วัคซีนไฟเซอร์: กรมควบคุมโรคแจงฉีดไฟเซอร์ล็อตบริจาคไปแล้วกว่า 1 แสนโดส บุคลากรการแพทย์ได้ตามที่ขอ

วัคซีนไฟเซ่อร์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, บุคลากรทางการแพทย์ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ที่ได้รับบริจาคมาจากสหรัฐอเมริกา และถูกจัดสรรโดยกรมควบคุมโรค

กรมควบคุมโรคเปิดเผยความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ของไฟเซอร์จำนวน 1.5 ล้านโดสที่ได้รับบริจาคจากรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งกำลังเป็นที่จับตาของสังคม ส่งผลให้แฮชแท็ก #ไฟเซอร์หายไปไหน ติดอันดับเทรนด์ทวิตเตอร์ประเทศไทยมาหลายวัน

นพ. เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กล่าวในการแถลงข่าววันนี้ (10 ส.ค.) ว่าหลังจากวัคซีนไฟเซอร์มาถึงไทยเมื่อวันที่ 30 ก.ค. กรมควบคุมโรคได้จัดส่งวัคซีนไปในแต่ละพื้นที่ได้เร็วกว่าที่วางแผนไว้ทำให้สามารถเริ่มฉีดวัคซีนให้บุคคลที่เข้าเกณฑ์และบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค.

จนถึงขณะนี้ มียอดสะสมของการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ไปแล้ว 129,834 โดส ซึ่งเป็นตัวเลขรวมของการฉีดเป็นเข็มที่ 1 เข็มที่ 2 และเข็มที่ 3 จำนวนนี้มีส่วนทำให้เมื่อวานนี้ (9 ส.ค.) เป็นวันที่ภาพรวมการฉีดวัคซีนทุกชนิดสูงถึง 501,330 โดส

นพ. เฉวตสรรยืนยันว่ากลุ่มบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าที่แจ้งความประสงค์จะรับวัคซีนไฟเซอร์เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันเป็นเข็มที่ 3 จะได้รับวัคซีนทุกรายหากเป็นไปตามเกณฑ์ ซึ่งจะมีการพิจารณาควบคู่ไปกับการสำรวจความต้องการก่อนหน้า

"ขอได้โปรดอย่ามองว่า เกณฑ์นี้เป็นอุปสรรคที่ทำให้ท่านเข้าไม่ถึง ในหลักวิชาการก็ต้องมีข้อพิจารณานะครับ ว่ามีกรณีใดบ้างที่ทางวิชาการมีความเหมาะสมเวลาฉีด"

นพ. เฉวตสรรอธิบายเพิ่มเติมว่าหลักเกณฑ์การจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในแต่ละพื้นที่นั้นจะดูจากฐานข้อมูลการฉีดวัคซีนและการสำรวจความประสงค์ในการฉีดในครั้งแรกซึ่งยอมรับว่าอาจมีข้อมูลตกหล่นไปบ้าง ดังนั้นหากพื้นที่ใดแจ้งจำนวนบุคลากรการแพทย์ที่เข้าเกณฑ์ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ต่ำกว่า 50% ของบุคลากรทั้งหมด กรมควบคุมโรคก็จะจัดสรรวัคซีนให้ได้ 50% ของบุคลากร

วัคซีนไฟเซ่อร์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

หากมีความประสงค์ระหว่าง 50-75% ของบุคลากร พื้นที่นั้นก็จะได้รับตามที่ขอ และหากมีความต้องการเกิน 75% ก็จะได้รับวัคซีน 75 % ไปก่อน หลังจากนั้นจะจัดสรรเพิ่มเติมให้ต่อไป

"เพราะฉะนั้นจังหวัดที่ (วัคซีนไฟเซอร์) ขาด ก็จะเป็นกรณีที่มีการส่งรายชื่อเข้ามามากกว่า 75% เมื่อเทียบกับฐานข้อมูล" นพ.เฉวตสรรชี้แจงถึงกรณีที่มีรายงานว่าบุคลากรทางการแพทย์บางคนไม่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ทั้งที่เข้าเกณฑ์และแจ้งความประสงค์ไว้แล้ว

ผอ.กองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉินกล่าวว่า บุคลากรทางการแพทย์ที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรวัคซีนล็อตแรกนี้ ให้แจ้งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร หรือกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

กรณีวัคซีนไม่พอที่ รพ.สนามธรรมศาสตร์และ รพ.ขอนแก่น

สำหรับกรณีที่ รพ.สนามธรรมศาสตร์ และ รพ.ขอนแก่น โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กในทำนองว่าวัคซีนไฟเซอร์ที่ได้รับไม่เพียงพอตามจำนวนที่ได้ร้องขอไปนั้น นพ. เฉวตสรรชี้แจงว่าได้จัดสรรเพิ่มเติมไปแล้ว

เขากล่าวอีกว่าอาจเป็น "ความเข้าใจผิด" ว่าวัคซีนไม่พอ แต่แท้จริงแล้วอยู่ระหว่างทะยอยจัดส่ง เนื่องจากวัคซีนไฟเซอร์มีข้อกำหนดในการส่งและการเก็บรักษาที่ละเอียดกว่าวัคซีนยี่ห้ออื่น

"อย่าเพิ่งด่วนสรุป หรือเสียกำลังใจนะครับบุคลากรด่านหน้าทุกคนที่ประสงค์จะได้ (ฉีดวัคซีนไฟเซอร์" ก็จะได้รับนะครับ" นพ.เฉวตสรรกล่าวและรายงานว่าวันนี้ (10 ส.ค.) ได้จัดส่งวัคซีนไฟเซอร์เพิ่มเติมไปยัง 13 จังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด คือ กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครปฐม นนทบุรี นราธิวาส ปทุมธานี ปัตตานี อยุธยา ยะลา สงขลา สมุทรปราการ และสมุทรสาคร

วัคซีนไฟเซ่อร์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติเข้ารับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์เป็นวันแรก

ทั้งนี้ เฟซบุ๊กโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 8 ส.ค. ข้อความส่วนหนึ่งระบุว่า

"เราส่งรายชื่อแพทย์พยาบาล เภสัชกร นักรังสีเจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์และ จนท. เวรเปล ตลอดถึงบุคลากรอื่น ๆ ที่ทำงานด่านหน้าในโรงพยาบาล ที่แสดงความจำนงขอรับวัคซีนบูสเตอร์เข็มที่สามเป็น Pfizer ที่ได้รับบริจาคมาจากสหรัฐอเมริกาไปที่กระทรวงโดยผ่านจังหวัดเรียบร้อยแล้ว ตามกติกาและเงื่อนไขที่ สธ. กำหนดทุกอย่าง แต่เมื่อวันศุกร์บ่าย (6 ส.ค.) เราเพิ่งได้รับทราบว่าเราได้รับการจัดสรรให้บุคลากรด่านหน้าเพียงร้อยละ 60 ของจำนวนคนที่ส่งรายชื่อไปเท่านั้นทั้งที่เราระบุชื่อ ตำแหน่งหน้าที่ และส่งรายชื่อผู้ที่จะขอฉีดบูสเตอร์ Pfizer ไปไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนบุคลากรทั้งหมดที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลในขณะนี้ด้วยซ้ำ...เราจะอธิบายกับกลุ่มแพทย์แต่ละกลุ่มที่ทำหน้าที่อยู่ในโรงพยาบาลได้อย่างไรว่าในกลุ่มแพทย์สาขานี้ ในจำนวน 15 คนที่ร้องขอ จะมีแพทย์ได้รับวัคซีนเพียงเก้าคน อีกหกคนไม่ได้ และเราจะอธิบายกับพยาบาลในวอร์ด ICU โควิดได้อย่างไรว่า 10 คนที่ทำงานอยู่ในวอร์ดเดียวกัน และเคยฉีด Sinovac มาคนละสองเข็มนั้น จะมีคนได้รับวัคซีน Pfizer เพียงหกคนเท่านั้น อีกสี่คนให้รอไปก่อน"

"เราอยากจะขอร้อง ไปยังผู้กำหนดนโยบายว่าถ้าจะต้องประหยัดวัคซีนเก็บไว้เพื่ออะไรก็ตาม ขอให้ไปใช้ส่วนที่พูดกันว่าจะสำรองไว้ในกรณีฉุกเฉินหรือส่วนที่กันไว้เพื่อการวิจัยนั้นเถิด ขออย่าได้ทำให้ผู้คนที่รบอยู่ด่านหน้าในทุกโรงพยาบาลต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ และทำให้เกิดความระส่ำระสาย เกิดปัญหาเรื่องขวัญกำลังใจขึ้นในหมู่กำลังรบที่อ่อนล้า และรบมายืดเยื้อยาวนานมากแล้วของเราเลย"

เส้นสีเทา

หลักเกณฑ์การให้วัคซีนไฟเซอร์สำหรับบุคลากรทางการแพทย์

วันที่ 1 ส.ค. คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคมีมติเห็นชอบแนวทางการให้วัคซีนไฟเซอร์แก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ดังนี้

  • กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าทุกคนที่ต้องสัมผัสผู้ป่วยโควิด-19 จากการปฏิบัติงานทั่วประเทศ รวมทั้งนักศึกษาและเจ้าหน้าที่ที่ต้องสัมผัสผู้ป่วยโควิดจากการปฏิบัติงาน เช่น แผนกผู้ป่วยนอก แผนกผู้ป่วยใน คลินิกทางเดินหายใจ ห้องฉุกเฉิน แผนกผู้ป่วยวิกฤต รพ.สนาม เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่สอบสวนโรค เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในสถานที่กักกัน หรือปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจดูแลผู้ป่วยโควิดอื่น ๆ ตามการพิจารณาของสถานพยาบาลหรือหน่วยงานต้นสังกัด
  • บุคลากรที่ได้รับวัคซีนซิโนแวค หรือซิโนฟาร์ม ครบ 2 เข็ม พิจารณาให้วัคซีนไฟเซอร์ กระตุ้น 1 เข็ม โดยเสนอจัดสรรให้ 600,000 โดส
  • บุคลากรที่ได้รับวัคซีนใด ๆ มาแล้วเพียง 1 เข็ม พิจารณาให้วัคซีนไฟเซอร์เป็นเข็มที่ 2 ได้ โดยกำหนดระยะห่างระหว่างโดสตามชนิดของวัคซีนเข็มที่ 1 เป็นหลัก โดยเสนอให้จัดสรรให้ 50,000 โดส
  • บุคลากรที่ไม่เคยได้วัคซีนใด ๆ มาก่อน พิจารณาให้ไฟเซอร์ 2 เข็ม ห่างกัน 3 สัปดาห์ โดยจัดสรรให้ 47,700 โดส (23,850 คน คนละ 2 เข็ม)
  • บุคลากรที่เคยติดเชื้อโควิดและไม่เคยได้วัคซีนมาก่อน พิจารณาให้วัคซีนไฟเซอร์ 1 เข็ม โดยมีระยะห่างจากวันที่พบการติดเชื้ออย่างน้อย 1 เดือน จัดสรรให้ 2,300 โดส
  • บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เคยได้รับวัคซีนดังต่อไปนี้ ได้แก่ ซิโนแวคเข็มแรก และแอสตร้าเซนเนก้าเข็มที่ 2, แอสตร้าเซนเนก้าทั้ง 2 เข็ม และซิโนแวค 2 เข็ม และได้เข็มกระตุ้นเป็นแอสตร้าเซนเนก้า 1 เข็ม คณะอนุกรรมการฯ พิจารณายังไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์เป็นเข็มกระตุ้น เพราะบุคลากรดังกล่าวยังมีภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับสูงในระยะนี้ เนื่องจากเพิ่งฉีดวัคซีน อย่างไรก็ตาม จะมีการพิจารณาข้อมูลวิชาการและดำเนินการให้วัคซีนไฟเซอร์แก่บุคลากรกลุ่มนี้ต่อไปเมื่อมีวัคซีนเข้ามาเพิ่ม
เส้นสีเทา
Covid-19

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ผู้เสียชีวิตรายวันทุบสถิติ

สำหรับสถานการณ์การติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในไทยในรอบ 24 ชั่วโมง จากการรายงานของ ศบค. มีข้อมูลดังนี้

  • พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 19,843 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 19,424 ราย ติดเชื้อในเรือนจำ 398 ราย และผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 21 ราย ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม 795,951 ราย
  • การระบาดระลอกเดือน เม.ย. 2564 มีผู้ติดเชื้อสะสม 767,088 ราย วันนี้พบผู้ป่วยจากการคัดกรองเชิงรุกในชุมชน 4,592 ราย
  • ผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัวอยู่ 211,223 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยอาการหนัก 5,450 ราย และต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 1,106 ราย
  • จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ (4,226 ราย) สมุทรสาคร (1,639 ราย) สมุทรปราการ (1,006 ราย) ชลบุรี (1,005 ราย) และนนทบุรี (959 ราย)
  • มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 235 ราย ซึ่งเป็นจำนวนผู้เสียชีวิตรายวันที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดในเดือน ม.ค. 2563 ยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 6,588 ราย คิดเป็นอัตราการเสียชีวิต 0.83% และหากนับเฉพาะการระบาดระลอกเดือน เม.ย. 2564 อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 0.85%
  • ผู้เสียชีวิตทั้ง 235 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ คือ 111 ราย เป็นชาวไทย 233 ราย เมียนมา 2 ราย ราว 64% ของผู้เสียชีวิตมีอายุมากกว่า 60 ปี
  • ข้อมูลการเข้ารับบริการวัคซีนโควิด-19 ถึงเวลา 18.00 น. ของวันที่ 9 ส.ค. ว่าให้ยอดสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. มีการให้บริการสะสมไปแล้ว 21.17 ล้านโดส เป็นการฉีดเข็มแรก 16.3 ล้านคน และมีจำนวนผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็ม 3 สะสมแล้ว 268,022 ราย

เดลตาระบาดแล้วครอบคลุมทุกจังหวัด

วันเดียวกันนี้ นพ. ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงข่าวสถานการณ์การระบาดของไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์ต่าง ๆ โดยระบุว่าปัจจุบันพบเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สายพันธุ์เดลตาในทุกจังหวัดของไทยแล้ว โดยคิดเป็น 91.9% ของเชื้อที่พบในไทย และอีกไม่นานผู้ป่วยเกือบทั้งหมดจะเป็นผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา

Covid-19

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

แม้จะยังไม่มีการรายงานพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาใน จ.สุพรรณบุรี แต่สันนิษฐานว่ามีการติดเชื้อสายพันธุ์นี้แล้วในจังหวัด แต่ยังตรวจไม่พบ

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในวันนี้ไทยยังไม่พบเชื้อสายพันธุ์อื่น ๆ จากต่างประเทศเพิ่มเติม แต่จะมีการเฝ้าระวังต่อเนื่อง

สัปดาห์ที่ผ่านมา ช่วงวันที่ 31 ก.ค.- 6 ส.ค. มีการตรวจสายพันธุ์โควิด-19 ทั่วประเทศไป 1,632 ตัวอย่าง พบเชื้อสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) เกือบ 92% รองลงมาคือสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) คือ 7.9% และเบตา (แอฟริกาใต้) เพียง 0.2%

เฉพาะในกรุงเทพฯ พบสายพันธุ์เดลตา 95.4% ส่วนในภูมิภาคอยู่ที่ 83.2%

"ภาพรวมของประเทศไทยวันนี้ บอกได้เลยว่า 90 กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นเดลตาแล้ว...พูดง่าย ๆ ว่าเดลตาก็คงเบียดอัลฟาไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสุดท้ายเกือบทุกรายในประเทศก็น่าจะเป็นสายพันธุ์เดลตาเป็นหลัก" อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าว

สำหรับสายพันธุ์เบตา กว่า 70% ยังคงอยู่ใน จ.นราธิวาส จากกรณีที่มีผู้ข้ามชายแดนมาเลเซียมาไทย และการระบาดในภูมิภาคอื่นก็ยุติไปแล้ว สัปดาห์ที่ผ่านพบเพิ่ม 4 ราย โดย 3 รายอยู่ใน จ.ภูเก็ต อีกรายอยู่ จ.พัทลุง