โควิด-19: ครม. เห็นชอบให้เพิ่มการคุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินในร่างแก้ไข พ.ร.บ. โรคติดต่อ

พยาบาลดูแลผู้ป่วยโควิดอาการหนักในห้องไอซียูของ รพ. แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พยาบาลดูแลผู้ป่วยโควิดอาการหนักในห้องไอซียูของ รพ. แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้เพิ่มบทคุ้มครองและป้องกันการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติงานในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ไว้ในร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. โรคติดต่อ ตามข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในการแถลงข่าวภายหลังการประชุม ครม. วันนี้ (17 ส.ค.) ว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบในหลักการร่าง พ.ร.บ. โรคติดต่อฉบับแก้ไขเพิ่มเติมตามที่ สธ. เสนอ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมฉบับปัจจุบันที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 2558 ที่กำหนดให้มีมาตรการจำเป็นและมีประสิทธิภาพป้องกันระงับควบคุมหรือขจัดโรคติดต่อที่มีการระบาดในภาวะปกติและในกรณีที่มีความรุนแรงให้ยุติบรรเทาลงเร็ว

รองโฆษกรัฐบาลสรุปสาระสำคัญของร่างแก้ไข พ.ร.บ. โรคติดต่อที่ผ่านความเห็นชอบของ ครม. ว่าอยู่ในส่วนที่ว่าด้วยการประกาศ "สถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข" ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อแยกการจัดการโรคติดต่อในสถานการณ์ปกติออกจากโรคติดต่ออันตรายร้ายแรงที่มีลักษณะของโรคอุบัติใหม่ โรคติดต่อและโรคอุบัติซ้ำที่อาจจะกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ

พ.ร.บ.โรคติดต่อฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้ จะมีความสอดคล้องกับการดำเนินการสาธารณสุขในภาวะฉุกเฉินที่มีการระบาดของโรคมากยิ่งขึ้น และทำให้สามารถใช้กฎหมายฉบับนี้ในการควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข โดยไม่ต้องอาศัยการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

ทั้งนี้ ครม. ได้มอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปปรับปรุงเนื้อหาของร่างแก้ไข พ.ร.บ. โรคติดต่อในรายละเอียดต่อไป โดยเฉพาะการหามาตรการคุ้มครองบุคลากรทางสาธารณสุขด่านหน้าและอาสาสมัครที่ทำงานปกติ

เปิดร่างแก้ไข พ.ร.บ. โรคติดต่อ

บีบีซีไทยได้เห็นเนื้อหาของร่างแก้ไข พ.ร.บ. โรคติดต่อที่มีการนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม. ในวันนี้ พบว่ามีเนื้อหาที่ว่าด้วยการปกป้องเจ้าหน้าที่ของรัฐจากการถูกฟ้องร้องทางปกครองและไม่ต้องชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคในช่วงที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข และประเด็นสำคัญอื่น ๆ ดังนี้

  • ในส่วนหมวดบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขนั้นกำหนดให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของ ครม. สามารถประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขในพื้นที่ต่าง ๆ โดยมีกำหนดให้มีระยะเวลาได้ไม่เกิน 3 เดือนนับตั้งแต่วันประกาศและขยายได้คราวละไม่เกิน 3 เดือน
  • องค์ประกอบของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติในสถานการณ์ฉุกเฉิน ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน, รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นรองประธาน, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และกรรมการในภาวะปกติเดิมเป็นกรรมการ และสามารถเพิ่มกรรมการผู้เชี่ยวชาญที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งได้อีก 4 คน
  • คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติในภาวะปกติ ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นรองประธานและกรรมการโดยตำแหน่งอีก 17 คน
  • มาตรา 44/11 มีระบุว่า ข้อกำหนด ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง มาตรการ หรือการกระทำที่คณะกรรมการกำหนดหรือดำเนินการตามหมวดสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขจะไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง และให้มีผลใช้บังคับตามระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนดเฉพาะในระหว่างเวลาที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข
  • เพิ่มข้อความในมาตรา 48 ของ พ.ร.บ.โรคติดต่อ 2558 ซึ่งระบุไว้ว่า "ในการดําเนินการของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามพระราชบัญญัตินี้ หากเกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของบุคคลใดจากการเฝ้าระวัง การป้องกัน หรือการควบคุมโรคให้ทางราชการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่ผู้นั้นตามความจําเป็นการชดเชยความเสียหายตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กําหนดในกฎกระทรวง" โดยร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. โรคติดต่อให้เติมข้อความว่า "ความในวรรคหนึ่งไม่ใช่บังคับแก่กรณีที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข" ซึ่งเข้าใจได้ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากมาตรการหรือนโยบายใด ๆ ที่บังคับใช้ในช่วงที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขนั้น รัฐไม่ต้องชดเชย

จาก พ.ร.ก. นิรโทษกรรมวัคซีน ถึง ร่างแก้ไข พ.ร.บ. โรคติดต่อ

มติ ครม. ที่ให้เพิ่มเติมมาตรการปกป้องเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติงานในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขมีขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่กระทรวงสาธารณสุขที่มีแนวคิดยกร่าง พ.ร.ก. จำกัดความรับผิดบุคลากรสาธารณสุขในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 พ.ศ. ... เพื่อสร้างความมั่นใจและปกป้องบุคลากรทางการแพทย์และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการโควิด-19 ภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดและทรัพยากรที่มีจำกัด ให้ปฏิบัติงานได้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลถูกฟ้องร้อง

ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขนำโดย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยผู้บริหารออกแถลงการณ์ขอให้รัฐคุ้มครองผู้ปฏิบัติงาน

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/กระทรวงสาธารณสุข

คำบรรยายภาพ, ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขนำโดย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยผู้บริหารออกแถลงการณ์ขอให้รัฐคุ้มครองผู้ปฏิบัติงาน

ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่ผ่านมา นพ. ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ชี้แจงว่า สธ. ได้ตั้งคณะกรรมการยกร่างกฎหมายดังกล่าว โดยมอบหมายให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพเป็นหน่วยงานหลัก และมีภาคส่วนต่าง ๆ เช่น ภาควิชาชีพ ภาคกฎหมายมาช่วยกันพิจารณากลไกคุ้มครองผู้ทำงานในช่วงภัยพิบัติโรคระบาดให้ทำหน้าที่ได้เต็มความสามารถโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกฟ้องร้อง

นพ. ธเรศ

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/กระทรวงสาธารณสุข

คำบรรยายภาพ, นพ. ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

นพ. ธเรศเปิดเผยสาระสำคัญของร่าง พ.ร.ก. ฉบับนี้ในครั้งนั้นว่า ผู้ที่จะได้รับความคุ้มครองโดยไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย ซึ่งครอบคลุมความผิดทางแพ่ง ทางอาญา ความรับผิดชอบทางวินัย และความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ประกอบด้วย

1. บุคลากรทางด้านสาธารณสุข ทั้งผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบโรคศิลปะในแขนงต่าง ๆ

2. อาสาสมัครสาธารณสุข และอาสาสมัครต่าง ๆ

3. บุคคลหรือคณะบุคคลที่มีส่วนในการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมไปถึงยารักษาโรคและวัคซีน

แต่ต่อมานายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นต่อร่าง พ.ร.ก. จำกัดความรับผิดหรือที่หลายคนเรียกว่า "พ.ร.ก. นิรโทษกรรมวัคซีน" ว่ากระทรวงสาธารณสุขควรกลับไปคิดให้ดี เพราะสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องทำขนาดนั้น อีกทั้งอาจไม่เข้าข่ายที่จะสามารถออกเป็น พ.ร.ก. ได้

medical worker

ที่มาของภาพ, Reuters

นายวิษณุยังแนะนำแนวทางให้บุคลากรทางการแพทย์เข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองในการปฏิบัติหน้าที่นั้น สามารถดำเนินการได้ แต่อาจไม่ครอบคลุมหรือให้ความคุ้มครองตามกฎหมายได้ทุกคน ซึ่งจะรวมไปถึงบุคลากรด่านหน้า เช่น อาสาสมัครต่าง ๆ ด้วยหรือไม่ สธ. ต้องไปพิจารณาเพิ่มเติม

นักกฎหมายหวั่น ยก พ.ร.ก. ฉุกเฉินมาใส่ พ.ร.บ. โรคติดต่อ

ก่อนหน้านี้ศาสตราจารย์กิตติคุณวิทิต มันตาภรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชนได้แสดงความกังวลต่อการแก้ไข พ.ร.บ. โรคติดต่อไว้ในเวทีเสวนาเรื่อง "16 ปี ภาวะฉุกเฉินของประเทศไทย จากจังหวัดชายแดนใต้สู่การจัดการโควิด-19" ขึ้นเมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า อาจมีเนื้อหาที่ละเมิดสิทธิของประชาชนและปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐจากความรับผิด กล่าวคือมีการหยิบยกเนื้อหาบางส่วนของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาใส่ เช่น การปกป้องเจ้าหน้าที่จากการรับผิดทางปกครอง ห้ามฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐ หรือการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นโดยอ้างว่าเพื่อต่อต้านข่าวปลอมหรือ "เฟกนิวส์"

"ระวังให้ดี อย่ายกมาใส่" นักกฎหมายอาวุโสเตือนและเสนอแนะเรื่องการต่อสู้กับเฟกนิวส์ ในช่วงที่เกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉินโรคระบาดว่า "วิธีสู้กับเฟกนิวส์ได้ดีที่สุดคือการชี้แจงอธิบายด้วยเหตุผล ให้การศึกษา ความรู้และการมีวิจารณญาณของประชาชน ไม่ใช่ใช้กฎหมายที่มากดขี่"