กาโตะ ตอง: เปิดงานวิจัยสะท้อนปัญหาการจัดการทรัพย์สินวัด หลังอดีตพระดังยืมเงินวัด 6 แสนบาท

ที่มาของภาพ, Facebook/พี่หลวงกาโตะ-ขวดสีฟ้าฝาสีเหลือง
แม้พระนักเทศน์ชื่อดัง พระพงศกร ปภัสสโร หรือ "หลวงพี่กาโตะ" ได้ลาสิขาจากสมณเพศ และตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดเพ็ญญาติ ต.กะเปียด อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ไปแล้ว หลังถูกเปิดโปงว่ามีสัมพันธ์ทางเพศกับสีกา สังคมยังแคลงใจในตัวเขา
อดีตพระนักเทศน์ชื่อดังวัย 22 ปี ถูกสงสัยอีกหลังยอมรับเมื่อ 4 พ.ค. ว่าได้เบิกเงินจากวัดกว่า 600,000 บาท เพื่อใช้ปกปิดเรื่องดังกล่าวโดยให้แก่ฝ่ายหญิงที่เกี่ยวข้อง 300,000 บาท และอ้างว่าได้ให้พระผู้ใหญ่รายหนึ่งในวัดประสานงานสื่อมวลชนท้องถิ่นช่วยปิดข่าวโดยจะให้ส่วนที่เหลือเป็นค่าตอบแทน แต่นักข่าวไม่ตอบรับ
เขาอ้างว่า การเบิกเงินดังกล่าวได้บอกกับกรรมการวัด 3 คน ซึ่งเป็นกรรมการที่ยังไม่ได้มีการแต่งตั้งตามระเบียบเซ็นนำเงินออกมา ต่อมา เขาได้คืนเงินดังกล่าวแล้วที่วัดมังคลาราม โดยมีพยานประกอบด้วย พระระดับเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล นายกองค์การบริหารส่วนตำบล และผู้ใหญ่บ้าน
ถึงกระนั้น ยังมีคำถามตามมาเกี่ยวกับการจัดการเงินและทรัพย์สินของวัดในปัจจุบันเป็นอย่างไร จึงสามารถนำเงินจำนวนมากมาใช้ง่ายดาย โดยปราศจากกลไกตรวจสอบและถ่วงดุล บีบีซีไทย ประมวลข้อมูลจากการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง
รายได้ของวัดในปัจจุบันมาจากไหน
บทความเรื่อง "การจัดการเงินและทรัพย์สินของวัด" เขียนโดย พระใบฎีกาสุชินนะ อนิญฺชิโต อาจารย์ประจำหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ วิทยาลัยสงฆ์เพชรบุรี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในวารสาร มจร การพัฒนาสังคม ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 ( พ.ค. - ส.ค 2563) ได้อธิบายถึงที่มาของรายได้ของวัดว่า แบ่งเป็นอย่างน้อย 9 แหล่ง
1. รายได้จากตู้รับบริจาค เป็นการหารายได้เข้าวัดด้วยการตั้งตู้รับบริจาคเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้บริจาคเงิน เพื่อที่วัดจะได้นำไปใช้ในกิจการต่าง ๆ เช่น การทำนุบำรุงอาคารและสิ่งปลูกสร้าง หรือการช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นต้น
2. รายได้การทอดกฐินประจำปี ถือเป็นช่วงพิเศษที่หนึ่งปีจะมีเพียงครั้งเดียว และพุทธศาสนิกชนจะไปทำบุญทอดกฐินในช่วงเวลาดังกล่าว ด้วยถือว่าได้บุญสูง

ที่มาของภาพ, Getty Images
3. รายได้การทอดผ้าป่าตามเทศกาล เป็นการหารายได้เข้าวัดด้วยการทอดผ้าป่า โดยใช้วันสาคัญทางประเพณีไทย และทางพุทธศาสนา เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา หรือวันอาสาฬหบูชา เป็นต้น
4. รายได้การอบรมปฏิบัติธรรม โดยทั่วไปการจัดฝึกอบรมธรรมจะไม่มีการเรียกเงินค่าสมัคร ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าที่พัก ค่าบำรุงสถานที่ หรือค่าอาหาร เป็นต้น ในระหว่างการฝึกอบรม อย่างไรก็ตาม เมื่อเสร็จสิ้นการอบรมแล้ว ผู้ได้รับการอบรมส่วนใหญ่มักจะบริจาคเงินให้กับวัดเพื่อเป็นการชดใช้หนี้สงฆ์ หรือตอบแทนวัด
5. รายได้การบริจาคทั่วไป เป็นการบริจาคครั้งคราวตามกาลังศรัทธาของพุทธศาสนิกชน
6. รายได้จากการฝากเงินหรือลงทุน วัดและศาสนสถานสามารถเลือกฝากเงินกับสถาบันการเงินที่เชื่อถือได้ และควรเลือกฝากประเภทและระยะเวลาที่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า นอกจากนี้ สามารถนำเงินฝากหรือเงินสดไปลงทุนในกิจการที่ไม่มีความเสี่ยง เช่น การซื้อพันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น
7. รายได้จากการตั้งซุ้มจาหน่ายสินค้าของวัด เช่น ดอกไม้ ธูปเทียน อาหาร วัตถุมงคล หนังสือธรรมะ หรือของที่ระลึกอื่น ๆ โดยมีเจ้าหน้าที่ของวัดเป็นผู้จำหน่ายและจัดทำบัญชีรายการสินค้า รายรับและรายจ่ายที่เกิดขึ้น
8. รายได้จากการจัดผลประโยชน์ทรัพย์สิน เป็นรายได้จากการที่วัดให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่ดิน อาคารและสิ่งปลูกสร้าง
9. รายได้อื่น ๆ ของวัดที่พึงบังเกิดมี อาทิ วัดที่อยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวมีพุทธสถานที่สวยงาม สงบ ร่มเย็น ดังนั้น บริษัทจัดการท่องเที่ยวมักจะให้ความสำคัญบรรจุในโปรแกรมนำเที่ยวอยู่เสมอ ก่อให้เกิดรายได้จากเงินบริจาคค่าจอดรถ หรือค่าบริการห้องน้ำ ถือได้ว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ให้วัดเป็นที่รู้จักมากขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย
เปิดรายได้วัดเฉลี่ยปีละ 3.2 ล้านบาท
แม้ว่าจะไม่มีการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ของวัดแต่ละแห่งและภาพรวมทั้งหมดในปัจจุบัน แต่หากย้อนหลังไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เคยทำวิจัยเรื่อง "การบริหารการเงินของวัดในประเทศไทย" ในวัดที่มีพระอยู่ 490 แห่ง ใน 15 จังหวัด จากวัดที่มีพระอยู่ในขณะนั้น 39,883 แห่ง

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผลการวิจัยพบว่า วัดแต่ละแห่งโดยเฉลี่ยมีรายได้ปีละ 3.2 ล้านบาท โดยมาจากเงินบริจาคเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน เช่น งานซ่อมแซม เฉลี่ยประมาณ 2 ล้านบาท รองลงมาคือ รายรับจากการสร้างพระเครื่องบูชาเฉลี่ยประมาณ 1.4 ล้านบาท และเงินบริจาคในโอกาสพิเศษเฉลี่ยประมาณ 1 ล้านบาท
สำหรับรายจ่ายประมาณวันแต่ละแห่งปีละ 2.8 ล้านบาท และคาดว่าแต่ละปีมีเงินหมุนเวียนในวัด 1-1.2 แสนล้านบาท
ใครเป็นผู้ดูแลจัดการเงินและทรัพย์สินของวัด
ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช 2505 มาตรา 33 ได้แบ่งศาสนสมบัติ หรือทรัพย์สินของวัดออกเป็น 2 ประเภท
- ศาสนสมบัติกลาง คือ ทรัพย์สินของกรมการศาสนาที่ไม่ใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง ซึ่งผู้ดูแลรักษาหรือจัดการทรัพย์สินประเภทนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
- ศาสนสมบัติของวัด คือ ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ่ง โดยจะให้วัดแต่ละแห่งเป็นผู้จัดการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งครอบคลุมการดูแลจัดการและการจัดหาประโยชน์ในที่วัด ที่พื้นที่ใช้ประโยชน์ และศาสนสมบัติอื่น ๆ ของวัด

ที่มาของภาพ, INDRANIL MUKHERJEE/AFP/Getty Images
ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว ผศ.ดร.ณดา อธิบายจากงานวิจัยข้างต้นว่า วัดส่วนใหญ่ 90% ไม่มีโครงสร้างดูแลเงินอย่างเป็นระบบ กฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันให้อำนาจหน้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าอาวาสทั้งหมด โดยมีการแต่งตั้งไวยาวัจกรมาช่วยดูแลในส่วนที่สงฆ์ดำเนินการเองไม่ได้
นอกจากนี้ยังไม่มีการรายงานทางการเงินที่เป็นมาตรฐาน และไม่มีการเก็บข้อมูลการเงินของวัดไว้ ขาดแนวปฏิบัติที่ชัดเจน และขาดกลไกในกำกับดูแลให้การบริหารการเงินของวัดสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล เป็นต้น
กฎหมายที่มีอยู่เพียงพอในการดูแลทรัพย์สินของวัดหรือไม่
บทความทางวิชาการในวารสาร มจร การพัฒนาสังคม และผลการวิจัยของ ผศ.ดร. ณดา เห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การบริหารเงินและทรัพย์สินของวัดยังไม่มีโครงสร้างการบริหารงานอย่างชัดเจน กลไกการตรวจสอบ รวมทั้งข้อกฎหมายและข้อบังคับที่มีอยู่ก็ไม่เพียงพอต่อการบริหารงานในปัจจุบัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผศ.ดร. ณดา เสนอข้อแนะนำในงานวิจัยว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำหนดให้เป็นกฎระเบียบข้อบังคับชัดเจนให้วัดจัดทำรายงานทางการเงินเป็นประจำทุกปี และนำส่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเป็นผู้รวบรวม โดยกำหนดให้การตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาตเป็นประจำ และพัฒนาที่มีความรู้ด้านการบริหารจัดการด้านการเงิน
นอกจากนี้ นักวิชาการรายนี้ยังเสนออีกว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ควรมีการเสนอให้มีการออกกฎมหาเถรสมาคม เพื่อกำหนดถึงการมีและแต่งตั้งคณะกรรมการวัด ที่มีองค์ประกอบที่สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับวัด
ส่วนบทความของ พระใบฎีกาสุชินนะ อนิญฺชิโต ระบุว่า กฎหมายและกฎระเบียบข้อบังคับที่มีอยู่ ยังไม่เพียงพอที่จะทาให้การบริหารการจัดการวัดสะท้อนถึงการบริหารจัดการกิจการที่ดีได้ ยังคงจำเป็นต้องต้องรักษามาตรฐานการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลครอบคลุมทุกองค์ประกอบ ได้แก่ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดรับชอบ และหลักความคุ้มค่า









