สารัชถ์ รัตนาวะดี แม่ทัพกัลฟ์ ผู้กว้างขวางในธุรกิจพลังงาน และมหาเศรษฐีอันดับ 4 ของไทย

ประชาชาติธุรกิจ

ที่มาของภาพ, ประชาชาติธุรกิจ

บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ที่มี สารัชถ์ รัตนาวะดี เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการยื่นแบบรายงานผลการซื้อหลักทรัพย์ของบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH ต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อ 5 ส.ค.2564 ว่า หลังจากครบกำหนดระยะเวลาการรับซื้อหุ้น ระหว่าง 29 มิ.ย.-4 ส.ค.2564 แล้ว GULF ซื้อหุ้น INTUCH ได้รวม 747.87 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 23.32% ของหุ้นทั้งหมด

เมื่อรวมกับหุ้น INTUCH ที่ GULF ถืออยู่เดิม 18.93% ส่งผลให้ GULF ถือหุ้น INTUCH ทั้งสิ้น 1,354.75 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 42.45% ของหุ้นทั้งหมด

ล่าสุดเมื่อ 8 ธ.ค. นิตยสารการเงินธนาคารแถลงผลการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยปี 2564 ในฉบับเดือนธันวาคม 2564 ปรากฏว่า แชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี 2564 ยังคงเป็นของ สารัชถ์ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 โดยถือหุ้นมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 1 รวม 173,099.73 ล้านบาท รวยเพิ่มขึ้น 57,809.73 ล้านบาท หรือ 50.14% ซึ่งสารัชถ์เป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ของ GULF ในสัดส่วน 35.55%

เมื่อ 7 ปีก่อน ชื่อของ สารัชถ์ รัตนาวะดี อาจไม่เป็นที่รู้จักนอกแวดวงภาคธุรกิจ โดยเฉพาะสายอุตสาหกรรมพลังงานมากนัก แต่ตอนนี้เขาคือ มหาเศรษฐีอันดับ 5 ของไทยที่กำลังขยายเครือข่ายธุรกิจจากพลังงานสู่กิจการโทรคมนาคม

ในปี 2557 ตอนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งเรียกให้เขาและนักธุรกิจคนดังจำนวนหนึ่งไปรายงานตัว เพียงไม่กี่วันหลังยึดอำนาจจากรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้สำเร็จ ผู้ร่างคำสั่งดังกล่าวของ คสช. สะกดชื่อของเขาผิด เป็น "นายสารัชต์ รัตนาวดี"

สื่อมวลชนช่วงนั้น ไม่ได้สนใจเขา แต่โฟกัสกับชื่อของนักธุรกิจคนอื่นที่ถูก คสช. เรียกให้มารายงานตัวในล็อตเดียวกัน อย่างนายเศรษฐา ทวีสิน, นายเปรมชัย กรรณสูตร หรือนายอนันต์ อัศวโภคิน

ผ่านไปไม่กี่ปี ชื่อของเขาก็เริ่มถูกพูดถึงบ่อยครั้งขึ้น จากการโผล่ไปติดอันดับ "มหาเศรษฐีไทย" ของนิตยสารการเงินฟอร์บสเป็นครั้งแรก ในปี 2561 และมีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลายปีหลัง

หรือการได้เป็น "เศรษฐีหุ้นไทย" อันดับหนึ่งติดต่อกัน 2 ปีซ้อน ระหว่างปี 2562-2563 จากการจัดอันดับของวารสารการเงินการธนาคาร เอาชนะแชมป์เก่า นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ

ล่าสุดในการจัดอันดับ 50 มหาเศรษฐีไทยของนิตยสารฟอร์บส เอเชียฉบับเดือน ก.ค. 2565 ชื่อของสารัชถ์ มหาเศรษฐีด้านพลังงาน อยู่ที่อันดับ 4 ของทำเนียบ ด้วยทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 11.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 3.98 แสนล้านบาท และ ถือเป็นมหาเศรษฐีพันล้านเหรียญสหรัฐ อันดับ 161 ของโลก (Forbes Billionaires 2022: The Richest People in the World)

เมื่อเดือน เม.ย. GULF บริษัทที่เขาเป็นผู้ก่อตั้ง และหนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ของเมืองไทย เรียกเสียงฮือฮาด้วยการประกาศซื้อหุ้นทั้งหมดของยักษ์ใหญ่ในกิจการโทรคมนาคมไทย คือ INTUCH เจ้าของเครือข่ายมือถือเอไอเอสและดาวเทียมไทยคม

ตามมาด้วยเสียงแซวของ "โทนี วูดซัม" หรือ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กล่าวพาดพิงถึงเขาใน Clubhouse ว่า อาจเป็นตัวช่วยในการหาวัคซีนมาคลี่คลายวิกฤตไวรัส COVID-19 ในประเทศไทย ด้วยการเจรจาซื้อวัคซีนยี่ห้อจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน จากประเทศในตะวันออกกลาง

Gulf Energy Development

ที่มาของภาพ, Gulf Energy Development

สำนักข่าวอิศรารายงานเมื่อ 5 ส.ค. ว่า ความสำเร็จของการซื้อหลักทรัพย์ครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี ที่ INTUCH หรือเดิมชื่อ บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น (ชินคอร์ป) เจ้าของค่ายเอไอเอส และกิจการดาวเทียมไทยคม กลับมาอยู่ในมือกลุ่มทุนไทย หลังจาก ทักษิณ ขายหุ้นชินคอร์ปให้กับกลุ่มเทมาเส็กโฮลดิงส์ เมื่อ 23 ม.ค.2549 แม้เมื่อวันที่ 30 ก.ค. สิงคโปร์เทเลคอมมูนิเคชันส์ หรือ สิงเทล บริษัทด้านโทรคมนาคมของสิงคโปร์ แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ว่า บริษัทได้ปฏิเสธข้อเสนอของนายสารัชถ์ ที่จะซื้อหุ้นของบริษัทแอดวานซ์ อิน โฟเซอร์วิส (เอไอเอส) และหุ้นของบริษัทอินทัชโฮลดิ้ง

"สิงเทลเห็นว่าผู้ที่เสนอซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทเอไอเอสนั้นได้ประเมินมูลค่าที่ของบริษัทเอไอเอสต่ำเกินไป ซึ่งทางสิงเทลไม่มีความตั้งใจที่จะตอบรับต่อคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าว" เว็บไซต์ฟอร์บสอ้างถ้อยแถลงของบริษัทที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์

ฟอร์บส รายงานว่า สิงเทลเป็นบริษัทโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีหุ้นอยู่ในบริษัทอินทัช 21.2% และ 23.3 %ในเอไอเอส

นักธุรกิจจากครอบครัวทหาร

สารัชถ์ เกิดเมื่อ 12 ก.ค. 2508 ในครอบครัวที่มีพ่อและปู่เป็นทหาร

บิดาของเขาคือ พล.อ.ถาวร รัตนาวะดี อดีตหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการ กองบัญชาการทหารสูงสุด เพื่อนร่วมรุ่น จปร.5 กับแกนนำคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผู้ทำการรัฐประหารในปี 2534 ทั้ง พล.อ.สุจินดา คราประยูร และ พล.อ.อิสระพงษ์ หนุนภักดี ส่วนปู่ของเขาก็คือ พล.ต.พระอุดมโยธาธิยุต (นายสด รัตนาวะดี) อดีตสมาชิกคณะราษฎร

ฟากมารดาของเขาก็คือ นางประทุม รัตนาวะดี น้องสาวของนายวาริน พูนศิริวงศ์ นักธุรกิจและเจ้าของหนังสือพิมพ์แนวหน้า

นายสารัชถ์เป็นลูกคนกลาง โดยมีพี่ชายชื่อ สาณิต และน้องชาย สฤษดิ์

เขาแต่งงานกับ นลินี ตันติสุนทร ลูกสาวของนายรักษ์ ตันติสุนทร คณบดีชาวจีนใน จ.ตาก อดีต ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์ 2 สมัย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย สมัยสอง

สารัชถ์ และ นลินี มีบุตร 2 คน คือ สาริศ และ สิตมน

แม้มีชื่อเล่นว่า "กลาง" แต่เพื่อนมัธยมปลายที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย กลับชอบเรียกเขาว่า "แย้ม" ที่มาจากสีหน้าและอารมณ์ของเจ้าตัวที่เป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใส

ในหนังสือรุ่นวชิราวุธ รุ่นที่ 55 หรือ OV 55 ที่เผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่าถึงลักษณะนิสัยในวัยเด็กของของนายสารัชถ์ว่า เป็นคนโกรธง่าย แต่ไม่โกรธใครนาน ที่สำคัญเป็นคนเรียนเก่งที่สุดคนหนึ่งของรุ่น จนเป็นเป้าหมายของเพื่อน ๆ เวลาสอบ ทั้งที่ชอบโดดเรียนและนอนหลับ

ส่วนครูคนหนึ่งก็เขียนถึงนายสารัชถ์ว่า เป็นคนมีเหตุผล เจ้าปัญญา และเป็นผู้ใหญ่เกินวัย

แม้เกิดในครอบครัวทหาร แต่ดูเหมือนเส้นทางชีวิตของนายสารัชถ์มุ่งมั่นไปในการทำธุรกิจเสียมากกว่า

หลังเรียนจบปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ (วิศวกรรมโยธา) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท ด้านการบริหารจัดการวิศวกรรม จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เขากลับมาก่อตั้ง บริษัท กัลฟ์ อิเล็คตริก จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า ในปี 2537 ขณะอายุเพียง 29 ปีเท่านั้น โดยสารัชถ์ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่

ข่าวสด

ที่มาของภาพ, ข่าวสด

อาณาจักร GULF

หลังจากนั้น นายสารัชถ์ค่อย ๆ สร้างอาณาจักรธุรกิจพลังงานขึ้นมา ด้วยการจัดตั้งบริษัทอีกจำนวนหนึ่งที่ใช้คำว่า "กัลฟ์" นำหน้า อาทิ บริษัท กัลฟ์ เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น จำกัด (ก่อตั้งปี 2539), บริษัท กัลฟ์ โคเจนเนอเรชั่น จำกัด (ก่อตั้งปี 2539), บริษัท กัลฟ์ ยะลา กรีน จำกัด (ก่อตั้งปี 2540), บริษัท กัลฟ์ ไอพีพี จำกัด (ก่อตั้งปี 2547)

กำเนิดของกัลฟ์ มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงสำคัญด้านนโยบายพลังงานของภาครัฐ ที่เดิมจะให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สร้างโรงไฟฟ้า มาเป็นให้เอกชนมาสร้างโรงไฟฟ้าแทน แล้ว กฟผ. จะรับซื้อจากผู้ผลิตเอกชนอิสระรายใหญ่ หรือ (Independent Power Producer - IPP) ที่มาเริ่มตั้งแต่ปี 2537 ด้วยวัตถุประสงค์ ให้ประชาชนมีไฟฟ้าพอใช้ และลดการลงทุนของภาครัฐ

ข้อมูลจากเว็บไซต์กระทรวงพลังงานระบุว่า ระหว่างปี 2539-2546 กฟผ.ได้เซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจาก IPP ไปแล้ว 7 โครงการ รวมปริมาณไฟฟ้าที่ขายให้ กฟผ. 5,944 เมกะวัตต์

Gulf Energy Development

ที่มาของภาพ, Gulf Energy Development

โครงการ IPP สำคัญที่กลุ่มกัลฟ์เข้ามามีส่วนร่วมในช่วงเริ่มต้น คือโรงไฟฟ้าบ่อนอก ที่ ต.บ่อนอก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ มูลค่าการลงทุน 3 หมื่นล้านบาท ซี่งบริษัท กัลฟ์ เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น จำกัด เซ็นสัญญากับ กฟผ. ในเดือนกรกฎาคม 2540 เพื่อซื้อขายไฟฟ้าเป็นเวลา 25 ปี มีกำลังการผลิต 734 เมกะวัตต์ ใช้ถ่านหินที่มีปริมาณกำมะถันต่ำเป็นเชื้อเพลิง กำหนดก่อสร้างโรงไฟฟ้าแล้วเสร็จ ส่งไฟฟ้าเข้าระบบ กฟผ. ในปี 2546

แต่ผลจากการถูกชาวบ้านในพื้นที่คัดค้านอย่างหนัก ทำให้โครงการเดินหน้าไม่สำเร็จ รัฐบาลของนายทักษิณ จึงตัดสินใจยกเลิกโรงไฟฟ้าบ่อนอก

แต่การยุติโครงการครั้งนั้น หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจระบุว่า "ไม่ใช่การถอยอย่างผู้พ่ายแพ้" เพราะนายสารัชถ์แปรวิกฤตเป็นโอกาส โดยต่อรองขอย้ายที่ตั้งโรงไฟฟ้าไปยัง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี (โรงไฟฟ้าแก่งคอย 2) พร้อมเปลี่ยนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินมาใช้ก๊าซธรรมชาติ และเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 1,468 เมกะวัตต์ แลกกับการไม่เรียกค่าเสียหายจากภาครัฐเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาท

จากนั้นกัลฟ์ก็เดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าและขายให้กับภาครัฐอยู่เรื่อย ๆ ทั้งโรงไฟฟ้าแก่งคอย 1 จ.สระบุรี มีกำลังการผลิต 107 เมกะวัตต์ ในปี 2541 โรงไฟฟ้าสมุทรปราการ มีกำลังการผลิต 120 เมกะวัตต์ ในปี 2542 โรงไฟฟ้าหนองแค มีกำลังการผลิต 126 เมกะวัตต์ ในปี 2543 ฯลฯ

ปัจจุบัน กัลฟ์มีโรงไฟฟ้าซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติ ทั้งที่ให้บริการเชิงพาณิชย์และและอยู่ระหว่างก่อสร้าง ในประเทศ 25 โรง มีกำลังการผลิต 5,568 เมกะวัตต์ โดย 88% ขายให้กับ กฟผ. และ 12% ขายให้ลูกค้าอุตสาหกรรม และในปี 2570 กำลังการผลิตจะเพิ่มเป็น 12,528 เมกะวัตต์ และในต่างประเทศ อีก 1 โรง อยู่ที่ประเทศโอมาน มีกำลังการผลิต 326 เมกะวัตต์ ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

นายสารัชถ์ก่อตั้ง "บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์" จำกัด ขึ้นมาในปี 2554 เพื่อเป็น holding company ถือหุ้นบริษัทต่างๆ ในเครือ พร้อมกับขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไป หรือ IPO ในราคาหุ้นละ 45 บาท ช่วงธันวาคม 2560 เพื่อระดมเงินทุน 2.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

ผลคือ ไม่เพียงทำให้ GULF กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดติดท็อปเทนของประเทศหลายปีติดต่อกัน ยังทำให้ชื่อของนายสารัชถ์ติดโผ มหาเศรษฐีไทย"ของฟอร์บสเป็นครั้งแรกในปี 2561 ในอันดับ 7 ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 1.06 แสนล้านบาท

กัลฟ์

ที่มาของภาพ, Gulf handout

ผู้มากคอนเน็กชัน

การทำธุรกิจที่ต้องติดต่อสัมพันธ์กับภาครัฐ นอกจากศักยภาพของบริษัท" ผลงาน ในอดีต อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือ "คอนเน็กชัน" ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่นายสารัชถ์มีอยู่ในตัว

สื่อมวลชนหลายสำนักระบุว่า เขาเป็นคนที่เข้ากับนักการเมืองได้ทุกพรรค เข้ากับรัฐบาลได้ทุกยุคสมัย

บทความของ น.ส.วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ที่เขียนลงหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ เมื่อปี 2561 ตอนที่นายสารัชถ์ถูกจัดอันดับให้ติดโผเศรษฐีหุ้นเมืองไทยเป็นครั้งแรก (อยู่ในอันดับ 2 เป็นรองเพียง นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ จากเครือโรงพยาบาล BDMS และสายการบินบางกอกแอร์เวย์) ระบุว่า "เสี่ยกลาง-สารัชถ์" เป็นเด็กหนุ่มในแวดวงไฮโซที่เข้าไปใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้ใหญ่ในแวดวงธุรกิจการเมือง การเงินการธนาคาร และอื่นๆ อยู่ที่ราชกรีฑาสโมสร จนเป็นที่รู้กันว่าหนุ่มหล่อบุคลิกดีคนนี้ มีความสามารถเข้าถึงผู้ใหญ่ในแวดวงต่างๆ และมีคนจำนวนมากที่พร้อมจะสนับสนุนเกื้อกูลให้เด็กคนนี้ได้ไปถึงฝั่งฝัน

บทความดังกล่าวยังระบุว่า นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ คือนักธุรกิจการเมืองที่นายสารัชถ์สนิทสนมเคารพรักใคร่ยิ่ง

FIFA via Getty Images

ที่มาของภาพ, FIFA/Getty Images

คำบรรยายภาพ, สุวัจน์ ลิปตพัลลภ

ในประวัติของนายสารัชถ์ซึ่งปรากฏในหลายที่ โดยเฉพาะรายงานของ GULF เอง ยังระบุถึงประสบการณ์เข้าไปอบรมในหลักสูตรต่างๆ ของหน่วยงานรัฐ ที่ถูกเรียกกันว่า "หลักสูตรคอนเน็กชั่น" ทั้งที่จัดโดยหน่วยงานราชการ ภาคธุรกิจ หรือกระทั่งสำนักงานศาล ของเขาอยู่เสมอๆ อาทิ

  • หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) รุ่นที่ 23 สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ปี 2561
  • หลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) รุ่นที่ 6 วิทยาลัยศาลรัฐธรรมนูญ ปี 2561
  • โครงการฝึกอบรมการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปี 2559
  • หลักสูตรนักบริหารระดับสูงด้านการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและการลงทุน (วธอ.) รุ่นที่ 1 สถาบันวิทยาการธุรกิจและอุตสาหกรรม ปี 2558
  • หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน (วพน.) รุ่นที่ 1 สถาบันวิทยาการพลังงาน ปี 2555
  • หลักสูตรนักบริหารการยุติธรรมทางปกครองระดับสูง (บยป.) รุ่นที่ 1 วิทยาลัยการยุติธรรมทางปกครอง สำนักงานศาลปกครอง ปี พ2553
  • หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง (วตท.) รุ่นที่ 7 สถาบันวิทยาการตลาดทุน ปี 2551

ในงานพระราชทานเพลิงศพของ พล.อ.ถาวร รัตนาวะดี บิดาของนายสารัชถ์ ที่วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เมื่อเดือนธันวาคม 2562 ก็มีบุคคลสำคัญในแวดวงต่าง ๆ มาร่วมงาน ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา, พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก, นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข, นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต รมว.คมนาคม, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ฯลฯ ที่ยิ่งเป็นบทพิสูจน์ถึงสายสัมพันธ์ที่นายสารัชถ์มี

ในขณะที่นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลพื่อเศรษฐกิจและสังคมคนปัจจุบัน ก็เคยทำงานในเครือกัลฟ์ของนายสารัชถ์มาก่อน

ก้าวสู่ธุรกิจโทรคมนาคม

ปัจจุบัน GULF ไม่ได้มีแค่ธุรกิจโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ยังมีธุรกิจอื่นๆ อีก 4 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจแก๊ส ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ธุรกิจพลังงานน้ำ และธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค

จึงไม่แปลกอะไร หาก GULF จะขยับขยายมาอีกกลุ่มธุรกิจ คือ โทรคมนาคม

ความพยายามในการเข้ามาเทกโอเวอร์ INTUCH บริษัทชั้นนำในกิจการโทรคมนาคมของไทย ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือเอไอเอสและดาวเทียมไทยคมของ GULF เริ่มอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่ปีก่อน โดยในเดือนสิงหาคม 2563 ได้ซื้อหุ้น 7.99% ต่อมาในเดือนมกราคม 2564 ซื้อเพิ่มเป็น 15.00% และเดือนเมษายน 2564 ซื้อเพิ่มเป็น 18.93% จนต้องทำคำประกาศว่าจะลงทุนในหุ้นสามัญของ INTUCH ทั้งหมด โดยจะขอซื้อหุ้นทั้งหมดจากนักลงทุนที่ราคา 65 บาท/หุ้น คาดว่าจะใช้เงินทั้งหมด 1.6 แสนล้านบาท

intouchcompany

ที่มาของภาพ, intouchcompany

นายสมิทธ์ พนมยงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารสินทรัพย์ธุรกิจในเครือและการลงทุน ของ GULF อธิบายว่า เหตุผลที่ซื้อ INTUCH เพราะต้องการทรานส์ฟอร์มธุรกิจของเครือกัลฟ์ ไปสู่ digital infrastructure เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การลงทุนครั้งนี้เป็นการเข้าไปปักธงในธุรกิจนี้

ในเอกสารแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) ของ GULF เมื่อปี 2563 ได้ระบุถึง 4 กลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัท นับจากนี้ไป คือ

  • เพิ่มการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ด้วยเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ไม่น้อยกว่า 30% ของกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมของบริษัท ภายในปี 2573
  • พัฒนาธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ทั้งในและต่างประเทศ โดยจะขยายการลงทุนไปสู่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติแบบครบวงจร ที่ครอบคลุมการจัดหาและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ และการเก็บรักษาและแปรสภาพ LNG
  • ขยายไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค โดยเข้าลงทุนแล้วหลายโครงการ อาทิ การพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3, ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6), ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางใหญ่-กาญจนบุรี (M81) เป็นต้น
  • ศึกษาเทคโนโลยีและธุรกิจใหม่ๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร บริษัทจะพร้อมปรับตัวอย่างคล่องตัวและคงความสามารถในการเติบโตอย่างยั่งยืน

ซึ่งความพยายามเข้าครอง INTUCH น่าจะตรงกับกลยุทธ์ข้อสุดท้ายของ GULF

กัลฟ์

ที่มาของภาพ, Gulf handout

นายสารัชถ์เคยแสดงวิสัยทัศน์ทางธุรกิจไว้ในงานเสวนา "ปีแห่งการลงทุน ทางออกประเทศไทย" ซึ่งจัดโดยเครือมติชน ช่วงต้นปี 2563 ว่า ประเทศไทยมีโอกาสสำหรับการลงทุนตลอดเวลา แต่ปัญหาคือการเติบโตของเศรษฐกิจ กับประชาชนฐานรากไม่ไปด้วยกัน SME เจอปัญหาเรื่องสินเชื่อ เพราะธนาคารมักเข้มงวดเวลาจะปล่อยกู้มากกว่าบริษัทใหญ่ ๆ

เขายังเสนอให้มีโครงการร่วมทุนระหว่างรัฐ-เอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว โดยประเทศไทยต้องเตรียมระบบสาธารณูปโภคให้พร้อมรับการลงทุน

"เมืองไทยถึงเวลาต้องกล้าลงทุนเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ในระยะยาว ปัจจุบันมีต่างชาติต้องการเข้ามาอยู่อาศัยในไทย แต่มาแต่ตัว ไม่ใช้เงิน ไทยควรให้เงินต่างชาติเข้ามาด้วย ดังนั้น ไทยต้องมีระบบสาธารณูปโภคที่พร้อมรับการลงทุน มีระบบโทรคมนาคมที่รองรับ 5G หรือไป 6G ยิ่งดี"

ขณะที่วันที่ 4 ก.ค. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอรวิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ถึงผลการประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่มติอนุมัติให้ บริษัทแอดวานซ์ ไวรเลส เน็ทเวอรค์ จำกัด เข้าซื้อหุ้นในบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 7,529,242,385 หุ้น คิดเป็น สัดส่วน 99.87% จากบริษัท อคิวเมนท์ จำกัด บริษัทย่อยของ บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โดยรวมได้มา ซึ่งบริษัทย่อยของทริปเปิลทีทีอีก 2 บริษัท คือ บริษัททริปเปิล ทรี อินเทอร์เน็ต และ บริษัทอินคลาวด์ คิดเป็นมูลค่ารวม 19,500 ล้านบาท

นอกจากนี้ เอไอเอสได้เข้าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน จากบมจ. จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำนวน 1,520,000,000 หน่วย คิดเป็น 19.00% ของจำนวนหน่วยลงทุนทั้ง หมดของในราคาหน่วยละ 8.5 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 12,920 ล้านบาท รวมเรียกทั้งสองธุรกรรมว่า "ธุรกรรมซื้อหุ้นและซื้อหน่วยลงทุน" มีมูลค่ารวม 32,420 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม บริษัทแอดวานซ์ ไวรเลส เน็ทเวอรค์ จำกัด จะทำการขออนุญาตในการเข้าทำธุรกรรมจากคณะกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก่อน จึงจะลงนามในสัญญาซื้อ ขายหุ้น และหน่วยลงทุนโดยบริษัทคาดว่า ธุรกรรมซื้อหุ้นและซื้อหน่วยลงทุนจะเสร็จสมบูรณ์ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2566

หากดีลธุรกิจครั้งนี้สำเร็จจะทำให้เอไอเอสกลายเป็นผู้นำตลาดอินเทอร์เน็ตบ้าน โดยคาดว่าจะมีฐานสมาชิกเพิ่มเป็น 5.4 ล้านราย ข้อมูลการรายงานของผู้ให้บริการโทรคมนาคม ณ ไตรมาส 1/2565 ฐานลูกค้าเอไอเอส ไฟเบอร์ อยู่ที่ 1.8 ล้านราย, 3บีบี 3.6 ล้านราย ขณะที่ทรู ออนไลน์ มีฐานลูกค้า 4.7 ล้านราย และ โทรคมนาคมแห่งชาติ หรือเอ็นที มีราว 3.5 ล้านราย

ศึกษาโอกาส คริปโตเคอร์เรนซี

17 ม.ค. 2565 บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงเย็น หลังตลาดฯ ปิดการซื้อขายว่า บริษัทลูก คือ บริษัท กัลฟ์ อินโนวา จำกัด ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับกลุ่มไบแนนซ์ (Binance) เพื่อร่วมกันศึกษาและจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในประเทศไทย

กัลฟ์ฯ ระบุว่า เล็งเห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในประเทศไทย จากการที่เศรษฐกิจ ถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องจะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศ และจะมีความสำาคัญในชีวิตประจำวันของประชาชนมากขึ้น ความร่วมมือกับ Binance ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีการเติบโตเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์และมีปริมาณการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยี บล็อคเชนของประเทศ จากการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีความพร้อมในการประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลมาตอบสนอง ความต้องการดังกล่าว

นี่คือมุมมองของนักธุรกิจวัย 56 ปี ที่ถึงวันนี้ใคร ๆ ก็จับตา ที่ชื่อ "กลาง-สารัชถ์ รัตนาวะดี" คนที่หลังจากนี้ คุณน่าจะได้ยินชื่อเขาบ่อยครั้งขึ้น และไม่น่ามีผู้มีอำนาจคนใด สะกดชื่อ นามสกุลเขาผิดอีก

รอยเตอร์

ที่มาของภาพ, Reuters