โควิด-19: จาก "ไทยชนะ" สู่ "หมอชนะ" แอปชื่อดังจากฝั่งรัฐตอบโจทย์ป้องกันโรคได้เพียงใด

ที่มาของภาพ, EPA
- Author, วัชชิรานนท์ ทองเทพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ผู้ใช้มือถือหลายคนคงเกิดข้อสงสัยว่า ข้อมูลที่ได้จากการสแกนบาร์โคดจากแอปพลิเคชัน "ไทยชนะ" และ การเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน "หมอชนะ" จะสามารถช่วยเตือนหรือควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้มากน้อยเพียงใด
เรามาเตือนความจำ ทำความรู้จัก 2 แอปฯ นี้อีกครั้ง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
"ไทยชนะ" ได้รับการพัฒนาและดำเนินการโดยธนาคารกรุงไทยให้เป็นแพลตฟอร์มผ่านทางเว็บไซต์ www.ไทยชนะ.com และแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน แพลตฟอร์มนี้จัดทำขึ้นมาเพื่อใช้ติดตามตัวประชาชนที่จะเข้าใช้บริการในห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าต่าง ๆ เพื่อจัดเก็บข้อมูลผ่านการเช็คอินและเช็คเอาท์ด้วยคิวอาร์โค้ด เปิดตัวในเดือน พ.ค. 2563
ส่วนแอปพลิเคชัน "หมอชนะ" คือแอปพลิเคชันจัดเก็บข้อมูลการเดินทางของประชาชน เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบและประเมินระดับความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 จากสถานที่ต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง แอปฯ นี้มาจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐนำโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร.และกระทรวงสาธารณสุขกับภาคเอกชน นำโดยกลุ่มผู้พัฒนาซอฟต์แวร์อิสระชื่อ "Code for Public" และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ เปิดตัวในช่วงเดือน เม.ย. 2563
หนึ่งในผู้คิดค้นระบบแฟลตฟอร์ม "ไทยชนะ" บอกบีบีซีไทยว่า เมื่อเกิดการระบาดระลอกใหม่ การใช้ "ไทยชนะ"ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ขณะที่ผู้ที่ดูแลระบบ "หมอชนะ" บอกการสอบสวนโรค ยังใช้ข้อมูลที่ได้จาก "หมอชนะ" ยังไม่มากและยังไม่มีการประเมินประสิทธิภาพอย่างชัดเจน

ที่มาของภาพ, EPA
นอกจากนี้ สังคมต่างตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ลงรอยระหว่างทีมพัฒนาแอป "หมอชนะ" และภาครัฐ เมื่อมีรายงานข่าวว่าทีมงานพัฒนาแอปพลิเคชันจะประกาศถอนตัว เนื่องจากการกำหนดฟีเจอร์บางอย่างอาจจะเป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลมากเกินไป แต่ในเวลาต่อมา นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมออกมาแถลงข่าวปฏิเสธ ไร้ข้อขัดแย้ง และเป็นเพียงช่วงส่งต่องานให้ทางรัฐบาลดูแลและใช้งานอย่างเป็นทางการหลังจากมีปริมาณผู้ใช้งานมากขึ้น
"ไทยชนะ" ตอบโจทย์แล้วตอนเปิดเมือง แต่ไม่ใช่ระลอกใหม่
สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนภายหลังจากที่เกิดระบาดรอบใหม่นับตั้งแต่กลางเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา คือ บทบาทของแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชัน "ไทยชนะ" ที่ลดลง ขณะที่ยังมีผู้ใช้งานในจำนวนมาก เนื่องจากว่า วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการใช้งานไทยชนะไม่ได้สอดคล้องกับภาวะการณ์ที่เกิดขึ้นในการระบาดรอบนี้
นายสมคิด จิรานันตรัตน์ หนึ่งในผู้ร่วมพัฒนาแพลตฟอร์ม "ไทยชนะ" บอกกับบีบีซีไทยว่า ไทยชนะใช้มาแล้วตัั้งแต่เดือน พ.ค. โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรองรับการเปิดเมือง โดยมีโจทย์ว่าจะทำอย่างไรจะให้ปลอดภัยหลังจากรัฐบาลประกาศคลายล็อกดาวน์

ที่มาของภาพ, สมคิด จิรานันตรัตน์
ส่วนเป้าประสงค์สำคัญของใช้งานแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชัน ไทยชนะหลัก ๆ มี 3 ประการ คือ การบันทึกข้อมูลการเข้าออกสถานที่ต่าง ๆ การแสดงให้เห็นถึงความหนาแน่นของคนในพื้นที่ และสุดท้ายคือ การบันทึกระยะเวลาที่อยู่ในสถานที่ เพื่อพิจารณาความเสี่ยงในกรณีที่มีรายงานว่าผู้ติดเชื้อเคยไปสถานที่เดียวกัน
นายสมคิด ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านโครงสร้างดิจิทัล ของพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อธิบายว่า หากพิจารณาในแง่การใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าว ในปีที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง เพราะจากการตรวจสอบจากหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้ลงทะเบียน พบว่า มีคนไทยที่เช็คอินผ่านระบบชองไทยชนะกว่า 47 ล้านคน เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมด 67 ล้านคน คิดเป็นกว่า 70% ถือว่าเยอะพอสมควร
เขายอมรับว่ามีเวลาในการพัฒนาแพลตฟอร์มนี้น้อยมากทั้งในการพัฒนาด้านเทคนิคและการลงทะเบียนผู้ประกอบการต่าง ๆ แต่ก็เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยช่วงที่มีการใช้งานแอปพลิเคชั่นและแพลตฟอร์มนี้มากที่สุดสูงถึง 9 แสนกว่าต่อวัน แต่ตัวเลขกลับลดลงมาเป็นราว 2 แสนคนต่อวัน ในช่วงที่การรายงานผู้ติดเชื้อภายในประเทศเป็นศูนย์ ซึ่งทำให้
"ยอดการใช้งานพุ่งขึ้นมากอีกครั้งหลังจากที่เกิดการระบาดในประเทศระลอกใหม่เมื่อกลางเดือนธ.ค.ที่ผ่านมาในสมุทรสาคร ซึ่งการระบาดครั้งนี้เป็นวงกว้างกลายเป็นโจทย์ใหม่ ที่แพลตฟอร์มไทยชนะไม่สามารถตอบโจทย์ได้" เขาอธิบาย
ควรต่อยอดให้มีความสามารถเทียบเคียง "หมอชนะ"
นายสมคิดบอกว่า โจทย์ใหญ่สำหรับช่วงการระบาดระลอกใหม่ คือ การติดตามไทม์ไลน์ผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก และสามารถเก็บข้อมูลการเดินทางของประชาชนเพื่อการสอบสวนโรค จึงคิดว่าแอปพลิเคชันอย่าง "หมอชนะ" น่าจะตอบโจทย์มากกว่าในภาวะการณ์ปัจจุบัน

ที่มาของภาพ, EPA
"ผมมองว่าการระบาดรอบใหม่ มีความรุนแรงและเข้มข้นมากกว่ารอบแรก เฉพาะฉะนั้นเรื่องของการควบคุมโรคจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ" เขาระบุ
สำหรับ แอปพลิเคชัน หมอชนะ ได้รับการพัฒนาโดยกลุ่มภาคประชาชน เอกชนและภาครัฐ ซึ่งเปิดตัวตั้งแต่เดือน เม.ย. 2563 แต่ผู้ใช้ยังคงจำกัดอยู่เพียงกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้นและเพิ่งได้รับประชาสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้นหลังจากที่เกิดการระบาดระลอกใหม่
อย่างไรก็ตาม นายสมคิดมองว่า สำหรับแอปพลิเคชันไทยชนะยังสามารถพัฒนาศักยภาพให้สามารถทำงานในลักษณะคล้าย ๆ กับ แอปฯ หมอชนะ ขณะที่ยังผู้ใช้งานอยู่จำนวนมาก โดยอาจจะเพิ่มการที่แอปฯ สามารถมีตัวเลือกให้ผู้ใช้งานสามารถบันทึกข้อมูลส่วนตัวย้อนหลังได้ 7 วัน หรือ มีการแจ้งเตือนผู้ใช้ง่ายผ่านข้อความสั้นหรือเอสเอ็มเอส
ช่วยในการสอบสวนโรคแค่ไหน
คำถามที่ตามมาคือ ข้อมูลที่ถูกจัดเก็บในแอปพลิเคชันหมอชนะ สามารถช่วยพนักงานสอบสวนโรคได้มากเพียงใด
จากการแถลงข่าวของ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ในวันที่ 18 ม.ค. ที่ผ่านมา ได้ชี้แจงขั้นตอนของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เมื่อพบผู้ป่วยที่มีการติดตั้งแอปพลิเคชันหมอชนะ ว่า เจ้าหน้าที่จะขอถ่ายภาพ QR code ส่งไปยังผู้ประสานงานเพื่อใส่ข้อมูลเข้าสู่ระบบสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. จะประมวลข้อมูลและส่งข้อความแจ้งเตือนไปยังประชาชน
ณ วันที่ 24 ม.ค. มีผู้ใช้งานแอปฯ หมอชนะ 6.82 ล้านคน จากจำนวนยอดการดาวน์โหลดทั้งหมด 8.11 ล้านครั้ง

สถิติการส่งแจ้งเตือนแอปฯ หมอชนะ สะสมรวม 5,927 ราย
- 9 ม.ค. 2564 ในพื้นที่ กทม. แจ้งเตือนจำนวน 112 ราย
- 10 ม.ค. 2564 ในพื้นที่ กทม. แจ้งเตือนจำนวน 394 ราย
- 13 ม.ค. 2564 ในพื้นที่ จ.ชลบุรี แจ้งเตือนจำนวน 135 ราย
- 14 ม.ค. 2564 ในพื้นที่ จ.ตราด แจ้งเตือนจำนวน 8 ราย
- 16 ม.ค. 2564 ในพื้นที่ จ.ตากและฉะเชิงเทรา แจ้งเตือนจำนวน 3,583 ราย
- 21 ม.ค. 2564 ในพื้นที่ กทม. แจ้งเตือนจำนว 1,453 ราย
- 23 ม.ค. 2564 ในพื้นที่ กทม. แจ้งเตือนจำนวน 242 ราย
ที่มา: กระทรวงสาธารณสุข

ในด้านการปฏิบัติหน้าที่ นพ. ไผท สิงห์คำ ผู้อำนวยการกองนวัตกรรมและวิจัย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข บอกกับบีบีซีไทยว่า กระบวนการทำงานด้านการเฝ้าระวังการสอบสวนป้องกันโรคจะถือว่าเป็นแกนหลัก ในขณะที่การใช้แอปพลิเคชันหมอชนะจะเป็นตัวเสริม โดยข้อมูลที่จัดเก็บในระบบจะต้องได้รับการร้องขอจากเจ้าหน้าที่เท่านั้น เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ที่ผ่านมาจะเป็นกลุ่มพื้นที่เสี่ยงสูงที่มีการร้องขอข้อมูลค่อนข้างบ่อย

ที่มาของภาพ, กรมควบคุมโรค

ที่มาของภาพ, Facebook/กระทรวงสาธารณสุข
เมื่อสอบถามถึงประสิทธิภาพการใช้งานของแอปพลิเคชันดังกล่าว นพ.ไผท บอกว่า ในแง่จำนวนผู้ใช้งานก็คือว่าน่าประทับใจ ส่วนในเรื่องนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในการสอบสวน การส่งข้อความแจ้งเตือนผู้ใช้เมื่อตกอยู่ในกลุ่มเสี่ยงนั้น ยอมรับว่า "ยังไม่มีการประเมินประสิทธิภาพอย่างชัดเจน" ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งเพื่อการประเมิน
" ขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินผลกับเจ้าหน้าที่หน้างาน ส่วนที่ว่าตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริงหรือไม่ ขณะนี้ เรายังไม่มีการออกแบบการวางระบบการประเมินผล แต่คาดว่าภายในระยะเวลาอีกสองสัปดาห์น่าจะเห็นผล หากการออกแบบการประเมินแล้วเสร็จ" นพ.ไผท กล่าว
ต้องมีการสร้างแรงจูงใจผู้ใช้มากขึ้น
ในส่วนการแก้ปัญหาติดตามสอบสวนโรคในกิจกรรมนอกกฎหมาย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสาเหตุของการระบาดระลอกใหม่ ทีมพัฒนาหมอชนะก็พยายามสร้างแรงจูงใจกลุ่มนี้ด้วยการไม่เปิดเผยตัวตน แต่หากว่าพวกเขาเข้าไปยังพื้นที่เสียงที่เคยมีผู้ติดเชื้อ เขาก็จะได้รับข้อความเตือน เพื่อให้เขาเข้ามาตรวจโรค หรือเข้ามาให้ข้อมูลในทางลับโดยจะไม่ถูกเปิดเผยไทม์ไลน์ด้วย

ที่มาของภาพ, Facebook/กระทรวงสาธารณสุข
นพ. ไผท ทิ้งท้ายว่า ข้อมูลที่ได้จะเป็นประโยชน์หรือไม่ ขึ้นอยู่กันจำนวนผู้ใช้งานด้วยเช่นกัน ซึ่งคิดว่าหากแต่ละพื้นที่สามารถมีสัดส่วนการใช้งานได้ราว 50% แล้วก็น่าจะเป็นตัวเลขที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนโรคได้ เพราะหากว่ายังใช้งานน้อยก็อาจจะทำให้การสอบสวนโรคหรือการกำหนดไทม์ไลน์ไม่สามารถทำได้อย่างครอบคลุม ซึ่งทีมงานพัฒนาอาจจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจในการใช้งานเพิ่มขึ้น และควรใช้แอปพลิเคชันนี้ควบคู่กับไทยชนะ เพื่อความแม่นยำ











