1 ปี รัฐประหารเมียนมา : หมอซินเธีย กับ 3 ทศวรรษที่หนีความโหดร้ายของทหารมารักษาเพื่อนร่วมชาติในไทย
- Author, เรื่องโดย ชัยยศ ยงค์เจริญชัย ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Role, วิดีโอโดย วสวัตติ์ ลุขะรัง ผู้สื่อข่าววิดีโอ
"การชุมนุมหลังเกิดการรัฐประหารครั้งล่าสุดแสดงให้เห็นว่าประชาชนมีความกล้าหาญและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการต่อสู้กับรัฐบาลทหารมากขึ้น" ซินเธีย หม่อง แพทย์หญิงชาวเมียนมาวัย 62 ปี พูดถึงการเคลื่อนไหวของประชาชนชาวเมียนมาทั่วประเทศในการต่อต้านการยึดอำนาจเมื่อ 1 ก.พ. 2564
"ผู้คนกังวลว่าหากทหารยังรุ่งเรืองในอำนาจต่อไป ประชาชนจะถูกกดขี่ และคนรุ่นใหม่ก็จะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้นโดยตรง" หมอซินเธียกล่าวกับบีบีซีไทยที่แม่ตาวคลินิก ใน อ.แม่สอด จ.ตาก
แพทย์หญิงเชื้อสายกะเหรี่ยงผู้นี้ไม่ได้ร่วมเคลื่อนไหวกับพี่น้องร่วมชาติบนท้องถนนในบ้านเกิดในนครย่างกุ้งประท้วงการรัฐประหารที่เกิดเมื่อ 1 ปีมาแล้ว แต่เธอมีประสบการณ์ตรงกับความโหดร้ายของกองทัพเมียนมาที่ออกปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนผู้เห็นต่างในเหตุการณ์ประท้วงต่อต้านรัฐบาลทหารที่เริ่มต้นเมื่อ 8 ส.ค. 1988 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกในนาม 8888 Uprising หรือ เหตุการณ์ 8-8-88
การประท้วงครั้งนั้นเริ่มจากนักศึกษาในย่างกุ้งแล้วขยายออกไปทั่วประเทศ มีผู้ชุมนุมหลายแสนคนที่รวมถึงพระสงฆ์จำนวนมาก จนการเคลื่อนไหวนี้มีอีกชื่อว่า "การปฏิวัติสีกรัก" (Saffron Revolution) จนนำมาสู่การปราบปรามอย่างโหดเหี้ยม และในที่สุดการทำรัฐประหารเลือดนองเมื่อ 18 ก.ย. มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนจากการปราบปรามอย่างทารุณของทหาร แต่ทางการเมียนมาบอกว่ามีราว 350 คน เท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้อพยพออกนอกประเทศนับหมื่นราย หนึ่งในนั้นคือ หมอซินเธียผู้ลี้ภัยมาอาศัยอยู่ที่ อ.แม่สอด

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
กำเนิดแม่ตาวคลินิก
หมอซินเธีย จบการแพทย์จากมหาวิทยาลัยย่างกุ้งในปี 2528 พอเกิดรัฐประหารขึ้นในอีก 3 ปีต่อมา เธอจึงตัดสินใจมาหลบอยู่ที่ไทยด้วยเครื่องมือแพทย์อันจำกัด แต่ด้วยใจที่มุ่งมั่น เธอใช้ทักษะและความรู้ของเธอให้บริการด้านการแพทย์ต่อชาวเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่อง สร้างแม่ตาวคลินิกจากบ้านไม้เก่า ๆ หลังหนึ่งย่านชานเมืองของ อ.แม่สอด
ในช่วงแรก คลินิกแทบไม่มีเสบียง ไม่มีเงิน และไม่มีเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกอบรมด้านการแพทย์โดยตรงนอกจากหมอซินเธีย นอกจากนี้พวกเขาอยู่ในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายและพูดภาษาไทยไม่ได้
เครื่องมือแพทย์ทั้งหมดของคลินิกใส่ลงในถุงผ้าที่หมอซินเธีย สะพายไหล่ระหว่างการเดินทาง 10 คืน เพื่อหลบหนีผ่านป่าบริเวณชายแดนด้านตะวันออกของเมียนมา มีหูฟัง กรรไกร คีมสองคู่ เทอร์โมมิเตอร์ เครื่องวัดความดันโลหิต ตำราการแพทย์หนึ่งเล่ม และยาพื้นฐานสองสามห่อ ด้วยเครื่องมือที่จำกัดเหล่านี้และความมุ่งมั่นในการดูแลทุกคนที่หนีสงครามและการกดขี่ในพม่า คลินิกแม่เต่าจึงถือกำเนิดขึ้น
ตั้งแต่ปลายปี 2531 จนถึงวัยเกินเลขหก ซินเธีย ยังไม่หยุดทำงานด้านสาธารณสุขในฐานะแพทย์เพื่อรักษาชาวเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย อีกทั้งส่งเสริมให้คนกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้พลัดถิ่นจากภาวะสงครามได้รับการปกป้องในด้านมนุษยธรรมขั้นพื้นฐาน ได้รับบริการสุขภาพ และการศึกษา
"เราเติบโตขึ้นมากับสังคมนี้ และอยากให้มอบโอกาสอันเท่าเทียบกันกับกลุ่มคนที่ด้อยโอกาส หลายคนที่เราพบเห็น มีฐานะยากจนมาก และไม่มีอาหารการกินที่มากเพียงพอ พวกเขาไม่มีแม้กระทั่งที่พักอาศัยหรือการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพด้วยซ้ำ" หมอซินเธียกล่าวด้วยแววตามุ่งมั่น

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
"ในฐานะที่ดิฉันให้บริการด้านสุขภาพ จึงสนับสนุนให้เกิดระบบสาธารณสุขที่เท่าเทียมและทั่วถึงคนทุกกลุ่ม และปกป้องผู้คนจากการได้รับความรุนแรงทั้งจากภัยสังคมและความรุนแรงในครอบครัวหรือจากนายจ้าง และนั่นคือสาเหตุที่ดิฉันเลือกที่จะมาทำงานบริการสาธารณสุขและการส่งเสริมด้านสุขภาพเพื่อทุกคน"
แม่ตาวคลินิกไม่ได้รับคนไข้ที่ได้รับการบาดเจ็บจากสงครามโดยตรง แต่เป็นผู้ป่วยจากโรคต่าง ๆ ในพื้นที่ หรือโรคติดต่อเรื้อรังหลายชนิดวนเวียนเข้ามา เช่นช่วงหนึ่ง เป็นการระบาดของไข้มาลาเรีย และล่าสุดก็คือคนไข้จากเชื้อไวรัสโควิด-19
"เราไม่ค่อยมีคนไข้ที่เข้ามาหาเราจากผลกระทบทางด้านสงครามโดยตรง แต่ภาวะสังคมเมียนมาในขณะนี้ จะทำให้การเข้าถึงการบริการด้านสาธารณสุขเป็นไปได้ยากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและผู้หญิง" หมอซินเธียกล่าว

หมอซินเธีย หม่อง ผู้ก่อตั้งแม่ตาวคลินิก ผู้เป็นเสมือนแม่พระของกลุ่มชาติพันธุ์ ได้รับรางวัลด้านสันติภาพและการแพทย์จากงานที่เธอทำมากมายตลอดเวลากว่า 30 ปี เกือบ 30 รางวัล โดยรางวัลใหญ่ ๆ บางส่วนที่เธอได้รับตลอดชีวิตการทำงานของเธอ ได้แก่
- พ.ศ. 2561 รางวัล N-Peace จาก UNPD
- พ.ศ. 2548 รางวัลเอเชียนฮีโร่จากนิตยสารไทม์
- พ.ศ. 2548 ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ
- พ.ศ. 2545 รางวัลแม๊กไซไซ สาขาผู้นำชุมชน


ที่มาของภาพ, EPA
กองทัพ กับ เมียนมา
แม้นานาชาติได้รับรู้ถึงความโหดเหี้ยมล่าสุดของกองทัพเมียนมาจากการปราบปรามสังหารประชาชนไปแล้วกว่า 1,498 คน หลังรัฐประหาร 1 ก.พ. 2564 แต่หมอซินเธีย มองว่าอำนาจทางการทหารในเมียนมาเป็นปัญหาความขัดแย้งเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนมาอยู่ตลอด แม้ประเทศได้เริ่มเปลี่ยนผ่านมาสู่ประชาธิปไตยในช่วงสั้น ๆ ทว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกดขี่ประชาชนโดยทหารยังมีให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง และกองทัพก็ยังมีความเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์และการเงิน ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนโดยตรง
"การที่คนพลัดถิ่นจากภัยสงครามและการทหารนั้นเป็นเรื่องที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องมาทุกปีอยู่แล้ว แม้ว่าช่วงก่อนเกิดการรัฐประหารครั้งล่าสุดก็ตาม จึงทำให้สถานการณ์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก ตั้งแต่การรัฐประหารที่เกิดขึ้นในปี 1988 เราก็เห็นภาพของการลี้ภัย การพลัดถิ่น การถูกกดขี่ข่มแหง และการถูกบังคับให้ออกจากพื้นที่จากการถูกไล่ที่หรือปัญหาด้านเศรษฐกิจมีมาอยู่อย่างต่อเนื่องถึงทุกวันนี้"
ในความคิดเห็นส่วนตัวของหมอซินเธีย เธอเห็นว่า "สงคราม" เป็นความผิดพลาดของมนุษย์ เพราะไม่ว่าอย่างไร มนุษย์ก็จะมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกัน และมีความเชื่อที่หลากหลายแตกต่างกันออกไปอยู่ดี

ที่มาของภาพ, Reuters
"สำหรับฉัน การแบ่งปัน การเข้าถึงโอกาส และการมีสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน จะทำให้ไม่เกิดภาวะสงครามขึ้น และทำให้ทุกคนได้รับการปกป้องในทรัพย์สิน ร่างกาย และความมีเกียรติที่เท่าเทียมกัน ถ้านโยบายรัฐและระบบการปกครองดี"
สำหรับชาวย่างกุ้งเช่นเธอที่ทิ้งบ้านเกิดมาแล้วถึงกว่า 3 ทศววรษ สิ่งที่อยากเห็นที่สุดในเมียนมาคือความเท่าเทียมกัน และความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างคนในต่างชุมชน
"อยากให้เครือข่ายภาคสังคมต่าง ๆ เข้ามาสื่อสารและทำงานด้วยกันให้มากขึ้น และในส่วนของการทหารที่ดูจะเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ประชาคมโลกต้องช่วยกันสร้างความกดดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลง" หมอซินเธียกล่าวปิดท้าย











