โควิด-19 : สธ. เปิดกลยุทธ์ 5 เดือน สู่การ “ใช้ชีวิตแนวใหม่อย่างปลอดภัย” เผยจัดหาวัคซีนได้ 124 ล้านโดสในสิ้นปีนี้

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) รับทราบเป้าหมาย กลยุทธ์ และมาตรการควบคุมโรคแนวใหม่เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ โดยตั้งเป้าฉีดวัคซีนครบสองเข็ม 70% ของประชากรทั้งประเทศภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่นยอดผู้ป่วยหน้าใหม่ประจำวันที่ 28 ส.ค. อยู่ที่ 17,984 ราย และมีผู้เสียชีวิต 292 ราย
นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ชี้ว่าแนวโน้มสถานการณ์โดยภาพรวมของประเทศ การติดเชื้อเริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด แต่คงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดความประมาท อย่างในกรุงเทพฯ แนวโน้มผู้ติดเชื้อยังอยู่ในระดับ 4 พันกว่าราย เป็นสัปดาห์แล้ว แม้ภาพรวมไม่พุ่งสูงขึ้นมากอย่างที่กังวล แต่ก็ยังคงระมัดระวัง ส่วนต่างจังหวัด มีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมา จากประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ระบาดกลับไปบ้านเยี่ยมญาติ โดยไม่ทราบว่าติดเชื้อแล้ว หรือทราบว่าติดเชื้อ แต่กลับไปรักษาที่บ้าน
ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เพิ่งมีมติให้ผ่อนคลายมาตรการ "กึ่งล็อกดาวน์" เพื่อควบคุมโรคโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. นี้ โดยในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) อนุญาตให้ประชาชนเดินทางข้ามเขตจังหวัดได้, ให้เปิดห้างสรรพสินค้าได้ถึง 20.00 น., ให้นั่งรับประทานอาหารในร้านได้ 50% กรณีเป็นร้านห้องแอร์ และ 75% กรณีเป็นร้านนอกห้างที่ไม่มีแอร์ รวมถึงให้เปิดร้านตัดผม ร้านเสริมสวยด้วย แต่ผู้ประกอบการและลูกค้าต้องปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด
ในระหว่างการประชุม ศบค. ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค. เป็นประธาน เมื่อ 27 ส.ค. มีการเสนอเป้าหมาย กลยุทธ์ และมาตรการควบคุมโรคแนวใหม่เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ และให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย โดยแบ่งความรุนแรงออกเป็น 5 ระดับ 5 สี ได้แก่ สีแดงเข้ม = รุนแรงที่สุด, สีแดง = รุนแรง, สีส้ม = ปานกลาง, สีเหลือง = ค่อนข้างปลอดภัย และสีเขียว = ปลอดภัย ทั้งนี้ ศบค. ได้รับทราบข้อเสนอดังกล่าว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นพ. โอภาสกล่าวว่า ในเดือน ส.ค. สถานการณ์ค่อนข้างรุนแรง โดยจะพยายามทำให้สถานการณ์ดีขึ้นในเดือน ก.ย. และลดระดับความรุนแรงลง คาดว่าในเดือน ธ.ค. จะใช้ชีวิตแนวใหม่อย่างปลอดภัย
- ส.ค. สถานการณ์รุนแรงที่สุด (สีแดงเข้ม) ตั้งเป้าหมายฉีดวัคซีนเข็มแรกได้ 70% ในกลุ่ม 608 ของ 12 จังหวัด
- ก.ย. ความรุนแรงลดลง (สีแดง) ตั้งเป้าหมายฉีดวัคซีนเข็มแรกได้ 70% ในกลุ่ม 608 ครบทุกจังหวัด โดยจะเริ่มผ่อนคลายการเดินทาง กิจการ/กิจกรรมจำเป็นที่มีความเสี่ยงต่ำและความเสี่ยงปานกลาง และกิจกรรมกลางแจ้ง
- ต.ค. ความรุนแรงลดลงเป็นระดับปานกลาง (สีส้ม) ตั้งเป้าหมายฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม 70% ในกลุ่ม 608 และฉีดเข็มแรกได้ 50% ของประชากรทั้งประเทศ รวมถึงเด็ก โดยจะเริ่มผ่อนคลายกิจการเสี่ยงสูงบางประเภทและกิจกรรมในห้องปรับอากาศที่ผ่านการคัดกรองและมีมาตรการ
- พ.ย. สถานการณ์ค่อนข้างปลอดภัย (สีเหลือง) ตั้งเป้าหมายฉีดวัคซีนเข็มแรกได้ 70% ของประชากรทั้งประเทศ และเข็ม 3 ในพื้นที่เสี่ยง โดยจะเริ่มผ่อนคลายกิจการเสี่ยงสูงทุกประเภท
- ธ.ค. สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปลอดภัย (สีเขียว) ตั้งเป้าฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม 70% ของประชากรทั้งประเทศ และเข็ม 3 ทั้งประเทศ
ที่มา: บีบีซีไทยสรุปจากสไลด์ประกอบการแถลงข่าวของอธิบดีกรมควบคุมโรค เมื่อ 28 ส.ค. 2564

ที่มาของภาพ, Getty Images
ฉีดวัคซีนแล้ว 30 ล้านโดส "ไม่มีรายใดที่เสียชีวิตจากวัคซีนโดยตรง"
ในระหว่างการแถลงข่าววันนี้ (28 ส.ค.) นพ. โอภาสกล่าวด้วยว่า การฉีดวัคซีนคือการดำเนินการป้องกันโรคล่วงหน้าที่สำคัญ แต่ต้องใช้ร่วมกับมาตรการอื่น ๆ ทั้งมาตรการป้องกันส่วนบุคคลขั้นสูงสุดตลอดเวลา (Universal Prevention) การคัดกรองด้วยวิธีต่าง ๆ โดยเฉพาะการตรวจหาเชื้ออย่างง่ายด้วย ATK และมาตรการองค์กร
แต่ถีงกระนั้น อธิบดีกรมควบคุมโรคได้ย้ำเป้าหมายการวัคซีนอย่างน้อย 100 ล้านโดสภายในปีนี้ โดยเชื่อว่าหากทุกคนต้องการฉีดวัคซีน ไทยจะฉีดได้เกิน 70% แน่นอน ส่วนตัวเลขเป้าหมายจะปรับอย่างไร ขอให้คณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณา
สำหรับยอดการฉีดวัคซีนสะสม ณ วันที่ 28 ส.ค. อยู่ที่ 30,420,507 โดส แบ่งเป็น เข็มแรก 22,617,701 ราย คิดเป็น 31% ของประชากร และเข็มสอม 7,221,368 ราย คิดเป็น 10% ของประชากร
"ยืนยันว่าฉีดวัคซีนขณะนี้กว่า 30 ล้านโดส ยังไม่มีรายใดที่เสียชีวิตจากวัคซีนโดยตรง จากการประเมินผลชันสูตรศพในรายเสียชีวิตจากผู้เชี่ยวชาญ เพราะฉะนั้นวัคซีนมีความปลอดภัย" นพ. โอภาสกล่าวและเน้ยย้ำให้ ประชาชนกลุ่มเสี่ยงไปรับวัคซีนตามที่กำหนดและวันนัดหมาย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่า แนวโน้มการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และในเดือน ส.ค. สามารถฉีดได้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 10 ล้านโดส/เดือน เพราะจัดหาวัคซีนเข้ามาได้ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะซิโนแวค แอสตร้าเซนเนก้า และไฟเซอร์ สามารถนำเข้ามาได้รวม 13.8 ล้านโดส และยังมีวัคซีนซิโนฟาร์มที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์นำเข้ามา
เผยยอดจัดหาวัคซีนปีนี้ทะลุเป้าหมายไปที่ 124 ล้านโดส
นอกจากนี้ นพ. โอภาสยังเปิดตัวเลขประมาณการจัดหาวัคซีนในเดือน ก.ย.-ธ.ค. ไว้ ดังนี้
- ก.ย. ซิโนแวค 6 ล้านโดส, แอสตร้าเซนเนก้า 7.3 ล้านโดส, ไฟเซอร์ 2 ล้านโดส
- ต.ค. ซิโนแวค 6 ล้านโดส, แอสตร้าเซนเนก้า 10 ล้านโดส, ไฟเซอร์ 8 ล้านโดส
- พ.ย. แอสตร้าเซนเนก้า 13 ล้านโดส, ไฟเซอร์ 10 ล้านโดส
- ธ.ค. แอสตร้าเซนเนก้า 13 ล้านโดส, ไฟเซอร์ 10 ล้านโดส
ที่มา: บีบีซีไทยสรุปจากสไลด์ประกอบการแถลงข่าวของอธิบดีกรมควบคุมโรค เมื่อ 28 ส.ค. 2564
เมื่อนำวัคซีนหลักทั้ง 3 ยี่ห้อ ที่ไทยจัดหาได้ดั้งแต่เดือน ก.พ. และประมาณการ จนถึงสิ้นปีนี้ ทำให้อธิบดีกรมควบคุมโรคระบุว่ายอดการจัดหาวัคซีนหลักจะอยู่ที่ 124 ล้านโดส ซึ่งเกินจากเป้าหมายที่กำหนด โดยแอสตร้าเซนเนก้าจะส่งมอบวัคซีนในเดือน ก.ย. ประมาณ 7.3 ล้านโดส ส่วนเดือน ต.ค.-ธ.ค. มีแนวโน้มที่ดีที่เขาอาจจะส่งให้เรามากขึ้น ขณะที่บริษัทไฟเซอร์ แจ้งอย่างไม่เป็นทางการว่าในปลายเดือน ก.ย. ส่งได้ประมาณ 2 ล้านโดส ซึ่งเขาให้คำสัญญาว่าจะส่งให้ได้ 30 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้
ต่อมาในวันที่ 3 ก.ย. แอสตร้าเซเนก้าได้สรุปยอดส่งวัคซีนให้ไทยรวม 5.3 ล้านโดสในเดือนส.ค. ที่ผ่านมา รวมส่งทั้งหมด 16.6 ล้านโดส คาดส่งครบ 61 ล้านโดสสิ้นปีตามแผน
นอกจากนี้ยังมีวัคซีนทางเลือกซิโนฟาร์มอีก 11 ล้านโดส และโมเดิร์นนาอีก 5 ล้านโดส รวมเป็นยอดวัคซีนทั้งหมด 140 ล้านโดส ภายในปี 2564









