โควิด-19: ชีวิตของ อาม่า หญิงตั้งครรภ์ และครอบครัวผู้ป่วยโควิด-19 ในระหว่าง “รอเตียง”

ที่มาของภาพ, EPA
เหตุการณ์ "อาม่าเสียชีวิตคาบ้าน" หลังได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้ป่วยโควิด-19 ทำให้เกิดความสะเทือนใจแก่ผู้เสพข้อมูลข่าวสาร เพราะหญิงชราอยู่ระหว่างการรอเตียงเพื่อเข้ารับการรักษาตัวภายในโรงพยาบาล ทำให้ผู้บริหารภาครัฐต้องออกมาแสดงความเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้น "ทุกคนก็เสียใจและพยายามแก้ไขอย่างเต็มที่ แม้จะทำเต็มที่แล้วแต่ก็ยังไม่เพียงพอ"
เช่นเดียวกับ นพ. ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. ที่แถลงในนาม ศบค. ว่า "ต้องกราบขออภัยประชาชนทุกท่านทุกสายที่รอโทรเข้าสายด่วนทั้ง 3 เบอร์"
นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยข้อมูล "พยากรณ์การใช้เตียง" และแผน "เบ่งเตียง" เพื่อรองรับกับผู้ป่วยหน้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งในการระบาดระลอกสาม ซึ่งข้อมูลจากกรมการแพทย์ ณ 22 เม.ย. พบว่ามีผู้ป่วย 1,423 รายอยู่ ระหว่างรอเตียง
ต่อไปนี้คือเรื่องราวของ 3 ครอบครัวที่มีผู้ป่วยโควิด-19 ตกค้างอยู่ที่บ้าน และรอความหวังในการเข้ารับการรักษาตัวภายในโรงพยาบาล
- หญิงวัย 24 ปีคือผู้เสียชีวิตที่อายุน้อยสุดของไทย ด้าน ศบค. เผยค่ามัธยฐานเสียชีวิตใน 6 วันหลังพบเชื้อ
- แผนสร้าง “ภูมิคุ้มกันหมู่” กับ “ความกังวลหมู่” ที่เกิดขึ้นในรอบ 53 วันหลังกระจายวัคซีนต้านโควิดในไทย
- ซีอีโอ 40 บริษัทใหญ่ห่วงไทยฉีดวัคซีนล่าช้า เผยเอกชนพร้อมจ่ายค่าวัคซีนให้พนักงานเองกว่า 1 ล้านคน
- เกาะติดสถานการณ์โควิด-19

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
บ้านของ "สามอาม่า"
"นอน 3-4 วันแล้ว ไม่ได้กินเลย และตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงวันนี้ (22 เม.ย.) ไม่ยอมตื่นเลย" หญิงชราผู้สวมเสื้อคอกระเช้าสีแดง กล่าวกับชายผู้บันทึกคลิปวิดีโอ
"ไม่เอารถมารับเลย คนนั้นจะตายอยู่แล้ว" เธอพูดพลางชี้ไปยังหญิงชราอีกคนที่นอนอยู่ข้างหลัง และยังมีหญิงชราอีกคนนั่งประกบอยู่ข้าง ๆ ตัวผู้พูด
หญิงชรารายเดิมได้ยกมือขึ้นไหว้ พลางเอ่ยขึ้นว่า "หน่วยงานไหนก็ได้ช่วยมาเร็ว ๆ เหอะ พี่สาวจะตายอยู่แล้ว หลายวันไม่ได้กินเลย... เมื่อคืนนอนถึงป่านนี้เรียกไม่ยอมตื่นเลย ทุกทีเรียกตอนเช้าตื่นขึ้นมากินกาแฟ"
อย่างไรก็ตามในระหว่างบันทึกคลิปวิดีโอ หญิงชราที่นอนอยู่ยังสามารถขยับมือทั้งสองข้างได้เป็นระยะ ๆ
คลิปวิดีโอนี้ปรากฏในแอปพลิเคชัน TIKTOK ของผู้ใช้งานที่ชื่อว่า "Goodness" เมื่อ 22 เม.ย. ก่อนถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางทั้งในสื่อสังคมออนไลน์ทางเพจเฟซบุ๊ก "Drama-addict" และถูกนำเสนอข่าวโดยสื่อมวลชนหลายสำนัก

ที่มาของภาพ, EPA
หญิงทั้ง 3 รายที่ถูกเรียกว่า "อาม่า" เป็นพี่น้องกัน และเป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ได้รับการยืนยันแล้ว อยู่ระหว่างรอรถพยาบาลไปรับตัวเข้ารับการรักษาภายในโรงพยาบาล หลังก่อนหน้านี้มีรถพยาบาลมารับน้องชายและผู้ป่วยอื่นอีก 3 รายที่พักอยู่ด้วยกันภายในซอยวัดไผ่เงิน เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ
แต่สุดท้าย พี่สาวคนโตวัย 84 ปีต้องเสียชีวิตลงภายใน โดยมีน้องสาววัย 75 และ 70 ปีนั่งอยู่ข้าง ๆ
ต่อมาเวลาประมาณ 09.00 น. ของวันนี้ (23 เม.ย.) สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่าหน่วยแพทย์กู้ชีวิตได้เข้ามารับอาม่าทั้ง 2 คนไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลแล้ว
Nope
ครอบครัวของ "หญิงตั้งครรภ์"
อีกครอบครัวที่ใช้เวลาข้ามวันข้ามคืนในการรอคอยรถพยาบาลมารับตัวไปโรงพยาบาล เป็นคุณแม่วัย 40 ปี ที่ตั้งครรภ์ลูกน้อยได้ 2 เดือนแล้ว
"กังวลค่ะ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร... ตอนนี้อยากได้การรักษา คือเสียตังค์ค่าห้องอะไรก็ได้ อยากรักษาแล้ว เพราะรู้ว่าตัวเองไม่ไหว" สาริกา ภักดีพงษ์วรรณา ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยสั้น ๆ ช่วงสายวันนี้ (23 เม.ย.) ด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ และไออยู่เกือบตลอดเวลา
สาริกาไม่กล้ากินยาแก้ไข้ และยาแก้อักเสบ เนื่องจากกังวลถึงความปลอดภัยของทารกในครรภ์ และยังไม่ทราบว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรหากไม่ได้รับการรักษาในขณะที่อาการค่อย ๆ ทรุดลง

ที่มาของภาพ, EPA
ครอบครัวนี้พบผู้ติดโควิดอย่างน้อย 3 ราย คนแรกคือลูกชายคนโต ซึ่งได้รับการยืนยันสถานะผู้ป่วยมากกว่าสัปดาห์ แต่ยังไม่มีรถพยาบาลมารับ โดยให้เหตุผลว่า "ยังไม่มีเตียงว่าง" ส่วนลูกสาว และคุณแม่ที่ตั้งครรภ์อ่อน ๆ เพิ่งทราบผลเป็นบวกพร้อมกันเมื่อวานนี้ (22 เม.ย.)
จิรนันท์ จันทวารีย์ ลูกสาววัย 19 ปี เล่าว่า เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลบอกว่าแค่ให้รอ เดี๋ยวจะโทรมาบอกอีกทีว่าจะมีรถมารับ โดยที่เธอและแม่พยายามโทรติดต่อสายด่วน 1668 และได้ดำเนินการส่งเอกสารไปแล้วผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ แต่ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับ
"อยากให้แพทย์และพยาบาลติดต่อมาให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองเบื้องต้นสำหรับหญิงตั้งครรภ์ก่อน โทรมาถามอาการบ้างก็ได้ว่าเป็นอย่างไร คุณแม่อาการหนัก แล้วท้องด้วย มียา ก็กินยาไม่ได้ คือไม่มีหมอไม่มีพยาบาลโทรมาเลย" จิรนันท์กล่าว
ชีวิตของพ่อ แม่ ลูก
ขณะที่ ปลา (นามสมมติ) วัย 30 ปี หนึ่งในผู้ติดเชื้อโควิด-19 ได้เข้ารักษาตัวอยู่ที่ Hospitel ในกรุงเทพฯ แล้ว นับจากได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อเมื่อวันที่ 15 เม.ย. จึงรีบให้พ่อและแม่ ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันเข้ารับการตรวจทันที
ผลออกมาพบว่าพ่อในวัย 70 ปี กลายเป็นผู้ป่วยอีกคนหนึ่งของบ้าน
ด้วยการช่วยเหลือจัดการของบริษัทที่ปลาทำงานอยู่ ทำให้เธอได้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งทันที
ขณะที่สถานะของพ่อคือ "รอ" ทำให้ครอบครัวตัดสินใจให้หัวหน้าครอบครัวไปพ่อสวอปอีกครั้งที่โรงพยาบาลรัฐ เพราะหวังว่าจะได้รับตัวเข้าโรงพยาบาล แต่เจ้าหน้าที่ประเมินว่าเป็นผู้ป่วยอาการน้อย ไม่มีประวัติเสียง จึงให้รอการประสานรอเตียงที่บ้าน โดยมีเจ้าหน้าที่โทรติดตามอาการทุกวัน

"เมื่อไร่จะมารับค่า" เสียงรับโทรศัพท์ประโยคแรกของแม่วัย 65 ปี เป็นเครื่องยืนยันว่าครอบครัวมีความกังวลอยู่มาก จากการที่ต้องรอการเข้ารับการรักษามา 8 วันนับตั้งแต่ยืนยันติดเชื้อ
"เข้าใจว่าท่านอาการไม่เยอะ เตียงไม่พอก็ต้องให้คนอื่นก่อน แล้วก็ถ้าต้องไปอยู่โรงพยาบาลสนามก็กังวล เพราะไปอยู่คนเดียว ก่อนหน้านี้คุณพ่อผ่าตัดมา เวลาเดินอะไรก็ยังไม่ได้เหมือนปกติ เลยกังวล" ปลาบอกกับบีบีซีไทย
นอกจากเจ้าหน้าที่ซึ่งคอยโทรติดตามเยี่ยม ครอบครัวของปลายังได้เพื่อนที่เป็นเภสัชกรคอยช่วยเหลือ และส่งยาให้ตามอาการ
ถึงขณะนี้ปลาไม่รู้ว่าระหว่างการที่เธอได้หวนกลับไปกินอิ่ม-นอนอุ่นในบ้านของเธอ กับการที่พ่อจะได้ย้ายไปรักษาตัวภายในโรงพยาบาล อะไรจะเกิดขึ้นก่อนกัน
สิ่งที่เธอหวังคือพ่อจะมีโอกาสเอกซเรย์ปอด เพราะไม่แน่ใจว่าสภาพยังปกติดีอยู่หรือไม่
ส่วนสิ่งที่เธอกังวลคืออาการของแม่ สมาชิกในครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวที่ยังไม่เป็นผู้ป่วย แต่ขณะนี้เริ่มมีอาการไอ และอ่อนเพลีย











