พ.ร.บ. อุ้มหาย : สภาผู้แทนฯ ผ่านวาระ 3 กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย

ที่มาของภาพ, Thai News pix
สภาล่างเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการทำให้บุคคลสูญหายในวาระ 3 ส่งต่อวุฒิสภาพิจารณา
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 23 ก.พ. พิจารณาร่าง พรบ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้วซึ่งเป็นการพิจารณาในวาระ 2 ตามรายมาตรา ซึ่งมีทั้งหมด 5 หมวด 34 มาตรา และบทเฉพาะกาล
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกมธ.วิสามัญ เสนอรายงานว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้สอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีไว้ 2 ฉบับคือ
- อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ และ
- อนุสัญญาการต่อต้านการทรมาน และการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย้ำยีศักดิ์ศรี
สาระสำคัญของร่างพ.ร.บ. ฉบับนี้มุ่งป้องกันและปราบปรามเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ให้กระทำผิดกฎหมายเสียเอง ขณะเดียวกันก็มุ่งคุ้มครอง เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นร่างกฎหมายที่ให้ความเป็นธรรม ทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
นายชวลิต กล่าวต่อว่า กมธ. ได้สรุปสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ. นี้ ดังนี้
- มีการเพิ่มบทบัญญัติว่าด้ายการกระทำความผิดฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย้ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
- กำหนดให้มีการบันทึกภาพและเสียงในการตรวจค้นในคดีอาญา และการบันทึกภาพและเสียงในขณะจับกุมตรวจค้นในคดีอาญา
- องค์ประกอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย มีความครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านสิทธิมนุษยชน ด้านกฎหมาย แพทย์ทางนิติเวชและทางจิตเวชศาสตร์
- กระบวนการสรรหาคณะกรรมการดังกล่าว กำหนดให้ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการสรรหา
- ให้คดีตามพ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นคดีพิเศษ และกำหนดให้หลายหน่วยงานเข้ามาร่วมสอบสวน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในด้านการดำเนินคดี และรวบรวมพยานหลักฐานให้ทันกับสถานการณ์และป้องกันการทำลายพยานหลักฐานสำคัญในคดี
ด้านนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ได้เสนอให้เพิ่มในมาตรา 2/1 คือ เพื่อให้กำหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่กำหนดมาตรฐานเรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะปัญหาการอุ้มหาย การซ้อมทรมาน เป็นปัญหาสำคัญและเป็นความท้าทายของประเทศไทย ซึ่งในอดีตมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำไว้ในกฎหมาย เกรงว่าในอนาคตก็จะเกิดขึ้นอีกและจะมีการนำกฎหมายพิเศษมากล่าวอ้าง อีกทั้ง จะเป็นการยกระดับสิทธิมนุษยชนของไทย อีกทั้ง การเสนอแก้ไขมาตราดังกล่าวจะทำให้กฎหมายในอนาคตมีมาตรฐานที่สูงขึ้น และเพื่อให้กฎหมายนี้บังคับใช้ได้จริง เพราะประเทศไทยมีการใช้กำหมายพิเศษตลอดเวลา มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยกฎหมาย ไม่สามารถปกป้องประชาชนได้จริง
แต่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขในมาตรา 2/1 เนื่องจาก กฎหมายฉบับนี้เป็นการป้องกันการสูญหายและการซ้อมทรมาน จึงเป็นกฎหมายที่กำหนดมาตรการใช้บังคับเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรฐานของกฎหมาย ซึ่งในการแก้ไขเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ยังไม่ได้กำหนดเนื้อหา ไว้ชัดเจน หากมีการวางนโยบายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ อาจจะกระทบกับบทบัญญัติในกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกหลายฉบับ ฉะนั้น จึงไม่ควรแก้ไขเพิ่มเติมตามที่ผู้ขอสงวนความเห็นเสนอ ซึ่งที่สุดแล้วที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้คงไว้ตามร่างเดิมที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอไว้

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ขณะที่ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท้วงติงในมาตรา 13/1 เกี่ยวกับการแต่งตั้งเป็นกรรมการสรรหา ซึ่งกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติตราให้ฝ่ายบริหารนำไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งฝ่ายบริหารมีหน้าที่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย ดังนั้น หากบัญญัติให้ฝ่ายนิติบัญญัติไปเป็นกรรมการสรรหาอยู่ในกฎหมายของฝ่ายบริหาร จะทำให้การถ่วงดุล การตรวจสอบการใช้อำนาจซึ่งกันและกัน บิดเบี้ยวไป โดยมาตรา 184 วรรคท้าย ตามรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจนว่า "ไม่ให้ใช้บังคับกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา รับ หรือ ดำรงตำแหน่งกรรมการ กรรมาธิการของรัฐสภา หรือกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งในการบริหารราชการแผ่น ที่เกี่ยวข้องกับกิจการสภา" ซึ่งการตีความจากบทบัญญัตินี้ หมายถึง ไม่ให้ฝ่ายนิติบัญญัติให้อำนาจตนเองไว้ในกฎหมายของฝ่ายบริหาร จึงเกรงว่าจะเกิดปัญหาในอนาคต
ด้านนายชวลิต วิชยสุทธิ์ ประธานกรรมาธิการ ชี้แจงว่า กรรมาธิการได้พิจารณาอย่างกว้างขวาง โดยเห็นตรงกันว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา หรือรัฐสภา มีหน้าที่คุ้มครองปะชาชน ดังนั้น การที่ออกกฎหมายต้องยึดโยงกับประชาชน ซึ่งในการสรรหาคณะกรรมการต้องอยู่ในภาระหน้าที่ขององค์กรนิติบัญญัติ ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้คงไว้ตามร่างเดิมที่กรรมาธิการเสนอ
หลังสมาชิกอภิปรายเป็นรายมาตราเสร็จสิ้นแล้ว ที่ประชุมมติในวาระ 3 เห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวด้วยคะแนน 359 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง 1 เสียง ไม่ลงคะแนน 2 เสียง
วาระ 1 ผ่านไปเมื่อ กลาง ก.ย. ปีที่แล้ว
เมื่อ 15 ก.ย. ปีที่แล้ว สภาผู้แทนราษฎรมีมติเป็นเอกฉันท์ รับหลักการร่าง พ.ร.บ. นี้ท่ามกลางการจับตาของนักสิทธิมนุษยชน เหยื่อของการซ้อมทรมานและครอบครัวของผู้ที่ถูกอุ้มหายที่ร่วมกันผลักดันให้กฎหมายฉบับนี้มานานนับสิบปี รวมทั้งคณะทูตหลายประเทศในไทย ด้วยความหวังว่ากฎหมายนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการกำจัด "วัฒนธรรมการทรมาน/อุ้มหาย" ให้หมดไป และนำเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรงเหล่านี้มารับผิด
ร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายถูกบรรจุในวาระการประชุมสภามาแล้วหลายครั้งในรอบหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็มักมีเหตุให้ไม่ได้เข้าสู่การประชุม จนกระทั่งหลังเกิดกรณีตำรวจ สภ. เมืองนครสวรรค์ทรมานผู้ต้องสงสัยคดียาเสพติดจนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 ส.ค. หรือคดี "ผู้กำกับโจ้" พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจึงได้ทำหนังสือถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 17 ส.ค. เสนอร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งร่างโดยกระทรวงยุติธรรมและผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. ให้สภาพิจารณาเป็นเรื่องเร่งด่วน
ร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายที่เสนอโดย ครม. นี้นับเป็นร่างที่ 4 ที่มีการเสนอต่อสภา ส่วนอีก 3 ร่างที่มีการเสนอมาแล้วก่อนหน้านี้แต่ไม่เคยเข้าสู่วาระการพิจารณา ได้แก่ ร่างของพรรคพลังประชารัฐร่วมกับพรรคก้าวไกล ซึ่งปรับปรุงจากร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายที่เสนอโดยภาคประชาชน ร่างของพรรคประชาชาติ และร่างของพรรคประชาธิปัตย์
ผลการลงมติ ที่ประชุมสภามีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายในวาระที่ 1 ด้วยคะแนนเอกฉันท์ งดออกเสียง 1 ไม่ลงคะแนน 1 โดยรับหลักการทั้ง 4 ฉบับที่มีการเสนอ พร้อมตั้งกรรมาธิการวิสามัญ 25 คน เพื่อพิจารณาร่างกฎหมาย โดยมีรายชื่อที่น่าสนใจ อาทิ นพ. ทศพร เสรีรักษ์ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นายเอกชัย ไชยนุวัติ ซึ่งพรรคเพื่อไทยเสนอ นายสมชาย หอมละออ โดยพรรคประชาธิปัตย์เสนอ และนางอังคณา นีละไพจิตร โดยพรรคเสรีรวมไทยเป็นผู้เสนอ โดยกำหนดเวลาแปรญัตติ 7 วัน โดยยึดร่างของรัฐบาลเป็นร่างหลักในการพิจารณา
จริงอยู่ว่าในร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายของรัฐบาลมีบางประเด็นที่ภาคประชาสังคมไม่เห็นด้วยและเป็นกังวล แต่พวกเขารวมทั้ง ส.ส. จำนวนหนึ่งเห็นตรงกันว่า สิ่งสำคัญในขณะนี้คือร่างกฎหมายจะต้องเข้าสู่การพิจารณาของสภาและมีมติรับหลักการให้ได้ก่อน จึงจะมีโอกาสผลักดันให้เกิดการ "รวมร่าง" ที่เสนอโดยภาคประชาชนและพรรคการเมืองต่าง ๆ ในชั้นกรรมาธิการ เพื่อให้ได้กฎหมายป้องกันการทรมานและการอุ้มหายที่สมบูรณ์และสอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่สุด
สำหรับหลักการและเหตุผลของกฎหมายฉบับนี้คือ เพื่อให้การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งกระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ นับเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่ไม่อาจกระทำได้ไม่ว่าในสถานการณ์ใด ๆ เพื่อยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประเทศ กำหนดฐานความผิด มาตรการป้องกันและปราบปราม ตลอดจนมาตรการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหาย
น.ส. พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้จัดการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ผลักดันกฎหมายฉบับนี้มาตั้งแต่ต้น กล่าวกลับบีบีซีไทยหลังรับทราบมติของที่ประชุมสภาว่า ขอขอบคุณ ส.ส. ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลที่สนับสนุน พ.ร.บ. ฉบับนี้ และโดยส่วนตัวมองว่าร่าง พ.ร.บ. ทั้ง 4 ฉบับมีเนื้อหาโดยรวมที่เป็นไปตามหลักกฎหมายสากลว่าด้วยการทรมานและการอุ้มหาย จึงคิดว่าการปรับแก้กฎหมายในชั้นกรรมาธิการไม่น่ามีปัญหา
"ยุคนี้เป็นยุคที่ประชาชนต้องการการปกป้องคุ้มครองสิทธิในชีวิต เพราะเรากำลังเผชิญอยู่กับการใช้อำนาจรัฐที่อาจจะมีความแตกต่างจากยุคสมัยอื่น ๆ ขอบคุณ ส.ส. ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลที่ได้แสดงศักยภาพและหน้าที่ในการออกกฎหมายที่คุ้มครองประชาชน" น.ส. พรเพ็ญกล่าว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการอุ้มหายไทยสัปดาห์นี้ ได้รับความสนใจจากหลายประเทศในยุโรป ซึ่งได้ร่วมกันโพสต์ข้อความสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายด้วยข้อความว่า "สัปดาห์นี้ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานและอุ้มหายของไทยจะเข้าพิจารณาในสภา (ชื่อประเทศ) ขอยืนยันว่าเราสนับสนุนประเทศไทยในด้านนี้ และยินดีที่ได้เห็นความคืบหน้าในการผลักดัน พ.ร.บ. ไปอีกขั้น"
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์, 1
ขณะที่นายจูเซปเป บูซีนี รองหัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ทวีตข้อความสนับสนุนให้สภาล่างของไทยเร่งหยิบร่างกฎหมายนี้มาพิจารณา และกำหนดให้การทรมนและการบังคับให้สูญหายเป็นอาชญากรรม พร้อมกับวางมาตรการเยียวยาผู้เสียหาย
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก X เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ X และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ X ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด X โพสต์, 2
กำเนิด พ.ร.บ. อุ้มหาย
น.ส. พรเพ็ญ ผู้จัดการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเล่าถึงความเป็นมาของกฎหมายฉบับนี้ว่า หลังจากประเทศไทยลงนามในอนุสัญญาด้านการปกป้องสิทธิมนุษยชน 2 ฉบับ คือ อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้สาบสูญ รัฐบาลไทยก็มีพันธกรณีที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามอนุสัญญา หนึ่งในนั้นคือการออกกฎหมายภายในประเทศเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมร้ายแรงเหล่านี้ รวมทั้งส่งรายงานสถานการรณ์สิทธิมนุษยชนให้องค์การสหประชาชาติเป็นประจำทุกปี
ประกอบกับการติดตามและเก็บข้อมูลขององค์สิทธิมนุษยชนต่าง ๆ พบว่ามีกรณีการซ้อมทรมานประชาชนโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหาในคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การทรมานผู้ต้องหาเพื่อบังคับให้สารภาพในคดีอาชญากรรมอื่น ๆ จนกระทั่งถึงการบังคับให้สูญหายโดยส่วนใหญ่จะเป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคม นักเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือผู้เห็นต่างจากรัฐบาลเป็นจำนวนมากตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน จึงเริ่มมีการผลักดันให้มีการออกกฎหมายป้องกันและเอาผิดผู้ก่อเหตุทรมานและบังคับให้สูญหาย ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่ไม่เคยมีอยู่ในสารบบกฎหมายมาก่อนเลย
- ซ้อมทรมาน : ผลสอบสวนกรณี "อับดุลเลาะ" หมดสติ-เสียชีวิต สร้างความคลางแคลงใจ
- คณากร เพียรชนะ : 10 ข้อความในแถลงการณ์ 25 หน้า ที่สั่นสะเทือนระบบตุลาการไทย
- วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ : สำรวจจุดเกิดเหตุและคำบอกเล่าจากผู้เห็นเหตุการณ์ “อุ้มหาย”
- สุรชัย แซ่ด่าน : ภรรยาไม่ปักใจสามีคือ 1 ใน 2 ศพนิรนาม แต่เชื่อสามี “ถูกอุ้ม” ในลาว
ปี 2557 ร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายฉบับแรกก็คลอดออกมาและผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่จากนั้นก็ไม่มีความเคลื่อนไหว จนกระทั่งหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2562 ประเทศไทยกลับมามีสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหลังรัฐประหาร ภาคประชาสังคมจึงร่วมกันหยิบร่างที่ผ่านการพิจารณาของกฤษฎีกามาปรับปรุงให้สมบูรณ์ ทันสมัยและสอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศทั้ง 2 ฉบับที่ไทยลงนามไว้มากขึ้น แล้วจึงเสนอให้ กมธ. กฎหมายฯ ของสภาผู้แทนฯ ซึ่งขณะนั้นมีนายปิยบุตร แสงกนกกุล เป็นประธาน จนพัฒนามาเป็นร่างของ "กมธ. กฎหมาย" ที่ต่อมาได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส. จำนวนหนึ่งที่เข้าชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายฉบับนี้ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าร่างที่เสนอโดยพรรคพลังประชารัฐร่วมกับพรรคก้าวไกล
ระหว่างนั้นพรรคการเมืองอื่น ๆ คือพรรคประชาชาติและพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงกระทรวงยุติธรรมเองก็มีการเสนอร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายด้วยเช่นกัน ทำให้ขณะนี้มีร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายที่รอเข้าสู่การพิจารณาของสภาทั้งหมด 4 ฉบับดังที่ได้กล่าวไปแล้ว
สัณหวรรณ ศรีสด นักกฎหมายจากคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) ยอมรับว่าการออกกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการอุ้มหาย "ไม่ใช่เรื่องง่าย" ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเป็นกฎหมายที่มุ่งเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐ แต่หลายประเทศที่มีลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมใกล้เคียงกับไทยก็ทำได้สำเร็จมาแล้วอย่างเช่น ฟิลิปปินส์ อาร์เจนตินา ศรีลังกา แอฟริกาใต้ ยูกันดาและอาร์เซอร์ไบจัน โดย พ.ร.บ. อุ้มหายในประเทศเหล่านี้ "ทำออกมาได้ดี...มีถ้อยคำได้มาตรฐานเหมือนกฎหมายระหว่างประเทศ"
"แม้หลายประเทศจะยังมีปัญหาเรื่องการบังคับใช้ แต่อย่างน้อยเขาก็เริ่มก้าวที่ 1 แล้ว" น.ส. สัณหวรรณกล่าว
สำหรับกรณีบังคับสูญหายตลอดหน้าประวัติศาสตร์ในไทย ข้อมูลจากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ตัวเลขอย่างเป็นทางการที่ถูกบันทึกไว้มีทั้งสิ้น 75 กรณี แต่ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ไม่สามารถระบุได้ อย่าง กรณี "ถังแดง" ที่ จ.พัทลุง ช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และเหตุการณ์พฤษภาคม 2535
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์
มีอะไรอยู่ใน ร่าง พ.ร.บ. อุ้มหาย
โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) สรุปหลักคิดของร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานและอุ้มหายฯ ทั้ง 4 ฉบับ ไว้ว่าเป็นกฎหมายที่มุ่งเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำความผิดฐานทรมาน ฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย โดยร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายทั้ง 4 ฉบับกำหนดการกระทำที่เข้าข่ายความผิดไว้ในทำนองเดียวกันคือ เป็นการกระทำให้ผู้อื่นเกิดความเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ และต้องมีวัตถุประสงค์อย่างอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
- เพื่อให้ได้ข้อมูลหรือคำรับสารภาพจากบุคคลที่ถูกทรมานหรือบุคคลที่สาม
- เพื่อลงโทษบุคคลที่ถูกทรมานอันเนื่องมาจากการกระทำของบุคคลนั้นหรือสงสัยว่าบุคคลนั้นได้กระทำการสิ่งใด
- เพื่อข่มขู่หรือขู่เข็ญผู้ถูกทรมานหรือบุคคลที่สาม
- เพราะเหตุผลอื่น ๆ บนพื้นฐานของการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม
นอกจากนี้ร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายทั้ง 4 ฉบับยังกำหนดอัตราโทษสำหรับความผิดฐานกระทำการทรมานและฐานกระทำให้บุคคลสูญหายไว้เท่ากัน และหากผลของการกระทำความผิดนั้นร้ายแรงขึ้น ผู้กระทำความผิดก็ต้องรับโทษหนักขึ้นด้วย คือ
- ผู้ทำผิดฐานกระทำการทรมานหรือความผิดฐานทำให้บุคคลสูญหาย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-15 ปี และปรับตั้งแต่ 1-3 แสนบาท
- หากผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส จะต้องรับโทษหนักขึ้นจำคุกตั้งแต่ 10-25 ปี และปรับตั้งแต่ 2-5 แสนบาท
- จะต้องรับโทษหนักขึ้น มีโทษจำคุก 15-30 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 3 แสน-1 ล้านบาท
- หากผู้ถูกกระทำเป็นบุคคลที่อายุไม่เกิน 18 ปี หญิงมีครรภ์ ผู้พิการทางร่างกายหรือจิตใจ หรือผู้ที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ โทษก็จะหนักขึ้นกึ่งหนึ่ง

ที่มาของภาพ, Facebook/Police TV
ข้อสังเกตต่อร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายฉบับ ครม. ประยุทธ์
น.ส. สัณหวรรณ นักกฎหมายสิทธิมนุษยชนจาก ICJ หยิบร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายฉบับที่เสนอโดย ครม. ที่คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันนี้มาวิเคราะห์ และมีข้อสังเกตดังนี้
- นิยามคำว่าบังคับให้สูญหายไม่ชัดเจน จนอาจทำให้การอุ้มหายหลาย ๆ กรณีไม่ถูกนับว่าเป็นการอุ้มหายและไม่เข้าข่ายที่จะดำเนินคดีเอาผิดตามกฎหมายฉบับนี้
- กำหนดกลไกการคุ้มครองป้องกันประชาชนจากการถูกทรมานหรืออุ้มหายไว้ค่อนข้างดี คือ หากมีข้อสงสัยว่าบุคคลใดถูกทรมานหรืออุ้มหาย ให้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อออกมาตรการคุ้มครองได้
- การกำหนดให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่พิจารณาคดีความผิดตาม พ.ร.บ. อุ้มหายมีข้อน่ากังวลคือ ศาลอาญาคดีทุจริตไม่ตัดอำนาจศาลทหาร นั่นหมายความว่าความผิดที่กระทำโดยทหารจะไปขึ้นศาลทหาร ซึ่งเป็นศาลที่องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เคยทักท้วงถึงประสิทธิภาพในการพิจารณาคดีของศาลไทยมาแล้ว และมีกระบวนการพิจารณาคดีที่ไม่เหมือนศาลยุติธรรมทั่วไป ศาลทหารถูกออกแบบมาให้เหมาะกับการดำเนินคดีวินัยทางทหารมากกว่าเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงเช่นนี้
- ขาดกลไกการป้องกันการทรมานและการอุ้มหาย เช่น ควรกำหนดให้มีการบันทึกภาพวิดีโอตลอดช่วงการซักถามผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหา ซึ่งกฎหมายในหลายประเทศได้กำหนดไว้แล้ว การบันทึกวิดีโอจะเป็นการป้องกันเจ้าหน้าที่ด้วย หากถูกกล่าวหาทรมานผู้ต้องหาก็จะได้มีหลักฐานยืนยัน
- คดีเกี่ยวกับการทรมานและการอุ้มหายไม่ควรมีอายุความ ตามคำแนะนำของยูเอ็นเนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจอยู่ยาวนาน และเป็นคดีที่เป็นความผิดต่อเนื่องตราบใดที่ยังไม่รู้ชะตากรรมของผู้สูญหายก็ยังถือว่าผู้กระทำผิดยังทำผิดอยู่ การไม่มีอายุความหมายถึงว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ กรณีการอุ้มหายที่เกิดขึ้นในอดีตทั้งหมดจะต้องถูกนำมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
- ร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายของรัฐบาลไม่ได้ระบุถึง "อาชญากรรมที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรี" ส่งผลให้การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ถึงกับเป็นการทรมานแต่เป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีของประชาชนไม่เข้าข่ายการกระทำความผิด
ส.ส. ฝ่ายค้าน-รัฐบาลประสานเสียงสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. อุ้มหาย
ในการอภิปรายเมื่อวันที่ 15 ก.ย. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ ส.ส. จากพรรคการเมืองที่เป็นผู้เสนอร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายทั้ง 4 ฉบับ ได้ลุกขึ้นอธิบายหลักการและเหตุผลของร่างกฎหมาย และรายงานสถานการณ์การทรมานและอุ้มหาย ซึ่ง น.ส. พรเพ็ญซึ่งติดตามการอภิปรายอย่างใกล้ชิดระบุว่าสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในสภาพปัญหาและความสำคัญของกฎหมายของ ส.ส. หลายคน
บีบีซีไทยสรุปเนื้อหาการอภิปรายบางช่วง ดังนี้
นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส. พรรคประชาชาติ เขต 4 นราธิวาส กล่าวว่าแม้พรรคประชาชาติได้เสนอร่าง พ.ร.บ. อุ้มหายมาตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2563 แต่ทางฝ่ายรัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญจนกระทั่งในกรณี "ผู้กำกับโจ้" ที่ จ.นครสวรรค์ จึงทำให้มีการนำร่างกฎหมายนี้เข้ามาพิจารณา เขาระบุว่าหลักการและเหตุผลในร่างของคณะรัฐมนตรีและพรรคประชาชาติไม่ได้แตกต่างกัน ทว่ามีรายละเอียดบางส่วนที่แตกต่าง เช่น นิยามการซ้อมทรมาน ตลอดจนการเยียวยา ซึ่งคาดหวังว่าจะมีการพิจารณาะในวาระถัดไป
"ในฐานะที่อยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีเสียงเล่าลือพูดหันหน้าหูว่าเป็นดินแดนแห่งการซ้อมทรมาน เป็นดินแดนที่มีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ ตลอดระเวลา 17 ปี แต่ด้วยหลักการและเหตุผลที่ ครม. ยื่นเข้ามาถึงจะช้า ก็ยังดีกว่าไม่มา" นายกมลศักดิ์กล่าว
เขายังบรรยายอดีตที่เคยเป็นทนายความศูนย์ทนายความมุสลิม จ.นราธิวาส ก่อนที่จะได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ว่า ชาวบ้านในพื้นที่คาดหวังว่าสมควรจะมีกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากกฎหมายปกติประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้ ก่อนยกตัวอย่างปัญหาในพื้นที่ที่เคยเสนอเป็นกระทู้ในสภาเกี่ยวกับการซ้อมทรมานใน อ. รือเสาะ จ. นราธิวาส เมื่อไม่นานมานี้

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/WANCHALEARM SATSAKSIT
"การซ้อมทรมานที่มันเกิดวิวัฒนาการแถวบ้านผม ไม่ใช่แค่การคลุมถุงดำแล้วครับ มันทำให้จิตหลอน จิตประสาท และมีอีกหลาย ๆ กรณีที่ถุงดำ ก็ไม่ใช่แค่ถุงแห้ง ถุงเปียกก็มี การแก้ผ้าในห้องเย็น ถอดเสื้อผ้าทั้งหมดในห้องเย็นในอุณหภูมิที่ต่ำ ก็เป็นลักษณะหนึ่งของการซ้อมทรมานที่เกิดขึ้นจริงในประเทศนี้" ส.ส. นราธิวาสกล่าว
นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า ในอดีตการซ้อมทรมานและอุ้มหายเกิดขึ้นหลายครั้งกับหลายคน หลายครอบครัว เอาแค่เฉพาะหลังการรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ก็มีผู้ที่ถูกอุ้มหายแล้วอย่างน้อย 9 คน ส่วนใหญ่เป็นนักกิจกรรมทางการเมืองที่ต่อต้านคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เช่น นายอิทธิพล สุขแป้น หรือ ดีเจซุนโฮ, นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋, นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือ สุรชัย แซ่ด่าน, นายชัชชาญ ปุบผาวัลย์ หรือ สหายภูชนะ, นายไกรเดช ลือเลิศ หรือ สหายกาสะลอง, นายชูชีพ ชีวะสุทธิ์ หรือ ลุงสนามหลวง, นายกฤษณะ ทัพไทย หรือ สหายยังบลัด, นายสยาม ธีรวุฒิ หรือ สหายข้าวเหนียวมะม่วง และนายเด่น คำแหล้ ซึ่งเป็นแกนนำชาวบ้านที่ต่อต้านนโยบายทวงคืนผืนป่าที่รังแกคนจนของ คสช. ซึ่งในจำนวน 9 คนนี้มี 3 คน ที่ถูกพบว่าเสียชีวิตแล้ว โดยถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ส่วนผู้ที่ถูกซ้อมทรมานก็มักเป็นกลุ่มบุคคลที่รัฐมองพวกเขาอย่างมีอคติ เช่นเมื่อช่วงเดือน ก.ค. 2563 เกิดกรณีนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ที่บาดเจ็บสาหัสขณะถูกสอบสวนในค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี แต่เจ้าหน้าที่กลับอ้างว่าเขาลื่นล้มในห้องน้ำและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ทั้งหลายนี้ ทำให้เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2563 ภาคประชาชนทั้งองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ตลอดจนครบครัวของเหยื่อผู้ถูกกระทำ ได้ร่วมกันยื่นร่าง พ.ร.บ. การซ้อมทรมาน ต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมายสภาสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งที่ประชุมมีมติให้เสนอกฎหมายโดยไม่แบ่งแยกฝ่ายค้านหรือรัฐบาล แต่เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2563 เกิดกรณีอุ้มหายนายวันเฉลิม สัตยศักดิ์สิทธิ์ หรือ ต้าร์ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีประวัติต่อต้าน คสช. คณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ จึงเร่งดำเนินการ โดยนำร่างของประชาชนมาแก้ไขเพิ่มเติมให้เกิดความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเสนอต่อสภาฯ โดย ส.ส. ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลได้ร่วมกันลงชื่อสนับสนุน









