โควิด : น่ากังวลแค่ไหน หลังไทยพบแนวโน้มผู้ป่วยเด็กเพิ่มขึ้นในการระบาดระลอก 5

ผู้ปกครองพาบุตรหลานมาตรวจคัดกรองโควิด-19 ก่อนจะพาไปร่วมกิจกรรมงานวันเด็กแห่งชาติ ที่ลานเอนกประสงค์ข้างตลาดดินแดง 8 ม.ค. 2565

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

หน่วยงานด้านสาธารณสุขของไทยระบุว่า พบแนวโน้มเด็กติดโควิด-19 เพิ่มขึ้นในการระบาดระลอกที่ 5 โดยคาดว่าสัดส่วนผู้ป่วยเด็กอาจเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 3 ของผู้ป่วยโควิดทั้งหมดในไทย เนื่องจากเด็กอายุ 5-11 ปี เป็นกลุ่มที่ยังไม่ได้รับฉีดวัคซีนต้านโควิดเลย

นพ.อดิศัย ภัตตาตั้ง ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) แถลงเมื่อ 12 ม.ค. ว่า สถานการณ์การติดเชื้อโควิด และอัตราของครองเตียงของเตียงของเด็กขณะนี้ไม่ได้มากขึ้นกว่าปกติ แต่คาดการณ์ว่า จำนวนผู้ป่วยจะมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นเหมือนกันทั่วโลก เพราะเด็กอายุ 5-11 ปี เป็นกลุ่มที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ไม่ใช่เพราะเชื้อมีความรุนแรงมากขึ้น พร้อมย้ำว่ามีเตียงผู้ป่วยเด็กเพียงพอ และผู้ป่วยเด็กส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง

นพ.อดิศัย ระบุว่า ขณะนี้ที่โรงพยาบาลเด็ก มีเตียงเด็ก 70 เตียง เตียงสีแดงสำหรับทารกแรกเกิดและเด็กโต 13 เตียง ขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วยอาการสีแดงและสีส้ม มีเพียงอาการสีเหลือง 1 ราย นอกจากนี้ ยังมีผู้ป่วยเด็กที่เข้ากระบวนการกักตัวและรักษาโควิด-19 อยู่ที่บ้าน (home isolation หรือ HI) 60 คน และเป็นผู้ป่วยใน 32 คน ในจำนวนนี้มีคนไข้อายุน้อยสุดเพียง 4 เดือน

ผศ.พิเศษ พญ.ปิยรัชต์ สันตะรัตติวงศ์ หัวหน้างานกุมารเวชศาสตร์ และกุมารแพทย์เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ระบุในการแถลงข่าวเดียวกันว่า ในการระบาดระลอกนี้ผู้ป่วยเด็กมีเปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้นกว่าช่วงการระบาดระลอกที่ผ่านมาของสายพันธุ์เดลตา ซึ่งช่วงนั้นมีสัดส่วนผู้ป่วยโควิดเด็กทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์

"แต่ในรอบนี้ สัดส่วนผู้ป่วยเด็กมีแนวโน้มที่เกินกว่ารอบก่อน ๆ ก็อาจจะถึง 1 ใน 3 ของผู้ป่วยทั้งหมด เพราะฉะนั้น ยิ่งโรงเรียนอนุบาลเปิด ยิ่งมีความเป็นไปได้ แต่อย่างที่ย้ำหลายรอบว่าโชคดี ส่วนใหญ่อาการไม่เยอะ"

"ย้ำอีกครั้งนะคะ ผู้ป่วยเด็กเนี่ยอาการค่อนข้างน้อย...อัตราการเสียชีวิตน้อยว่า 1 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับผู้ใหญ่" พญ.ปิยรัชต์ กล่าวต่อสื่อมวลชน

ผอ. สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ชี้ว่า จำนวนผู้ป่วยโควิดเด็กจะมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นเหมือนกันทั่วโลก เพราะเด็กอายุ 5-11 ปี เป็นกลุ่มที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ไม่ใช่เชื้อมีความรุนแรงมากขึ้น

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ผอ. สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ชี้ว่า จำนวนผู้ป่วยโควิดเด็กจะมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นเหมือนกันทั่วโลก เพราะเด็กอายุ 5-11 ปี เป็นกลุ่มที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ไม่ใช่เพราะเชื้อมีความรุนแรงมากขึ้น

ไทยพีบีเอสรายงานว่า ตั้งแต่ 7 ม.ค.เป็นต้นมา พบว่ามีผู้ป่วยเด็กเข้ากระบวนการ HI เพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละ 15-20 คน โดยเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว

พญ.ปิยรัชต์ ระบุถึงลักษณะอาการของผู้ป่วยโควิดเด็กที่พบว่ามีดังนี้

กลุ่มแรก มีอาการนำที่เจอเป็นเด็กที่มาตรวจด้วยอาการไข้ อาการหวัด กลุ่มที่สอง เด็กยังไม่มีอาการ แต่มาตรวจหาเชื้อโควิด เพราะพ่อแม่ หรือคนในครอบครัวป่วยเป็นโควิด โดยพบเด็กในกลุ่มที่ 2 เยอะพอสมควร

นพ. สุทัศน์ โชตนะพันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง กรมควบคุมโรค แถลงเมื่อ 13 ม.ค. ว่าการติดเชื้อโควิด-19 ไม่ได้จำกัดช่วงอายุ เด็กก็มีโอกาสติดเชื้อได้ไม่ต่างจากคนช่วงอายุอื่น ๆ แต่ก็ไม่ได้เสี่ยงมากเป็นพิเศษ แต่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือกลุ่มเด็กที่มีโรคประจำตัว กระทรวงสาธารณสุขจึงรณรงค์ให้เด็กกลุ่มนี้ได้ฉีดวัคซีนก่อน

มีการแผนรับมืออย่างไร

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ แถลงเมื่อ 10 ม.ค. ว่า กระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์ว่า ในการระบาดระลอกเดือน ม.ค. 2565 นี้ จะมีเด็กป่วยมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กอายุ 5-11 ปี ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน พร้อมขอให้โรงพยาบาลช่วยรับผู้ป่วยเด็กไว้ก่อน ไม่ควรให้ผู้ป่วยตระเวนหาโรงพยาบาลเอง

นพ.สมศักดิ์ ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมดังนี้

  • เตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลทุกแห่งในการเตรียมยาน้ำฟาวิพิราเวียร์สำหรับผู้ป่วยเด็ก รวมทั้งสนับสนุนยาน้ำฟาวิพิราเวียร์ให้ในระยะแรก สำหรับ โรงพยาบาลที่ทำยาน้ำไม่ได้ แต่ตอนนี้เข้าใจว่าทำได้หมดแล้ว
  • สถาบันสุขภาพเด็ก ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดกรมการแพทย์ได้จัดทีมผู้เชี่ยวชาญทำงานร่วมกับบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุขในพื้นที่ต่าง ๆ รวมทั้งกรุงเทพฯ ในการให้คำปรึกษาเรื่องการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ที่เป็นเด็ก ทั้งที่ต้องรักษาในโรงพยาบาล หรือผู้ป่วยที่รักษาในระบบกักตัวที่บ้าน (HI) และสถานแยกกักในชุมชน (community isolation หรือ CI)
  • จัดเตรียมเวชภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยา เช่น หน้ากากอนามัยสำหรับเด็กให้เพียงพอ
  • เตรียมเตียงสำหรับผู้ป่วยเด็กให้เพียงพอ สำหรับใน กทม. ได้มีการจัดเตรียมศูนย์กักตัวในชุมชนอย่างน้อยเขตละ 1 แห่ง พร้อมสร้างระบบส่งต่อหากมีอาการหนัก ในต่างจังหวัดก็สั่งการให้เตรียมการรักษาแบบ HI และ CI สำหรับเด็ก "เราขอความร่วมมือสถานพยาบาลทุกแห่งว่าถ้ามีผู้ป่วยเด็กไปที่โรงพยาบาลของท่าน ช่วยรับไว้ก่อน ไม่ควรให้ผู้ป่วยตระเวนไปเอง"
  • สำหรับในสถานแยกกักในชุมชน (CI) ให้เตรียมพื้นที่สำหรับผู้ป่วยเด็กที่ต้องมีผู้ปกครองดูแล อย่างน้อยโซนละ 1 แห่ง และมีระบบส่งต่อโรงพยาบาลเมื่ออาการรุนแรง
  • จัดเตรียมเตียงสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก (ผู้ป่วยระดับ 3) ในโรงพยาบาล สำหรับผู้ป่วยเด็กที่มีอาการรุนแรงมาก เบื้องต้นใน กทม. ให้เตรียมไว้ 100 เตียง และขอความร่วมมือประชาชนทั่วไปที่ติดโควิด แต่มีอาการน้อยและมีสุขภาพแข็งแรงให้เลือกใช้วิธีกักตัวที่บ้านหรือในชุมชนก่อน เพื่อให้มีเตียงสำหรับผู้ป่วยอาการไม่หนัก (สีเขียว) ใน โรงพยาบาลเพิ่มขึ้น ซึ่งเตียงเหล่านี้จำเป็นสำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีที่อาการเปลี่ยนแปลงเร็ว หมอจำเป็นต้องรับเข้ารักษาในโรงพยาบาลไว้ก่อน รวมทั้งผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 80 ปี

การฉีดวัคซีนให้เด็กวัย 5-11 ปี

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

นพ.สมศักดิ์ อธิบดีกรมการแพทย์ ระบุว่า มติที่ประชุมคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เมื่อ 22 ธ.ค. เห็นว่าการตัดสินใจให้เด็กเข้ารับวัคซีนให้เป็นไป "โดยความสมัครใจของผู้ปกครอง"แต่ต้องเป็นวัคซีนที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำหรับการฉีดในเด็กอายุ 5-11 ขวบ ตามขนาดและข้อบ่งใช้ที่กำหนด ซึ่งในขณะนี้ของไทย คือ ไฟเซอร์ โดยจะให้ในโดสสำหรับเด็ก

พญ.รัชดา เกษมทรัพย์ กุมารแพทย์ชำนาญการพิเศษ ด้านเวชกรรมสังคม สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ระบุผ่านรายการที่นี่มีหมอเด็ก ทางบัญชีเฟซบุ๊ก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ว่า การฉีดวัคซีนโควิดในเด็กอายุ 5-11 ปีที่ยังไม่เคยติดโควิด ตามปกติจะให้ 2 โดส โดยในทางปฏิบัติให้ฉีดห่างกัน 8 สัปดาห์ แต่ในภาวะที่โรคระบาดเพิ่มขึ้นจากเชื้อกลายพันธุ์โอมิครอน จึงต้องฉีดให้เร็วขึ้น คือเว้นระยะห่างระหว่างเข็มแรกกับเข็มสอง 4 สัปดาห์ ส่วนเด็กที่เคยติดโควิดแล้ว ให้รับวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันอีก 1 โดส ภายหลังจากการติดเชื้อไปแล้วอย่างน้อย 3 เดือน

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ขณะนี้มีกลุ่มเด็กนักเรียนช่วงอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่ได้รับวัคซีนต้านโควิดทั่วประเทศ 83.85 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็นเข็มที่หนึ่ง 95 เปอร์เซ็นต์ และเข็มที่สอง 70 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการยังมีแผนจัดสรรวัคซีนสำหรับเด็กอายุ 5-11 ปีด้วย ขณะนี้กำลังสำรวจตัวเลข และความยินยอมของผู้ปกครอง เนื่องจากการฉีดวัคซีนให้เด็กจะต้องมีผู้ปกครองเซ็นยินยอม โดย นพ.อดิศัย ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ระบุว่า รัฐบาลกำลังเร่งให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับวัคซีนในเดือน ก.พ.

พญ.สุมนี วัชรสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค ในฐานะผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด (ศบค.) แถลงเรื่องสูตรฉีดวัคซีนว่า องค์การอาหารและยา (อย.) อนุมัติให้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ในเด็กฝาสีส้มในกลุ่มเด็กที่มีอายุระหว่าง 5-11 ปี ซึ่งต่างจากวัคซีนไฟเซอร์ฝาสีม่วงที่ใช้ในผู้ใหญ่ โดยเด็กจะใช้วัคซีน 10 ไมโครกรัม แต่ในผู้ใหญ่ใช้ 30 ไมโครกรัม และไม่สามารถใช้วัคซีนขวดฝาสีม่วงของผู้ใหญ่มาแบ่งเป็น 3 โดส เพื่อฉีดทดแทนให้เด็กได้

"ดังนั้นในเด็กต้องใช้แบบเฉพาะขวดฝาสีส้มเท่านั้น ส่วนเด็กโตขึ้นไปและผู้ใหญ่ต้องใช้ในสูตรที่เป็นฝาสีม่วง 30 ไมโครกรัม" พญ.สุมนี กล่าว

เธอระบุว่า วัคซีนสำหรับเด็กที่เป็นฝาสีส้ม มีกำหนดเข้าไทยช่วงปลายเดือน ม.ค. หรือภายในเดือน ก.พ. ซึ่งถือว่าเร็วมาก เพราะวัคซีนสำหรับเด็กตอนนี้เป็นที่ต้องการทั่วโลก ไทยถือเป็นประเทศอันดับ 2 ที่ได้วัคซีนเด็กในเอเชีย และตอนนี้ได้เตรียมแผนฉีดวัคซีนเด็กอายุ 5-11 ปีแล้ว โดยเตรียมการฉีดไล่เรียงจากเด็กที่มีอายุ 11 ปีลงมา

ส่วนกรณีผู้ที่ต้องการรอฉีดวัคซีนชนิดเชื้อตาย เช่น ซิโนแวค และ ซิโนฟาร์ม เนื่องจากมีความกังวลว่าเด็กอายุน้อยอาจจะเกิดปัญหากล้ามเนื้อหัวใจอักเสบนั้น พญ.สุมนี ระบุว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการอาหารและยากำลังเร่งขึ้นทะเบียนวัคซีนเชื้อตายอยู่ และต้องรอผ่านมติคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันด้วย ซึ่งตอนนี้ก็ทำคู่ขนานกันไป เมื่อผ่านแล้วผู้ปกครองก็จะสามารถเลือกสูตรในการฉีดวัคซีนให้กับบุตรหลานได้ตามความสมัครใจ

Brothers Louise and Harry Taylor-Bishop and sisters Olivia and Evie Kurz pose for a photo after receiving their first vaccine at Kippa Ring Communication Vaccination Clinic, Brisbane, Australia, 10 January 2022

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, หลายประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย ได้อนุมัติการฉีดวัคซีนต้านโควิดให้แก่เด็กอายุ 5-11 ปีแล้ว

ปัจจุบันหลายประเทศ อาทิ ชาติในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ได้อนุมัติการฉีดวัคซีนต้านโควิดให้แก่เด็กอายุ 5-11 ปี โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC) ระบุเมื่อ 31 ธ.ค.ว่า วัคซีนของไฟเซอร์มีความปลอดภัยสำหรับเด็กในกลุ่มนี้ โดยการทดลองพบการเกิดอาการข้างเคียงเพียงเล็กน้อย และไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงจากวัคซีน โดยหลังจากมีการอนุมัติการฉีดวัคซีนแก่เด็กอายุ 5-11 ปี เมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว ก็มีการฉีดให้เด็กกลุ่มนี้ไปแล้วราว 8 ล้านโดส

ส่วนทางการสหราชอาณาจักรได้อนุมัติการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่เด็กอายุ 5-11 ปีผู้จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัว เมื่อ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยให้รับวัคซีนสำหรับเด็กขนาด 10 ไมโครกรัม 2 โดส โดยให้ฉีดเข็มที่สองหลังจากได้รับเข็มแรกไปแล้ว 8 สัปดาห์