ซาอุดีอาระเบีย: พระราชประวัติมกุฎราชกุมารที่นายกฯ ไทยเข้าเฝ้าเพื่อฟื้นสัมพันธ์

ที่มาของภาพ, Reuters/Getty Images
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนำคณะผู้แทนไทยออกเดินทางไปเยือนซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการ ระหว่าง 25 - 26 ม.ค.ตามคำเชิญของเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีช อัลซะอูด (สะกดแบบรัฐบาลไทย) มกุฎราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม ซาอุดีอาระเบีย
ทำเนียบรัฐบาลไทยแถลงว่า การเยือนครั้งนี้เป็นการเยือนในระดับผู้นำรัฐบาลระหว่าง 2 ประเทศเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี โดยนายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าเฝ้าฯ และพบหารือกับ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของซาอุดีอาระเบีย เพื่อส่งเสริมและกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างกัน
แม้มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียพระองค์นี้มีพระชนมายุเพียง 36 พรรษา เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (สะกดแบบสื่อไทยส่วนใหญ่) ได้รับการกล่าวขานว่าคือผู้ปกครองตัวจริงของประเทศส่งออกน้ำมันชั้นนำของโลกนี้

ที่มาของภาพ, EPA
เบื้องหลังการฆ่านักข่าว ?
พระองค์ได้รับคำชื่นชมจากผู้นำชาติตะวันตกว่าทรงเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงหลายด้านมาสู่ประเทศอนุรักษ์นิยมแห่งนี้ รวมถึงการยกเลิกการห้ามสตรีขับรถยนต์ และการสร้างความหลากหลายของเศรษฐกิจ โดยลดการพึ่งพิงรายได้จากน้ำมัน
แต่พระองค์ก็ถูกวิพากษวิจารณ์อย่างหนักถึงการนำซาอุดีอาระเบียเข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามในเยเมน จนเกิดหายนะทางด้านมนุษยธรรมในประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งมีข้อพิพาททางการทูตกับกาตาร์ และปราบปรามผู้เห็นต่างในประเทศตัวเอง
มีเสียงเรียกร้องให้ปลดพระองค์ออกจากตำแหน่งมกุฎราชกุมาร หลังจากที่นายจามาล คาชูจกิ นักข่าวชาวซาอุดีถูกสังหารโดยเจ้าหน้าที่ซาอุดีในสถานกงสุลของซาอุดีอาระเบียในตุรกีเมื่อปี 2018 พระองค์ปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่คดีฆาตกรรมนี้สร้างความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของพระองค์ในระดับนานาชาติ
โอรสของชายาองค์ที่ 3
เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ประสูติเมื่อ 31 ส.ค. 1985 เป็นพระโอรสองค์โตของเจ้าชายซัลมาน บิน อับดุล อาซิซ อัล ซาอุด และฟาห์ดาห์ บินท์ ฟาลาห์ บิน ซัลตาน ชายาองค์ที่ 3
พระองค์ทรงงานในหลายหน่วยงานของประเทศก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาพิเศษของพระบิดา ที่ทรงดำรงตำแหน่งผู้ว่าการกรุงริยาดเมื่อปี 2009
เส้นทางก้าวสู่อำนาจของพระองค์เริ่มแต่ปี 2013 หนึ่งปีหลังจากที่พระบิดาได้รับการสถาปนาเป็นมกุฎราชกุมาร เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าสำนักงานมกุฎราชกุมาร เทียบเท่าตำแหน่งรัฐมนตรี
ม.ค. 2015 กษัตริย์อับดุลลาห์ บิน อาซิซ สิ้นพระชนม์ ส่งผลให้ มกุฎราชกุมารซัลมานขึ้นครองราชย์แทน และทรงแต่งตั้งเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ให้ทรงดำรงตำแหน่ง รมว. กลาโหม
ผลงานชิ้นแรก ๆ ของพระองค์ในฐานะ รมว. กลาโหม ก็คือ การส่งกำลังทหารเข้าไปในเยเมนร่วมกับชาติอาหรับอื่น ๆ เมื่อ มี.ค. 2015 หลังจากที่กลุ่มกบฏฮูธี ที่ถือว่าเป็นตัวแทนของอิหร่านเข้ายึด ซานา เมืองหลวงของเยเมน ขับไล่ผู้นำประเทศให้หนีไปต่างแดน
การสู้รบที่ยืดเยื้อมากว่า 6 ปี ทำให้ชีวิตของพลเรือนชาวเยเมนหลายล้านคนตกอยู่ท่ามกลางอันตรายจากภัยสงคราม และเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหารรุนแรงจากการที่ฝ่ายพันธมิตรใช้วิธีการปิดล้อมพื้นที่ยึดครองของกลุ่มกบฏและโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่อง มีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 2.33 แสนคน ซาอุดีอาระเบีย และชาติพันธมิตรถูกกล่าวหาว่า ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ที่มาของภาพ, Reuters
วิสัยทัศน์ 2030
เม.ย. 2015 เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ได้รับการแต่งตั้งเป็น รองมกุฎราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรีลำดับ 2 และประธานสภาเศรษฐกิจและการพัฒนา
ในปีต่อมา พระองค์ประกาศแผนปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมครั้งใหญ่เรียกว่า "วิสัยทัศน์ 2030" (Vision 2030) มุ่งหมายให้ประเทศยุติ "การเสพติด" น้ำมัน ตั้งเป้ารายได้ของประเทศที่ไม่ได้มาจากน้ำมันให้เพิ่มขึ้นหลายสิบเท่า ในช่วง 15 ปี รวมทั้งปรับหลักสูตรการศึกษา เพิ่มการมีส่วนร่วมของสตรีในภาคแรงงานที่มีชายเป็นหลัก และลงทุนในธุรกิจบันเทิงเพื่อสร้างงานให้คนหนุ่มสาว
กวาดล้างผู้เห็นต่าง
มิ.ย. 2017 กษัตริย์ซัลมานมีบัญชาถอดเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ พระราชนัดดา ออกจากตำแหน่งมกุฎราชกุมาร แล้วแต่งตั้งพระโอรส คือ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานดำรงตำแหน่งแทน
เมื่อทรงรับตำแหน่ง มกุฎราชกุมารพระองค์ใหม่ทรงกระชับอำนาจโดยการปราบปรามกวาดล้างผู้เห็นต่าง จับกุมผู้นำศาสนาและปัญญาชนทีทรงอิทธิพลกว่า 20 คน ด้วยข้อกล่าวหาว่า กระทำการแทนกลุ่มต่างชาติที่ขัดต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร"
หนึ่งเดือนก่อนหน้านั้น เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ตรัสว่าพระองค์มีพระประสงค์จะให้ประเทศกลับสู่แนวทางของอิสลามสายกลาง อันเป็นกุญแจสำคัญของแผนการปฏิรูปซาอุดีอาระเบียให้ทันสมัยขึ้น
"เรากำลังจะหวนกลับสู่สิ่งที่เราเคยเป็นในอดีต นั่นคือประเทศอิสลามสายกลางที่เปิดกว้างสำหรับทุกศาสนา ประเพณี และผู้คนจากทั่วโลก" และเสริมว่า "เราอยากกลับไปใช้ชีวิตปกติ ชีวิตที่ศาสนาของเราหมายถึงความอดทนอดกลั้น และความมีเมตตาของพวกเรา"
ที่ผ่านมา สมาชิกราชวงศ์และกลุ่มผู้นำศาสนาของซาอุดีอาระเบียต่างยึดมั่นในแนวคิดตามศาสนาอิสลามนิกายซุนนี ที่เรียกว่า วะห์ฮะบี ซึ่งยึดถือและตีความหลักคำสอนอย่างเข้มงวด ในขณะที่กษัตริย์ซาอุดีอาระเบียทรงวางพระองค์ในฐานะผู้พิทักษ์สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนาอิสลาม 2 แห่ง

ที่มาของภาพ, Reuters
หว่านเสน่ห์กับเอเชีย
ช่วงปี 2018 ความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียกับชาติตะวันตกตึงเครียดอย่างหนักจากกรณีที่นายจามาล คาชูจกิ ผู้สื่อข่าวชื่อดัง และนักวิจารณ์รัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ถูกสังหารด้วยแผนการอันแยบยลภายในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียในนครอิสตันบูล ของตุรกี
สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือ ซีไอเอ และสำนักงานข่าวกรองของชาติตะวันตกส่วนใหญ่สรุปผลการสอบสวนเรื่องนี้ว่า มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่า มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน หรือที่ทรงเป็นที่รู้จักในพระนามย่อ MBS น่าจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญครั้งนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางการซาอุดีอาระเบียปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง
คดีอื้อฉาวดังกล่าวส่งผลให้เจ้าชายพระองค์นี้ถูกผู้นำชาติตะวันตกหมางเมินในที่ประชุมสุดยอด จี 20 ที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา เมื่อปลายปี 2018 ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากหลายเมืองในประเทศตะวันตก
นอกจากนี้ มกุฎราชกุมารซาอุฯ ทรงต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์อย่างรุนแรงจากสื่อตะวันตก ไม่เฉพาะต่อคดีฆาตกรรมนายคาชูจกิ แต่ยังรวมถึงการที่ทางการซาอุฯ จับกุมผู้ร่วมการประท้วงอย่างสันติ ซึ่งมีผู้หญิงรวมอยู่ด้วย ตลอดจนการที่ทรงดำเนินนโยบายแข็งกร้าวในการทำสงครามที่สร้างความหายนะอย่างใหญ่หลวงในประเทศเยเมน
ก.พ. 2019 MBS เสด็จเยือนปากีสถาน อินเดีย และจีน พร้อมกับ "ปฏิบัติการหว่านเสน่ห์" ในเอเชีย ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศสมีแนวโน้มเย็นชาขึ้น
ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับบีบีซีไทย ว่า การฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย Vision 2030 ที่ต้องการสานสัมพันธ์กับทุกประเทศในโลก ไม่ได้ "ติดใจ" กับเรื่องในอดีต
"ถึงแม้ว่าทางการซาอุดีอาระเบีย จะติดใจบลูไดมอนด์ แต่มันก็ไม่ได้เป็น ข้อผิดพลาดของรัฐบาลไทย อันนี้ประการแรก และผมคิดว่าตอนหลังทางการซาอุดีอาระเบีย ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนัก"
แม้ความพยายาม "หว่านเสน่ห์" ของซาอุดีอาระเบีย แต่พระองค์ก็ยังถูกกล่าวหาถึงความเลือดเย็น โดยเมื่อ ต.ค. ปีที่แล้ว อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองระดับสูงของซาอุดีอาระเบีย ออกมาเปิดโปงว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทรงเคยมีความคิดที่จะใช้ "แหวนพิษ" เพื่อปลงพระชนม์อดีตกษัตริย์
ในการให้สัมภาษณ์กับรายการซิกตี้ มินิตส์ (60 Minutes) ที่ออกอากาศทางเครือข่ายสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส นายซาอัด อัล-จาบรี ระบุว่า เมื่อปี 2014 เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ได้ตรัสกับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ พระญาติซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทยว่า มีพระประสงค์จะก่อการดังกล่าวต่อสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลลาห์ บิน อับดุล อาซิส ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชปิตุลา (ลุง) เพื่อเปิดทางให้พระบิดาของตนได้ขึ้นครองราชย์
ระหว่างการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ นายจาบรี ได้เตือนว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ซึ่งเป็นพระราชโอรสของกษัตริย์ซาอุดีอาระเบียองค์ปัจจุบัน และถือเป็นผู้ปกครองประเทศโดยพฤตินัย ทรงเป็นพวก "ไซโคพาธ" (psychopaths) และฆาตกรผู้มีทรัพยากรอยู่มากมายไม่สิ้นสุด และเป็นภัยต่อประชาชนในชาติ ต่อชาวอเมริกัน และต่อโลก
MBS และ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด
ช่วงต้นเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว แฟนบอลต่างยินดีเมื่อได้ข่าวการเข้าซื้อทีมนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ของเจ้าของรายใหม่คือ กองทุนเพื่อความมั่งคั่งของซาอุดีอาระเบีย (Public Investment Fund - PIF) ด้วยเงิน 300 ล้านปอนด์ สำหรับการครอบครองหุ้น 80% ในสโมสรนี้
ประธานของกองทุนเพื่อความมั่งคั่งของซาอุดีฯ คือ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน
การเข้าซื้อด้วยเงิน 300 ล้านปอนด์นี้ เป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ ของเงินลงทุนทั้งหมดของกองทุนเพื่อความมั่งคั่งของซาอุดีฯ ซึ่งมีมูลค่านับแสนล้านปอนด์ ที่ลงทุนในบริษัทชั้นนำของโลก เช่น ดิสนีย์, อูเบอร์, เฟซบุ๊ก, ร้านกาแฟสตาร์บัคส์ และไฟเซอร์
"พวกเขาพยายามจะกระจายวิธีการหารายได้อย่างอื่นนอกจากรายได้จากน้ำมันและก๊าซ" ศ. ไซมอน แชดวิค ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินของวงการฟุตบอลและผู้อำนวยการด้านกีฬาในยุโรปและเอเชียของวิทยาลัยธุรกิจเอมลียงในฝรั่งเศส
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล บอกว่าประเทศบางประเทศสามารถไปลงทุนด้านกีฬาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากประวัติละเมิดสิทธิมนุษยชนของตัวเอง โดยชี้ว่าการปฏิบัติต่อผู้หญิง การใช้โทษประหารชีวิต และท่าทีต่อต้านความหลากหลายทางเพศ เป็นตัวอย่างว่าประเทศนี้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไร











