันเป็นอย่างไร จึงสามารถนำเงินจำนวนมากมาใช้ง่ายดาย โดยปราศจากกลไกตรวจสอบและถ่วงดุล บีบีซีไทย ประมวลข้อมูลจากการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง
รายได้ของวัดในปัจจุบันมาจากไหน
บทความเรื่อง "การจัดการเงินและทรัพย์สินของวัด" เขียนโดย พระใบฎีกาสุชินนะ อนิญฺชิโต อาจารย์ประจำหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ วิทยาลัยสงฆ์เพชรบุรี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในวารสาร มจร การพัฒนาสังคม ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 ( พ.ค. - ส.ค 2563) ได้อธิบายถึงที่มาของรายได้ของวัดว่า แบ่งเป็นอย่างน้อย 9 แหล่ง
1. รายได้จากตู้รับบริจาค เป็นการหารายได้เข้าวัดด้วยการตั้งตู้รับบริจาคเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้บริจาคเงิน เพื่อที่วัดจะได้นำไปใช้ในกิจการต่าง ๆ เช่น การทำนุบำรุงอาคารและสิ่งปลูกสร้าง หรือการช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นต้น
2. รายได้การทอดกฐินประจำปี ถือเป็นช่วงพิเศษที่หนึ่งปีจะมีเพียงครั้งเดียว และพุทธศาสนิกชนจะไปทำบุญทอดกฐินในช่วงเวลาดังกล่าว ด้วยถือว่าได้บุญสูง
3. รายได้การทอดผ้าป่าตามเทศกาล เป็นการหารายได้เข้าวัดด้วยการทอดผ้าป่า โดยใช้วันสาคัญทางประเพณีไทย และทางพุทธศาสนา เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา หรือวันอาสาฬหบูชา เป็นต้น
4. รายได้การอบรมปฏิบัติธรรม โดยทั่วไปการจัดฝึกอบรมธรรมจะไม่มีการเรียกเงินค่าสมัคร ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าที่พัก ค่าบำรุงสถานที่ หรือค่าอาหาร เป็นต้น ในระหว่างการฝึกอบรม อย่างไรก็ตาม เมื่อเสร็จสิ้นการอบรมแล้ว ผู้ได้รับการอบรมส่วนใหญ่มักจะบริจาคเงินให้กับวัดเพื่อเป็นการชดใช้หนี้สงฆ์ หรือตอบแทนวัด
5. รายได้การบริจาคทั่วไป เป็นการบริจาคครั้งคราวตามกาลังศรัทธาของพุทธศาสนิกชน
6. รายได้จากการฝากเงินหรือลงทุน วัดและศาสนสถานสามารถเลือกฝากเงินกับสถาบันการเงินที่เชื่อถือได้ และควรเลือกฝากประเภทและระยะเวลาที่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า นอกจากนี้ สามารถนำเงินฝากหรือเงินสดไปลงทุนในกิจการที่ไม่มีความเสี่ยง เช่น การซื้อพันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น
7. รายได้จากการตั้งซุ้มจาหน่ายสินค้าของวัด เช่น ดอกไม้ ธูปเทียน อาหาร วัตถุมงคล หนังสือธรรมะ หรือของที่ระลึกอื่น ๆ โดยมีเจ้าหน้าที่ของวัดเป็นผู้จำหน่ายและจัดทำบัญชีรายการสินค้า รายรับและรายจ่ายที่เกิดขึ้น
8. รายได้จากการจัดผลประโยชน์ทรัพย์สิน เป็นรายได้จากการที่วัดให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่ดิน อาคารและสิ่งปลูกสร้าง
9. รายได้อื่น ๆ ของวัดที่พึงบังเกิดมี อาทิ วัดที่อยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวมีพุทธสถานที่สวยงาม สงบ ร่มเย็น ดังนั้น บริษัทจัดการท่องเที่ยวมักจะให้ความสำคัญบรรจุในโปรแกรมนำเที่ยวอยู่เสมอ ก่อให้เกิดรายได้จากเงินบริจาคค่าจอดรถ หรือค่าบริการห้องน้ำ ถือได้ว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ให้วัดเป็นที่รู้จักมากขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย
เปิดรายได้วัดเฉลี่ยปีละ 3.2 ล้านบาท
แม้ว่าจะไม่มีการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ของวัดแต่ละแห่งและภาพรวมทั้งหมดในปัจจุบัน แต่หากย้อนหลังไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เคยทำวิจัยเรื่อง "การบริหารการเงินของวัดในประเทศไทย" ในวัดที่มีพระอยู่ 490 แห่ง ใน 15 จังหวัด จากวัดที่มีพระอยู่ในขณะนั้น 39,883 แห่ง
ผลการวิจัยพบว่า วัดแต่ละแห่งโดยเฉลี่ยมีรายได้ปีละ 3.2 ล้านบาท โดยมาจากเงินบริจาคเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน เช่น งานซ่อมแซม เฉลี่ยประมาณ 2 ล้านบาท รองลงมาคือ รายรับจากการสร้างพระเครื่องบูชาเฉลี่ยประมาณ 1.4 ล้านบาท และเงินบริจาคในโอกาสพิเศษเฉลี่ยประมาณ 1 ล้านบาท
สำหรับรายจ่ายประมาณวันแต่ละแห่งปีละ 2.8 ล้านบาท และคาดว่าแต่ละปีมีเงินหมุนเวียนในวัด 1-1.2 แสนล้านบาท
ใครเป็นผู้ดูแลจัดการเงินและทรัพย์สินของวัด
ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช 2505 มาตรา 33 ได้แบ่งศาสนสมบัติ หรือทรัพย์สินของวัดออกเป็น 2 ประเภท
- ศาสนสมบัติกลาง คือ ทรัพย์สินของกรมการศาสนาที่ไม่ใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง ซึ่งผู้ดูแลรักษาหรือจัดการทรัพย์สินประเภทนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
- ศาสนสมบัติของวัด คือ ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ่ง โดยจะให้วัดแต่ละแห่งเป็นผู้จัดการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งครอบคลุมการดูแลจัดการและการจัดหาประโยชน์ในที่วัด ที่พื้นที่ใช้ประโยชน์ และศาสนสมบัติอื่น ๆ ของวัด
ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว ผศ.ดร.ณดา อธิบายจากงานวิจัยข้างต้นว่า วัดส่วนใหญ่ 90% ไม่มีโครงสร้างดูแลเงินอย่างเป็นระบบ กฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันให้อำนาจหน้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าอาวาสทั้งหมด โดยมีการแต่งตั้งไวยาวัจกรมาช่วยดูแลในส่วนที่สงฆ์ดำเนินการเองไม่ได้
นอกจากนี้ยังไม่มีการรายงานทางการเงินที่เป็นมาตรฐาน และไม่มีการเก็บข้อมูลการเงินของวัดไว้ ขาดแนวปฏิบัติที่ชัดเจน และขาดกลไกในกำกับดูแลให้การบริหารการเงินของวัดสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล เป็นต้น
กฎหมายที่มีอยู่เพียงพอในการดูแลทรัพย์สินของวัดหรือไม่
บทความทางวิชาการในวารสาร มจร การพัฒนาสังคม และผลการวิจัยของ ผศ.ดร. ณดา เห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การบริหารเงินและทรัพย์สินของวัดยังไม่มีโครงสร้างการบริหารงานอย่างชัดเจน กลไกการตรวจสอบ รวมทั้งข้อกฎหมายและข้อบังคับที่มีอยู่ก็ไม่เพียงพอต่อการบริหารงานในปัจจุบัน
ผศ.ดร. ณดา เสนอข้อแนะนำในงานวิจัยว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำหนดให้เป็นกฎระเบียบข้อบังคับชัดเจนให้วัดจัดทำรายงานทางการเงินเป็นประจำทุกปี และนำส่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเป็นผู้รวบรวม โดยกำหนดให้การตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาตเป็นประจำ และพัฒนาที่มีความรู้ด้านการบริหารจัดการด้านการเงิน
นอกจากนี้ นักวิชาการรายนี้ยังเสนออีกว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ควรมีการเสนอให้มีการออกกฎมหาเถรสมาคม เพื่อกำหนดถึงการมีและแต่งตั้งคณะกรรมการวัด ที่มีองค์ประกอบที่สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับวัด
ส่วนบทความของ พระใบฎีกาสุชินนะ อนิญฺชิโต ระบุว่า กฎหมายและกฎระเบียบข้อบังคับที่มีอยู่ ยังไม่เพียงพอที่จะทาให้การบริหารการจัดการวัดสะท้อนถึงการบริหารจัดการกิจการที่ดีได้ ยังคงจำเป็นต้องต้องรักษามาตรฐานการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลครอบคลุมทุกองค์ประกอบ ได้แก่ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดรับชอบ และหลักความคุ้มค่า