โควิด-19 : ศบค. เตรียมพิจารณาปิดกิจการเพิ่มบางประเภทในพื้นที่ล็อกดาวน์

tnp

ที่มาของภาพ, Thai news pix

ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โรคโควิด-19 (ศบค.) เตรียมพิจารณาเพิ่มการปิดกิจการบางประเภท และปรับมาตรการให้เข้มขึ้น หลังบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์บางพื้นที่ไป 5 วัน ในพื้นที่ 10 จังหวัดที่เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด แต่พบว่าสถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง

"มีการพิจารณาว่าอาจจะปิดให้มากขึ้น ปิดมากที่สุด และอาจจะทำให้มีการปรับมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้น" พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษก ศบค. กล่าว

นอกจากนี้ที่ประชุม ศบค. ยังได้พิจารณาว่าจะให้ปิดบริการเร็วขึ้นในบางสถานที่ด้วย

ผู้ช่วยโฆษก ศบค. กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะ ผอ. ศบค. ได้ขอให้คณะแพทย์ที่ปรึกษาทบทวนมาตรการด้านสาธารณสุขเพื่อนำเสนออย่างเร่งด่วน และขอให้ประชาชนและสื่อมวลชนติดตาม เพราะอาจมีการปรับมาตรการให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้นนับจากนี้

เมื่อช่วงค่ำ เฟซบุ๊ก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้โพสต์ข้อความว่าจากการประเมินสถานการณ์ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข พบว่าสถานการณ์ การแพร่ระบาดยังคงไม่ลดลง โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพและปริมณฑล และจังหวัดอื่น ๆในประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลส่วนหนึ่งมาจากเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น และการหยุดการเคลื่อนตัวของประชาชนยังคงทำได้ไม่มากพอ ทำให้มีการประเมินว่าในระยะต่อไป หากยังไม่มีมาตรการที่เข้มงวดขึ้น สถานการณ์อาจจะทวีความรุนแรงขึ้นอีก จนมีผลร้ายแรงต่อระบบสาธารณสุข

ที่ประชุมจึงมีมติว่า มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มมาตรการจำกัดการเดินทางของประชาชนให้มากที่สุด และเพิ่มการปิดสถานที่ต่างๆให้เหลือเท่าที่จำเป็น รวมทั้งการออกกฎการทำงานที่บ้านอย่างสูงสุด ซึ่งคณะแพทย์ที่ปรึกษาจะทำการปรึกษาหารืออย่างละเอียดรอบคอบ โดยศึกษาจากรูปแบบการล็อกดาวน์ในประเทศต่างๆ เพื่อทำเป็นมาตรการเสนอต่อ ศบค. อย่างเร่งด่วนเพื่อดำเนินการโดยเร็วที่สุด

พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่าได้ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด โดยเฉพาะใน 10 จังหวัดสีแดงเข้ม และจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น ได้เตรียมความพร้อมในการยกระดับการควบคุมการเดินทางที่เข้มงวดยิ่งขึ้น และมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดในแต่ละจังหวัด โดยให้คงความเข้มงวดแต่ให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชนน้อยที่สุด ส่วนประชาชนขอให้ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการดังกล่าว

ชี้ประชาชนยังเดินทางข้ามเขต

พญ.อภิสมัย กล่าวว่า จากการติดตามผลในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 10 จังหวัด ของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (สปม.) พบว่ามีผู้ฝ่าฝืนออกนอกเคหะสถาน 158 ราย และฝ่าฝืนห้ามรวมกลุ่ม 59 ราย นับเป็นการกระทำผิดรวม 217 ราย โดยเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีไป 45 ราย นอกจากนั้นมีการตักเตือน

พญ.อภิสมัย ชี้ว่า กระทรวงคมนาคมให้ข้อมูลว่าประชาชนยังคงเดินทางอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเดินทางข้ามพื้นที่ในจังหวัดเดียวกัน และจากพื้นที่สีแดง ซึ่งสอดคล้องกับการสอบสวนโรคของกรมควบคุมโรค ที่ผู้ติดเชื้อให้ประวัติการรวมกลุ่มเล่นการพนัน หรือเดินทาง และไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรการส่วนบุคคล

tnp

ที่มาของภาพ, Thai news pix

ศบค.รับทราบแนวทางใช้ชุดตรวจโควิดแบบด่วน

ที่ประชุม ศบค. ยังเห็นชอบตามมติที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมโรคเกี่ยวการฉีดวัคซีนไขว้ หรือ วัคซีนสูตรผสม รวมถึงรับทราบวาระหารือเรื่องการใช้ชุดตรวจโควิดแบบเร่งด่วน หรือ Antigen Test Kit และเกณฑ์และแนวทางการกักตัวที่บ้านและชุมชนภายหลังตรวจพบเชื้อ

พญ.อภิสมัย ย้ำในการแถลงข่าวว่าในขณะนี้ไม่อนุญาตให้มีการขายชุดตรวจโควิดแบบเร่งด่วน (Antigen Test Kit) ในร้านสะดวกซื้อ หรือในรูปแบบออนไลน์ เนื่องจากจำเป็นต้องใช้ชุดตรวจที่ได้มาตรฐานเพื่อเจ้าหน้าที่จะได้ให้คำแนะนำที่ถูกต้อง

ก่อนหน้านี้องค์การอาหารและยา (อย.) ระบุว่า มี 5 บริษัท ที่สามารถขายชุดตรวจให้ประชาชนทั่วไปได้ และคาดว่าวันนี้ (16 ก.ค.) จะเริ่มกระจายชุดตรวจไปขายได้ ซึ่งกำหนดขายในสถานพยาบาล คลินิก และร้านขายยา เพื่อผู้ขายจะได้ให้คำแนะนำในการใช้แก่ประชาชน และคาดว่าสัปดาห์ถัดไปจะมีการทยอยขึ้นทะเบียนรายอื่น ๆ

นอกจากนี้ยังมีการใช้ชุดตรวจแบบเร่งด่วนในหน่วยตรวจนอกโรงพยาบาล ซึ่งหากผลออกมาเป็นบวกหรือติดเชื้อ ผู้ป่วยที่ประเมินแล้วเข้าข่ายสีเขียว คือ อาการน้อย หรือไม่มีอาการ ก็จะเข้าสู่ระบบการแยกกักทั้งแบบกักตัวที่บ้าน และกักตัวที่ชุมชนเพื่อเป็นการช่วยลดการแพร่ระบาด และ "สงวนเตียง" ให้กับ รพ.ที่จำเป็นต้องดูแลผู้ป่วยที่มีระดับอาการมากกว่า

ขณะที่บัญชีเฟซบุ๊ก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบุว่าที่ประชุมรับทราบข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุข ที่จะให้มีการจัดฉีดวัคซีนแบบผสมสูตร คือ Sinovac และ AstraZeneca เป็นแนวทางควบคู่ไปกับการฉีดวัคซีน AstraZeneca 2 เข็ม และการฉีดวัคซีนกระตุ้น (Booster Dose) สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับวัคซีน Sinovac 2 เข็ม โดยเข็มที่สามให้เป็น AstraZeneca หรือ Pfizer ที่จะได้รับมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาในเดือน ก.ค. นี้

ข้อมูลการติดเชื้อใน 1 สัปดาห์

ผู้ช่วยโฆษก ศบค. กล่าวถึงสถานการณ์ผู้ติดเชื้อต่อประชากร 1 ล้านคนในรอบ 1 สัปดาห์ของไทย ซึ่งนับตั้งวันที่ 14 ก.ค. ว่าไทยมีผู้ติดเชื้อใหม่ 55,000 กว่าราย เมื่อเทียบกับประชากร 1 ล้านคน มีการติดเชื้อ 797 รายต่อประชากร 1 ล้านคน

ศบค. ได้แสดงข้อมูล ณ วันที่ 16 ก.ค. พบว่า ในรอบ 1 สัปดาห์ มีผู้ป่วยใหม่ 63,985 ราย ทำให้อัตราการติดเชื้อของไทยขยับขึ้นเป็น 914 ราย ต่อประชากร 1 ล้านคน และการเสียชีวิต 8 ราย จากประชากร 1 ล้านคน

tnp

ที่มาของภาพ, Thai news pix

ผู้ป่วยกำลังรักษาตัวแตะหลักแสน

สำหรับสถานการณ์ในรอบ 24 ชั่วโมง จากการรายงานของ ศบค. พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 9,699 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 9,692 ราย ในเรือนจำ 615 ราย และผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 15 ราย ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม 381,907 ราย ขยับขึ้นเป็นอันดับที่ 58 ของโลก

หากนับเฉพาะระลอกเดือน เม.ย. 64 พบผู้ติดเชื้อ 353,044 ราย โดยในวันนี้พบผู้ป่วยจากการคัดกรองเชิงรุกในชุมชน 2,329 ราย

สำหรับผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนาม มีจำนวน 106,951 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยอาการหนัก 3,367 ราย และต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 847 ราย

จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ (2,195 ราย) สมุทรสาคร (653 ราย) สมุทรปราการ (607 ราย) ชลบุรี (530 ราย) และนนทบุรี (456 ราย)

โดยมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 67 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ ม.ค. 2563 อยู่ที่ 3,099 ราย คิดเป็น 0.81% และหากนับเฉพาะระลอกเดือน เม.ย. อัตราการเสียชีวิตสูงถึง 0.85%

สำหรับข้อมูลการเข้ารับบริการวัคซีนโควิด-19 ถึงเวลา 18.00 น. ของวันที่ 12 ก.ค. ฉีดวัคซีนให้ประชาชนไปแล้วทั้งสิ้น 13,823,355 โดส โดยเป็นการฉีดเข็มแรกให้ประชาชน 10,424,925 คน

เกณฑ์มาตรการรักษาตัวที่บ้าน ( Home Isolation)

  • ผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการ
  • อายุไม่เกิน 60 ปี
  • สุขภาพร่างกายแข็งแรง
  • อยู่คนเดียว หรือมีผู้อยู่ร่วมไม่เกิน 1 คน
  • ไม่มีภาวะอ้วน
  • ไม่มีโรคร่วม
  • ยินยอมแยกตัวในที่พักของตนเอง

เงื่อนไขสำคัญคือไม่มีความจำเป็นที่ต้องได้รับออกซิเจนโดยเจ้าหน้าที่จะให้อุปกรณ์ตรวจวัดอุณหภูมิ วัดออกซิเจนปลายนิ้ว และติดตามผ่านเทเลมอนิเตอร์ หรือโทรศัพท์สอบถามจากบุคลากรทางแพทย์ รวมถึงจัดเครื่องอุปโภค อาหาร และยาที่จำเป็นให้

การกักตัวในชุมชน (Community Isolation)

  • ผู้ป่วยยืนยันอยู่ในชุมชน
  • ผู้ป่วยรายใหม่ไม่มีอาการ อาการน้อย
  • ผู้ป่วยไม่ต้องการออกซิเจนในการรักษา
  • ทุกกลุ่มอายุ

ในขณะนี้กรุงเทพฯ มีทั้งหมด 21 ศูนย์ แต่ยังมีข้อจำกัด คือเป็นศูนย์พักคอยในชุมชนที่มีขนาดไม่เกิน 200 คน ซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากชุมชนและมีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ถูกสุขลักษณะ