ซาอุดีอาระเบีย: กต. เร่งแต่งตั้งทูตไทย-นำนักธุรกิจเยือนซาอุฯ-เตรียมร่างความตกลงความร่วมมือด้านแรงงาน

นายกฯ

ที่มาของภาพ, Handout

เพียงสองสัปดาห์หลังการเยือนซาอุดีอาระเบียของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระหว่างวันที่ 25-26 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการเยือนของผู้นำรัฐบาลไทยครั้งแรกในรอบ 32 ปี กระบวนการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การกราบบังคมทูลเชิญมกุฎราชกุมารซาอุฯ เสด็จเยือนไทย ไปจนถึงการเตรียมลงนามความร่วมมือด้านแรงงาน

วันนี้ (10 ก.พ.) นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ถึงความคืบหน้ากรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้กราบบังคมทูลเชิญเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด มกุฎราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมแห่งซาอุดีอาระเบีย เสด็จฯ เยือนประเทศไทยว่า หลังจากที่ กต.ได้มีหนังสือกราบบังคมทูลเชิญเป็นลายลักษณ์อักษรไปแล้ว พระองค์ทรงตอบรับว่าจะเสด็จเยือนไทยภายในปี 2565

ก่อนหน้านี้ นายดอน ปรมัติถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. กต. เปิดเผยเรื่องดังกล่าวในระหว่างการตอบกระทู้ถามสดในที่ประชุมวุฒิสภาต่อกรณีการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศเมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมาเช่นกันว่า "พระองค์ทรงตอบรับคำเชิญแล้ว"

โฆษก กต. ยังได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการฟื้นความสัมพันธ์ไทย-ซาอุดีอาระเบียในด้านต่าง ๆ หลังจากการเยือนซาอุดีอาระเบียครั้งประวัติศาสตร์ของ พล.อ. ประยุทธ์ ดังนี้

ด้านการทูตและการเมือง: เตรียมตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 2 ประเทศ

นอกจากการที่นายกรัฐมนตรีของไทยได้กราบบังคมทูลเชิญองค์มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียเสด็จฯ เยือนไทยแล้ว กต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงริยาดคนแรกในรอบ 32 ปี พร้อมกับจัดตั้งกลไกหารือทวิภาคี 2 ระดับ

"ในวันพรุ่งนี้ (11 ก.พ.) กระทรวงการต่างประเทศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. ต่างประเทศจะเป็นประธานจัดการประชุมหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการดำเนินการเพื่อส่งเสริมความร่วมมือกับซาอุดีอาระเบียให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่กระทรวงการต่างประเทศ" โฆษก กต. กล่าว

นายกฯ

ที่มาของภาพ, Handout

คำบรรยายภาพ, เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด มกุฎราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งซาอุดีอาระเบีย หารือข้อราชการกับพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ณ พระราชวังอัล ยะมามะฮ์ สำนักพระราชวังซาอุดีอาระเบีย

การจัดตั้งกลไกการเจรจาระดับทวิภาคใน 2 ระดับดังกล่าว ประกอบด้วย คณะทำงานหรือเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโส และอีกระดับคือ ระดับคณะรัฐมนตรีในลักษณะคณะกรรมาธิการร่วมไทย-ซาอุดีอาระเบีย นำโดย รมว. กต.

ด้านการเศรษฐกิจ: เตรียมนำเอกชนไทยพบนักธุรกิจซาอุฯ

นายธานีกล่าวอีกว่า ในด้านการฟื้นฟูความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา รมว. กต. ได้พบหารือกับภาคเอกชนของไทย 26 คน นำโดยนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือ ด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน ระหว่างไทย-ซาอุดีอาระเบีย

ภาคเอกชนพบหารือกับกระทรวงต่างประเทศเมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, กรมสารนิเทศ กระทรวงต่างประเทศ

คำบรรยายภาพ, ภาคเอกชนพบหารือกับกระทรวงต่างประเทศเมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ที่ประชุมดังกล่าวยังหารือถึงความเป็นไปได้ในการจัดให้รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. กต. เป็นหัวหน้าคณะเพื่อนำภาครัฐ นักธุรกิจ และภาคเอกชนไทย เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบีย ภายในเดือน ก.พ. นี้ด้วย เพื่อแสวงหาความร่วมมือระหว่างฝ่ายรัฐและเอกชนของซาอุดีอาระเบีย ในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพ อาทิ การบริการและการโรงแรม การท่องเที่ยว พลังงาน ยานยนต์ การก่อสร้าง และการศึกษาและฝึกอบรมเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงาน รวมทั้งความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy Model - BCG) ของไทยกับนโยบายวิสัยทัศน์ 2030 ของซาอุดีอาระเบีย

ด้านแรงงาน: เตรียมร่างความตกลงความร่วมมือด้านแรงงาน

โฆษก กต. กล่าวเพิ่มเติมทั้งสองประเทศเห็นพ้องกันความร่วมมือทางแรงงานเป็นสาขาที่มีศักยภาพ ซึ่งจะต้องเพิ่มโอกาสให้แรงงานไทยได้เข้าไปทำงานในซาอุดีอาระเบียเพิ่มมากขึ้น โดยซาอุดีอาระเบียมีความต้องการแรงงานในสาขาต่าง ๆ กว่า 8 ล้านตำแหน่ง ขณะที่ไทยก็มีความสามารถและศักยภาพในการบริหารจัดการ การท่องเที่ยว แรงงานฝีมือและกึ่งฝีมือในสาขาต่าง ๆ

"การส่งออกแรงงานไทยก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในยุคหลังโควิด-19 เช่นเดียวกัน" นายธานีกล่าว

ในวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้จัดการประชุมเพื่อพิจารณาร่างความตกลง ความร่วมมือด้านแรงงานและกระทรวงต่างประเทศ เพื่อให้สามารถลงนามในครั้งแรก โดยจะมีการหารือกันอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ (11 ก.พ.)

สิ้นสุด 3 ทศวรรษแห่งความห่างเหิน สู่โอกาส 9 ด้านไทย-ซาอุฯ

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้โพสต์ทางบัญชีเฟซบุ๊กของเขาถึงการเยือนซาอุดีอาระเบียเมื่อ 25 ม.ค. ว่าเป็น "ความสำเร็จในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย - ซาอุดีอาระเบีย ให้กลับมาอยู่ใน 'ระดับปกติ' อย่างสมบูรณ์ นับตั้งแต่วันนี้สืบไป ถือเป็นการสิ้นสุด 3 ทศวรรษแห่งความห่างเหิน"

เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน

ที่มาของภาพ, Ronald Grant

คำบรรยายภาพ, คนรุ่นใหม่มองว่าการแต่งตั้งเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน เป็นมกุฎราชกุมารพระองค์ใหม่ เมื่อปี 2017 คือสัญลักษณ์ที่สะท้อนว่ากำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในซาอุดีอาระเบีย

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีของไทยยังมองว่า การเยือนซาอุดีอาระเบียยังนำมาสู่การเปิดประตูแห่งโอกาส 9 ด้าน ประกอบด้วย

  • การท่องเที่ยว : เป็นโอกาสสำหรับการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับประชาชน ซึ่งจะนำไปสู่การขยายความร่วมมือในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เบื้องต้นคาดว่าจะสร้างรายได้ให้ไทยไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี
  • พลังงาน : เกิดการร่วมวิจัยและลงทุน ทั้งในรูปแบบพลังงานดั้งเดิม พลังงานสะอาด และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ชาติของทั้งสองประเทศ
  • แรงงาน : ไทยมีแรงงานฝีมือและกึ่งฝีมือที่มีศักยภาพจำนวนมาก ที่จะช่วยสนับสนุน โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบต่าง ๆ ใน "วิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย ค.ศ. 2030" (Saudi Vision 2030)
  • อาหาร : ประเทศไทยนั้นถือเป็น "ครัวโลก" อุดมสมบูรณ์ด้วยผลิตผลทางการเกษตร ประมง รวมถึงอาหาร "ฮาลาล" ซึ่งไทยมีศักยภาพในการผลิตและพร้อมส่งออกให้แก่ซาอุดีอาระเบีย รวมถึงผ่านซาอุดีอาระเบียไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค นำมาซึ่งโอกาสอย่างมหาศาลสำหรับผู้ประกอบการด้านอาหารของไทย
  • สุขภาพ : ไทย คือ "ศูนย์กลางทางการแพทย์" ที่ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลางที่เป็น "นักท่องเที่ยวระดับพรีเมี่ยม" นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในไทย จึงเป็นโอกาสที่จะเกิดการขยายตัวทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความร่วมมือทางการแพทย์ได้มากยิ่งขึ้น
  • ความมั่นคง : ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศอิสลามสายกลาง มีอิทธิพลสูงในกรอบองค์กรความร่วมมืออิสลาม (OIC) สามารถมีบทบาทส่งเสริมการแก้ปัญหาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืนตามแนวทางสันติสุข นอกจากนั้น ยังสามารถมีความร่วมมือกันด้านข้อมูลข่าวสารความมั่นคง และการต่อต้านการก่อการร้ายอีกด้วย
  • การศึกษาและศาสนา : ที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบียให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยมุสลิมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการศึกษาด้านศาสนา นอกจากนั้น ซาอุดีอาระเบีย ยังมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม พลังงาน สุขภาพ การวิจัยทางทะเล การก่อสร้าง เทคโนโลยีป้องกันประเทศ ซึ่งจะทำให้ไทยมีโอกาสขยายการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาระหว่างกันอีกมาก
  • การค้าและการลงทุน : การกลับมาสู่ความสัมพันธ์ในระดับปกติ จะสร้างโอกาสและเปิดประตูทางการค้าให้กับนักลงทุนและ SME ไทย ในการแสวงหาลู่ทางการทำธุรกิจและการแสวงหาหุ้นส่วนทางการค้าทั้งในซาอุดีอาระเบียและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ในขณะที่ซาอุดีอาระเบียก็ส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศผ่าน "กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ" ในด้านพลังงาน นวัตกรรม โทรคมนาคม อวกาศ เทคโนโลยีสีเขียว โครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ ซึ่งไทยนั้น มีความพร้อมในด้านทรัพยากรมนุษย์ องค์ความรู้ สถานศึกษา และเขตเศรษฐกิจพิเศษต่าง ๆ
  • กีฬา : จะเป็นโอกาสอันดีในการสร้างความร่วมมือทางการกีฬาของทั้งสองประเทศ ที่มีความสนใจในการแข่งขันและการกีฬาต่าง ๆ ร่วมกัน เช่นฟุตบอล มวย กอล์ฟ การแข่งรถ รวมถึง e-sport และอื่น ๆ และเป็นโอกาสของไทยในการส่งเสริม "มวยไทย" ให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางด้วย