โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้ : 25 ปีที่ผ่านหลายภัยพิบัติของสาวชาวสมุทรปราการ

เหตุท่อส่งก๊าซระเบิด ใกล้สถานีตำรวจภูธรเปร็ง อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ในครั้งนั้นมีรายงานผู้บาดเจ็บกว่า 10 คน

ที่มาของภาพ, ข่าวสด

คำบรรยายภาพ, เหตุท่อส่งก๊าซระเบิด ใกล้สถานีตำรวจภูธรเปร็ง อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ในครั้งนั้นมีรายงานผู้บาดเจ็บกว่า 10 คน
    • Author, สมิตานัน หยงสตาร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซีไทย

"ไม่อยากเป็นบทเรียนให้ใครอีกแล้ว นอกจากหน้ากระดาษหรือตัวอักษรที่คนอื่นอ่าน มันคือชีวิตที่ทุกคนต้องปนเปื้อนกับสารพิษ ไม่อยากเป็นบทเรียนให้ใครทั้งนั้น อยากเป็นโรลโมเดล (ต้นแบบ) การจัดการมาตรฐานอุตสาหกรรม สมุทรปราการมันควรจะเป็นแบบนั้นในฐานะจังหวัดอุตสาหกรรม"

นี่เป็นเสียงสะท้อนที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความปรารถนา ของกรกมล ศรีวัฒน์ หรือ นุก หญิงสาวชาวสมุทรปราการ ที่ตลอด 25 ปีของชีวิตไม่อาจยอมรับ หรือคุ้นชินกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางบก ทางน้ำ หรืออากาศได้

ภัยล่าสุดที่เธอเผชิญ คือ เหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่โรงงานสารเคมีใน ซ.กิ่งแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ช่วงเช้ามืดของวันที่ 5 ก.ค. จนต้องใช้เวลามากกว่า 40 ชั่วโมงในการควบคุมเพลิง และเฝ้าระวังการปะทุซ้ำ ทั้งรถดับเพลิงและเฮลิคอปเตอร์ถูกระดมมาใช้กับภารกิจครั้งนี้

จนท้ายสุด 17.00 น. ของวันที่ 7 ก.ค. ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จึงประกาศผ่อนปรนให้ประชาชนกลับเข้าที่พักได้ นี่จึงกลายเป็นเหตุการณ์ใหญ่ ให้ประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ ตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่อุตสาหกรรม โดยเฉพาะแนวทางเพื่อจัดการสารเคมีตกค้างที่ตามมา

กรกมลคุยกับบีบีซีไทย สะท้อนให้เห็นว่าตลอดช่วงชีวิตของเธอ พบเจอกับหลายอุบัติภัยในอุตสาหกรรมในจังหวัดบ้านเกิด และความคิดเห็นต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่

วิถีเปื้อนฝุ่นของคนสมุทรปราการ

นุกออกตัวว่า ความคิดเห็นของเธอและครอบครัว อาจไม่ใช่ภาพสะท้อนทั้งหมดของชาวสมุทรปราการ ด้วยพื้นที่ของจังหวัดถูกใช้ในบริบทที่ต่างกัน อย่าง ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ ที่ครอบครัวอาศัยต่อกันมาหลายช่วงอายุคน ก็เป็นพื้นที่ของการทำประมง แต่จุดร่วมหนึ่งที่เชื่อได้ว่ามีร่วมกัน คือ "ทุกคนมีปัญหา"

นั่นจึงเป็นที่มาให้คนในพื้นที่มักออกมาส่งเสียงเรียกร้องในหลายครั้ง แม้คนนอกพื้นที่จะมองว่า "คนสมุทรปราการ 500 ก็ซื้อได้" ตามคำเปรียบเปรยของนุก แต่ปัจจัยหนึ่งที่เธอชี้ว่าหลายคนอาจหลงลืม คือ ต้นทุนการต่อสู้นั้นสูงมาก จากการเข้าจัดการของภาครัฐที่ล่าช้าในหลายกรณี

คำบรรยายวิดีโอ, โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้ : นาทีระเบิดและภาพความเสียหาย

"ความยุติธรรมที่มาช้าเกินมันก็คือความอยุติธรรม พอคนมันร้องเรียนก็แล้ว ทำอะไรไม่ได้ เอาเงิน 500 ก็อาจจะง่ายกว่า ต่อสู้เรื่องสิ่งแวดล้อมมันใช้เวลาเกือบชั่วอายุคนเลยนะ"

สำหรับการใช้ชีวิตในเมืองอุตสาหกรรมเช่นนี้ ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จนในหลายครั้งกลับกลายเป็นความทรงจำร่วมของคนหลายวัย

"แม่กับเราเรียนโรงเรียนเดียวกัน ผ่านถนนเส้นบางปู ตั้งแต่แม่ยังสาวเรียนม.ต้น ก็ได้กลิ่นโรงงานฟอกหนัง จนเราเรียน 20 ปี 30 ปีผ่านไป ก็ต้องผ่านกลิ่นนั้น"

เส้นทางระหว่างบ้านไปยังโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในย่านเทศบาลเมืองปากน้ำ ทำให้เธอไม่สามารถเลี่ยงผ่านนิคมอุตสาหกรรมบางปู นิคมฯ เก่าแก่ของไทย และเป็นพื้นที่ตั้งของโรงงานผลิตเครื่องหนังแห่งหนึ่ง ที่กลายเป็นความทรงจำร่วมของเธอและแม่ครั้งอดีต

"สมัยเรียนแม่เล่าว่าต้องนั่งเป็นเหมือนรถสองแถวใหญ่ ๆ กลับบ้านมาหน้าจะติดฝุ่นสีแดง เหมือนชานม ส่วนตอนเรา กลับบ้านมาเช็ด คือเป็นสีดำ สีเปลี่ยนไป แต่ไม่รู้หรอกว่าอะไรแย่กว่ากัน"

โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้ระหว่างวันที่ 5-6 ก.ค. 2564

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้ระหว่างวันที่ 5-6 ก.ค. 2564

เธอเล่าอีกว่า สมัยเรียนเมื่อต้องนัดเจอกกับเพื่อนฝูง "คลองน้ำเน่า" ตามคำเรียกขาน เป็นสถานที่พบปะยอดฮิต โดยคลองแท้จริงแล้วคลองแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ คลองสำโรง เชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะ ซึ่งเป็นคลองที่มีปัญหาน้ำเน่าเสียนับตั้งแต่เธอจำความได้

"ตอน ม.1 อ่านเรื่องสั้นวิชาภาษาไทยว่า เคยมีหิ่งห้อยที่คลองน้ำเน่า รู้สึกโอ้โห มันกลายเป็นเรื่องเล่า เหมือนวรรณคดี ที่เราไม่มีทางได้ไปสัมผัสอะไรแบบนั้น" นุกเล่าติดตลก

เมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม่ใหญ่ในโรงงานสารเคมี ซ.กิ่งแก้ว ผนวกกับช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเกิดวิกฤตในหลายด้าน ความคิดเห็นในโลกออนไลน์จึงเป็นไปอย่างดุเดือดแทบจะในทันที รวมถึงบัญชีโซเชียลมิเดียของนุก

graphic

ที่มาของภาพ, https://rescue-map.vercel.app/

หลังเกิดไฟไหม้ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง เธอก็ได้โพสต์ข้อความแสดงความอัดอั้นตันใจในฐานะชาวสมุทรปราการ ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยงตลอดเวลา จนถูกแชร์ออกไปเป็นหลักร้อย

แต่ประการหนึ่งที่ทำให้ข้อความของเธอดูสะดุดตามากกว่า อาจเป็นเพราะ นุกยกตัวอย่างเหตุการณ์อุบัติภัยในพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงชีวิตของเธอ จนถูกนักพัฒนาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างเว็บในการตรวจสอบพื้นที่รัศมีความปลอดภัย

คำถามแรกที่ชวนสงสัยคือ เธอตั้งใจใช้เวลาค้นหาข้อมูลเพื่อโพสต์ข้อความหรือ

"เปล่า จำได้เลย อาจจะไม่ใช่เจอหรือทันจนจำได้ บางอันก็เป็นแค่ข่าวเล็ก ๆ ด้วยซ้ำ แต่ก็นึกขึ้นได้เลย"

2543 : การแพร่กระจายรังสีโคบอลต์-60 พระประแดง

ย้อนกลับไปในวัยเพียง 5 ขวบ คงไม่อาจทำให้นุกจดจำ หรือมีประสบการณ์ร่วมต่อเหตุการณ์นี้ได้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวนี้กลับเป็นกรณีศึกษาแรก ๆ ที่ถูกคุณครูหยิบยกมาพูดถึงในห้องเรียน เธอจึงจดจำได้อย่างขึ้นใจมาจนถึงทุกวันนี้

พาดหัวข่าวรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์การแพร่กระจายโคบอลต์-60 ในอ.พระประแดง

ที่มาของภาพ, ข่าวสด

คำบรรยายภาพ, พาดหัวข่าวรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์การแพร่กระจายโคบอลต์-60 ในอ.พระประแดง

"เหมือนเป็นเคสที่เวลาเรียนวิชาเคมี ครูก็จะพูดว่าจังหวัดเราเคยมีการแพร่กระจายโคบอลต์นะ กัมมันตรังสีนะ…ว่านี่คือเคสแรกของไทยที่มีการรั่วไหล"

เว็บไซต์ของมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม หรือ EnLaw เล่าถึงเหตุกาณ์นี้ไว้ว่า เกิดขึ้นเมื่อ ก.พ. 2543 ที่บริเวณร้านรับซื้อของเก่าในซอยวัดมหาวงศ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ จากการที่มีบุคคลเก็บเอาแท่งโคบอลต์-60 ที่ใช้ในการฉายรังสีทางการแพทย์ ซึ่งเสื่อมสภาพแล้วแต่ถูกทิ้งไว้ในลานจอดรถเก่ารกร้าง โดยไม่มีการแสดงเครื่องหมายการเตือนภัยอันตรายจากกัมมันตรังสี บุคคลดังกล่าวจึงนำไปขายยังร้านรับซื้อของเก่า

รายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์การแพร่กระจายโคบอลต์-60 ในอ.พระประแดง

ที่มาของภาพ, ข่าวสด

ต่อมาเจ้าของร้านและลูกจ้างได้ตัดแยกชิ้นส่วนโลหะที่ห่อหุ้ม ทำให้สารกัมมันตภาพรังสีแพร่ออกมา จนทำให้มีผู้ได้รับอันตรายโดยรอบ และมีผลต่อสุขภาพ จนเจ้าของร้านต้องสูญเสียนิ้วมือทั้งสิบจากการสัมผัส รวมถึงลูกจ้างก็ไม่สามารถกลับมาเดินได้เป็นปกติ

เป็นที่มาให้เกิดการยื่นฟ้องยืดเยื้อมากว่า 9 ปี และในปี 2552 ผู้เสียหายก็ยื่นฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ด้วยเห็นว่า นอกจากค่าชดเชยที่ผู้เสียหายได้รับแล้ว จำเลยยังละเมิดกฎเกณฑ์ความปลอดภัยจากสารพิษ วัตถุอันตราย อีกด้วย

ในปี 2559 ศาลฎีกาพิพากษาให้บริษัทเอกชน จ่ายค่าเสียหายกว่า 5 แสนบาท ไม่รวมดอกเบี้ยให้กับผู้เสียหาย โดยศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามานั้นเหมาะสมแล้ว

รายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์การแพร่กระจายโคบอลต์-60 ในอ.พระประแดง

ที่มาของภาพ, ข่าวสด

นี่จึงคล้ายเป็นจุดเริ่มต้นให้สังคมไทยหันมาพูดถึง การจัดเก็บสาร หรือวัตถุอันตรายอย่างเป็นรูปธรรม

แม้นุกได้เรียนรู้แค่เพียงในห้องเรียน และไม่เคยสัมผัสกับรายงานที่แสดงผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในปัจจุบัน แต่แม่ของเธอเป็นคนหนึ่งที่พอจะเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจากความทรงจำในวัยมัธยมได้

"ตกใจดิ มันกัมมันตภาพรังสีอะ แต่ชาวบ้านไม่รู้หรอกว่าโคบอลต์คือไร แต่แม่เรียนฟิสิกส์เลยรู้ ตอนนั้นก็กลัวแต่บ้านอยู่ไกล สมัยก่อนข่าวมันไม่ได้ทำให้ดูแรง ไม่ได้ชวนให้ตกใจเหมือนตอนนี้ที่อยู่ในเน็ต" แม่ของนุกเล่า

แม่ของนุกที่ขอสงวนนาม ยังเล่าเพิ่มเติมว่า ด้วยความเข้าใจในอดีต หลังเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่มีการเข้าควบคุมจัดเก็บ และตรวจสุขภาพเบื้องต้น ประชาชนก็จะเข้าใจและยอมรับได้ โดยที่อาจไม่ได้คำนึงต่อผลกระทบระยะยาวอย่างในปัจจุบัน

2557 : ไฟไหม้บ่อขยะ 153 ไร่ ต.แพรกษา

ป้ายชี้เส้นทางเลี้ยวขวา เพื่อเข้าสู่ ต.แพรกษา นับเป็นเครื่องหมายจราจรที่นุกเห็นจนชินตา ด้วยเป็นเส้นทางที่ต้องสัญจรผ่านระหว่างเดินทางไปโรงเรียน เมื่อทราบข่าวไฟไหม้บ่อขยะเธอจึงรู้สึกตกใจไม่น้อย

เหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะ ที่ต.แพรกษา อ.เมือง นี้เกิดขึ้นเมื่อ 16 มี.ค. 2557 และปรากฏบนหน้าข่าวหลังสุด เมื่อครั้งครบรอบ 3 ปีกรณีไฟไหม้ จนเป็นที่มาของการทำสัญญาประนีประนอมของผู้เสียหายและโจทก์ รวมถึงการร่วมกันทำแผนฟื้นฟูบ่อขยะดังกล่าว โดยมีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำ

เจ้าหน้าที่ตรวจคุณภาพอากาศ

ที่มาของภาพ, ข่าวสด

คำบรรยายภาพ, "นั่งรถโดยสารแล้วมีกลิ่นเหม็น ก็จะไม่มีคนพูดหรอกว่ากลิ่นเหม็นว่ะ เพราะมันเจอทุกวัน มันก็อาจแค่หันหน้าหนี หยิบยาดมขึ้นมาดม ไม่มีใครพูดแล้วว่า เหม็น ๆ โอ๊ย เหม็นทุกวันละเนี่ย รู้เลยเดี๋ยวจะผ่านโรงงานนี้เตรียมหยิบยาดมละกัน"

ไทยพีบีเอส รายงานเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้ว่า เป็นเหตุเพลิงไหม้บ่อขยะมูลฝอยบนเนื้อที่ 153 ไร่ โดยไฟปะทุต่อเนื่องจนยากแก่การควบคุมเพลิง ทำให้มีกลุ่มควันไฟหนาแน่น และลอยเข้าปกคลุมเขตชุมชนในละแวกใกล้เคียง จนต้องอพยพประชาชนในรัศมี 1.5 กิโลเมตรออกจากพื้นที่

ภายหลังผลจากการตรวจสอบคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ หรือ คพ. พบสารซัลเฟอร์ได้ออกไซด์เกิดค่ามาตรฐาน 30 เท่า และฝุ่นละอองขนาดเล็กมากถึง 650 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่ามาตรฐาน 30 เท่า

นับเป็นเหตุกรณีที่สะท้อนปัญหาการจัดการขยะของภาครัฐ ที่ส่งผลรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน นำไปสู่การเรียกร้องค่าเสียหายศาลแพ่งในคดีสิ่งแวดล้อม ที่มีผู้เสียหายมากถึง 2,300 คน

เจ้าหน้าที่ตรวจคุณภาพอากาศ

ที่มาของภาพ, ข่าวสด

คำบรรยายภาพ, เหตุเพลิงไหม้บ่อขยะมูลฝอยบนเนื้อที่ 153 ไร่ โดยไฟปะทุต่อเนื่องจนยากแก่การควบคุมเพลิง ทำให้มีกลุ่มควันไฟหนาแน่น และลอยเข้าปกคลุมเขตชุมชนในละแวกใกล้เคียง จนต้องอพยพประชาชนในรัศมี 1.5 กิโลเมตรออกจากพื้นที่

นุกสะท้อนความเห็นว่า ประเด็นสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ไม่ได้กลายเป็นเรื่องราวที่มีการพูดถึงกันในกลุ่มเพื่อนฝูงที่โรงเรียน หรือคนรอบตัว ไม่ใช่เพราะไม่ตระหนักว่าเป็นปัญหาใหญ่ แต่เป็นเพราะ "ทุกคนเจอมาเหมือนกัน"

"นั่งรถโดยสารแล้วมีกลิ่นเหม็น ก็จะไม่มีคนพูดหรอกว่ากลิ่นเหม็นว่ะ เพราะมันเจอทุกวัน มันก็อาจแค่หันหน้าหนี หยิบยาดมขึ้นมาดม ไม่มีใครพูดแล้วว่า เหม็น ๆ โอ๊ย เหม็นทุกวันละเนี่ย รู้เลยเดี๋ยวจะผ่านโรงงานนี้เตรียมหยิบยาดมละกัน"

นอกเหนือจากผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์แต่ละครั้งแล้ว สิ่งหนึ่งที่เธอคิด คือเจ้าหน้าที่รัฐอาจต้องทบทวน ในการให้สิทธิคนในพื้นที่มีส่วนร่วมที่จะรับรู้และมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมในชุมชน "เพื่อนบอกว่าที่บางบ่อบ้านเราเอง มีที่ทิ้งขยะอันตรายนะ เรายังไม่รู้เลยว่าตรงไหนของบางบ่อ"

"คนรอบตัวก็จะชอบพูดกันว่า กลิ่นบ่อขยะมันมาตามลมช่วงอากาศนิ่ง ๆ หน้าหนาว…ชีวิตคนที่นี่มันมีปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว ที่มันเป็นข่าวได้เพราะมันมีอุบัติภัยเกิดขึ้น แต่ถามว่าผลเรารับอยู่ตลอดทุกวัน" นุกกล่าว

2563 : ท่อส่งก๊าซระเบิดใน ต.เปร็ง

แม้เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นใน อ.บางบ่อ ซึ่งนุกอาศัยอยู่ แต่ด้วยความกว้างของพื้นที่ บ้านของเธอจึงได้รับผลกระทบโดยตรงค่อนข้างน้อย อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ครั้งนั้นกลับเป็นสิ่งที่ครอบครัวให้ความสนใจ

ท่อส่งก๊าซระเบิดใน ต.เปร็ง

ที่มาของภาพ, ข่าวสด

สืบเนื่องจากพ่อและลุงของเธอ ก็เป็นผู้ที่ประกอบอาชีพอยู่ในแวดวงรับเหมาก่อสร้าง รวมถึงการวางระบบท่อก๊าซในพื้นที่เช่นกัน

แม่ของนุกเล่าว่า ต.เปร็งนั้นโดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ที่มีการปลูกข้าว โดยมีพื้นที่ติดกับ จ.ฉะเชิงเทรา ขณะเดียวกันก็มีนิคมอุตสาหกรรมที่ขยายออกไป

ต่อมามีคำยืนยันว่า เหตุกาณ์ท่อก๊าซระเบิดที่เกิดขึ้นนั้น อยู่นอกเหนือพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย (สุวรรณภูมิ) ที่ตั้งอยู่ใน ต.คลองสวน อ.บางบ่อ โดยจุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากนิคมอุตสาหกรรมประมาณ 5 กม.

เหตุท่อส่งก๊าซระเบิด ใกล้สถานีตำรวจภูธรเปร็ง อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ในครั้งนั้นมีรายงานผู้บาดเจ็บกว่า 10 คน บ้านประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงเสียหายเกือบ 10 หลัง

ที่มาของภาพ, ข่าวสด

คำบรรยายภาพ, เหตุท่อส่งก๊าซระเบิด ใกล้สถานีตำรวจภูธรเปร็ง อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ในครั้งนั้นมีรายงานผู้บาดเจ็บกว่า 10 คน บ้านประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงเสียหายเกือบ 10 หลัง

สำหรับเหตุท่อส่งก๊าซระเบิด ใกล้สถานีตำรวจภูธรเปร็ง อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ในครั้งนั้นมีรายงานผู้บาดเจ็บกว่า 10 คน บ้านประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงเสียหายเกือบ 10 หลัง ซึ่งในตอนนั้นเจ้าหน้าที่ก็ต้องเร่งควบคุมเพลิง

ในช่วงเวลานั้นไทยพีบีเอส ให้ข้อมูลจากการสัมภษณ์อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เอาไว้ว่า การระเบิดของก๊าซเอ็นจีวีทำให้มีมีสารพิษตกค้างและควันไฟที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

2563 : เพลิงไหม้โรงงานทินเนอร์ ซ.เทพารักษ์ ต.เทพารักษ์

"สมุทรปราการอีกแล้วเหรอวะ" หลังความรู้สึกตกใจ ประโยคดังกล่าวนี้เด้งขึ้นมาในใจเธอทันที

เมื่อเหตุกาณ์ระเบิดจากท่อส่งก๊าซยังไม่ทันครบรอบปี ก็เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานทินเนอร์อีกครั้ง มันจึงอดไม่ได้ที่เธอจะมีความรู้สึกเช่นนี้ แม้เธอจะยอมรับได้ว่าอุบัติภัยในพื้นที่โรงงานนั้นเป็นสิ่งที่เลี่ยงจากกันไม่ได้ก็ตาม

"ความตื่นเต้นมันขึ้นอยู่กับว่าภัยมันจะถึงตัวรึเปล่า" แม่ของนุกกล่าว แต่หากถามถึงว่าการใช้ชีวิตในจ.สมุทรปราการนั้นมีอันตรายหรือไม่

"มี" คือคำตอบที่สองแม่ลูกย้ำขึ้นมาเป็นเสียงเดียวกัน

ข่าวสดรายงานไว้เมื่อ 7 ธ.ค. ว่าเหตุเพลิงไหม้นั้น เกิดขึ้นในโรงงานผลิตสารเคมี ชื่อบริษัท เทพมหานคร เคมีคอลส์ ในซ.เทพารักษ์ 68 ถ.เทพารักษ์ ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ซึ่งประกอบกิจการขายส่งและผลิตเคมีภัณฑ์

เจ้าหน้าที่ต้องระดมรถดับเพลิงนับสิบคันเข้าดับไฟที่โหมลุกไหม้ถังสารเคมีขนาด 200 ลิตร และ 20 ลิตร ซึ่งวางอยู่ในโกดังจำนวนมาก ส่งผลทำให้เกิดประกายไฟและกลุ่มควันขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันได้มีเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระยะ

ผ่านไปกว่า 1 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ หลังเพลิงสงบ พบถังสารเคมีและตัวโกดัง 2 คูหา ถูกเพลิงไหม้เสียหายเกือบทั้งหมด โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า เมื่อเกิดกรณี ซ.กิ่งแก้ว อ.บางพลี นุกและครอบครัวจึงมีอารมณ์ร่วมอย่างมาก เพราะเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นวนเวียนไม่รู้จบ

"อยากเชิดหน้ากับการเป็นคนสมุทรปราการ"

"สมัยก่อนที่เรียนจะบอกว่าสมุทรปราการเป็นจังหวัดที่มีโรงงานอุตสาหกรรมเยอะที่สุด และมองว่าอัตรารายได้ต่อหัวเฉลี่ยสูงสุดในประเทศไทย ตอนนั้นเราอาจมีความภูมิใจหน่อย ๆ ว่าเราอยู่ในจังหวัดนี้นะ" แม่ของนุกเล่าความหลัง

แต่เมื่อเวลาผ่านไปความคิดเหล่านี้ก็ค่อย ๆ เลือนรางไป โดยเฉพาะเมื่อแม่ของเธอได้เข้าไปทำงานในแวดวงอุตสาหกรรม ที่มีวัฒนธรรมแบบ "เอาง่ายเข้าว่า"

"ยุคสมัยหนึ่งจะสร้างโรงงานต้องมี EIA แต่สมัยก่อนไม่ได้มีตรงนี้ พอมาเพิ่มที่หลัง ผังโรงงานมันไม่ได้รองรับ พอทำเพิ่มไปมันก็เหมือนลักไก่ อย่างข้อกำหนดที่ต้องมีท่อสปริงเกอร์ ก็จะพบประเภทลอยหัวไว้เฉย ๆ ใช้งานไม่ได้จริง"

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การพัฒนาระบบความปลอดภัยของไทยไม่สมบูรณ์ตามความคิดเห็นของแม่นุก คือ การที่กฎเกณฑ์หลายประการขาดการปรับตัวอย่างเหมาะสมและทันท่วงที

นอกจากนี้แม่ของนุก เล่าว่า สิ่งที่สืบเนื่องจากกรณีไฟไหม้โรงงานในซ.กิ่งแก้ว ที่ผ่านมา จะส่งผลให้หลายโรงงานต้องเข้าสู่ระบบตรวจสอบ การรับมือเมื่อเกิดเหตุในลักษณะเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีระบบสปริงเกลอร์มาก่อน และด้วยเศรษฐกิจเช่นนี้ พวกเขาก็อาจเลือกวิธีการเดินท่อส่งน้ำที่จะใช้ในการดับเพลิงไปยังบริเวณหน้าโรงงาน โดยที่ไม่ได้ปรับปรุงกับโครงสร้างภายในทั้งหมด

นอกจากนี้นุก ยังมองว่า มากไปกว่าการรับมือเฉพาะหน้า การให้ความสำคัญกับแผนฟื้นฟูและระบบติดตามผลคือสิ่งที่เธอปรารถนามาตลอด

"การมองผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มันยังเป็นแค่คนในพื้นที่ ในซอย ในเขต ซึ่งจริง ๆ คนทั้งจังหวัดควรรู้ เพราะเป็นผู้ได้รับผลกระทบ"

เธอยกตัวอย่าง กรณีศึกษาของ โรคอิไต อิไต ของเมืองโทยามะ ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2511 ที่หลังเกิดแพร่กระจายของแคดเมียม มีการประกาศถึงรายละเอียดว่าพื้นที่ดังกล่าวต้องเว้นวรรคการทำเกษตรกี่ปี รวมถึงรายงานผลทางสุขภาพที่เข้าถึงได้

"ไม่อยากแหงนหน้ามองหอชมปราการว่ามันคือความเจริญของสมุทรปราการ ไม่อยากไปสกายวอร์ค แล้วภูมิใจว่าเราไม่ได้เดินบนดิน อยากจะภาคภูมิใจในสมุทรปราการที่มันมีมาตรฐาน(ด้านสิ่งแวดล้อม) ที่ดีกว่านี้" นุกทิ้งท้าย