โควิด-19: เลขา สมช. เผยเบื้องหลังการผลักดันใช้แอปฯ "หมอชนะ"

แอปฯ หมอชนะ

ที่มาของภาพ, PAris Jitpentom/BBC Thai

    • Author, กุลธิดา สามะพุทธิ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) เป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญที่อยู่เบื้องหลัง "ข้อกำหนดฉบับที่ 17" ที่ระบุให้ประชาชนใน 5 จังหวัดที่เป็น "พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด" ติดตั้งและใช้แอปพลิเคชัน "หมอชนะ"

แม้ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. จะรับเสียงวิจารณ์ไปเต็ม ๆ หลังจากที่เขาแถลงถึงข้อกำหนดฉบับนี้ที่ออกตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 ม.ค. แต่โฆษก ศบค. เปิดเผยต่อสื่อมวลชนในเวลาต่อมาว่า พล.อ. ณัฐพล "เป็นคนเขียนข้อกำหนดนี้มากับมือ"

ในการแถลงข่าวประจำวันของ ศบค.เมื่อวานนี้ (7 ม.ค.) นพ.ทวีศิลป์กล่าวตอนหนึ่งว่า "ต่อไปนี้ใครที่ติดเชื้อโควิด-19 นี้แล้ว และพบว่าไม่มีการติดตั้งแอปฯ หมอชนะ ก็จะถือว่าท่านละเมิดกฎหมายฉบับที่ 17" ซึ่งผู้ฝ่าฝืนข้อกำหนดซึ่งออกตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อาจต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หลังการแถลงข่าว พล.อ. ณัฐพล และ นพ.ทวีศิลป์ได้เชิญผู้แทนสื่อมวลชนหลายสำนักประชุมเกี่ยวกับแนวทางการนำเสนอข่าวสารเรื่องการระบาดของโควิด-19 ซึ่ง พล.อ.ณัฐพลได้เล่าถึงที่มาของข้อกำหนดให้ใช้แอปฯ "หมอชนะ" ซึ่งพัฒนาโดย "ทีมพัฒนาร่วมประชาชน เอกชนและภาครัฐ" โดยมีสำนักพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. เป็นผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล และกรมควบคุมโรคเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เปิดให้ดาวน์โหลดเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 ธ.ค.

เริ่มมาจากนักธุรกิจต่างชาติและกรณี "บิ๊กเมาเท่น"

เลขา สมช. ยอมรับว่าเขาเป็นคน "ไม่เก่งเทคโนโลยี" แต่จำเป็นต้องมาคิดถึงเทคโนโลยีติดตามตัวหลังจากได้รับการร้องขอจากศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) ให้หาวิธีติดตามนักธุรกิจต่างชาติที่ต้องการเข้ามาดูกิจการของบริษัทลูกหรือเข้ามาลงทุนในไทยโดยที่ไม่ต้องกักตัวในช่วงที่สถานการณ์การระบาดเริ่มคลี่คลายในช่วงเดือน ต.ค.- พ.ย. เนื่องจากนักธุรกิจเหล่านี้ไม่มีเวลาพอที่จะเข้าสู่ระบบการกักตัว 14 วัน

วิธีการแรกที่คือการจัดชุดติดตามทางการแพทย์ติดตามตัวนักธุรกิจที่เดินทางเข้ามาไทย โดยบริษัทแต่ละแห่งเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย แต่ก็ได้รับการ "คอมเพลน" จากผู้ประกอบการว่าค่าใช้จ่ายสูงมาก

"เขาก็ถามผม ผ่านกระทรวงการต่างประเทศมาว่าทำไมประเทศไทยไม่ใช้แอปฯ ติดตามตัว ทำไมเอาคนมาตาม ผมก็อาย ก็พยายามบอกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และ สพร. ว่าช่วยคิดแอปฯ ที่จะติดตามตัวให้หน่อย" เลขา สมช. เล่า

ขณะนั้น สพร. ได้พัฒนาแอปฯ "หมอชนะ" แล้วโดยมีการประชุมคณะกรรมการธรรมาภิบาลข้อมูลแอปฯ "หมอชนะ" ครั้งแรกตั้งแต่เดือน พ.ค. 2563

เลขา สมช.กล่าวว่าแม้แอปฯ จะยังไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่เมื่อมีการร้องขอจาก ศบศ. ประกอบกับมีกรณีการจัดเทศกาลดนตรี "บิ๊กเมาเท่น" ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 12-13 ธ.ค. ซึ่งทางรัฐบาลได้สั่งให้ยุติเนื่องจากผู้จัดไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคได้ ตามมาด้วยการพบผู้ติดเชื้อที่เป็นพนักงานสถานบันเทิงในเมียนมา จนถึงการระบาดระลอกใหม่ซึ่งเริ่มต้นที่ จ.สมุทรสาคร เขาจึงเห็นว่าถึงเวลาที่ต้องนำแอปฯ นี้มาใช้แล้ว

"ทุกคนคงเข้าใจว่าแอปฯ ไทยชนะไม่สามารถติดตามตัวได้...กรณีบิ๊กเมาเท่นเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทำให้ผมคิดถึงเรื่องนี้ (การนำแอปฯ หมอชนะมาใช้) บิ๊กเมาเท่นมีคนเข้าไปชม 50,000 คน แม้ว่าทั้งหมดจะสแกนไทยชนะ แต่ถ้าเกิดมีคนติดเชื้อ เจ้าหน้าที่จะต้องสอบสวนโรคทั้ง 50,000 คน เพราะเราไม่สามารถแยกแยะได้เลย แต่ถ้าทุกคนมีแอปฯ หมอชนะ เราก็จะสามารถรู้ตัวผู้ติดเชื้อและสอบสวนเฉพาะคนที่อยู่ใกล้ผู้ติดเชื้อ ดังนั้นแทนที่จะต้องสอบสวนโรคทั้ง 50,000 คน เราอาจจะสอบสวนโรคแค่ 300 คนก็ได้" เลขา สมช. อธิบาย

พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์

ที่มาของภาพ, Facebook/Army PR Center

คำบรรยายภาพ, พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ เป็นอดีตรองผู้บัญชาการทหารบกก่อนได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติ

"ยอมที่จะโดนด่า"

เมื่อสถานการณ์การระบาดระลอกใหม่รุนแรงมากขึ้น มีจำนวนคนติดเชื้อมากขึ้น จนถึงขั้นมีการประกาศให้ 28 จังหวัดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด และในจำนวนนี้ 5 จังหวัดถูกยกระดับเป็น "พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด" รวมทั้งมีการห้ามเดินทางข้ามจังหวัดในเวลาต่อมา เลขา สมช. จึงมีแนวคิดให้ออกข้อกำหนดให้ประชาชนในพื้นที่เหล่านี้ติดตั้งแอปฯ หมอชนะเพื่อติดตามการเดินทางข้ามจังหวัด โดยหวังที่จะแบ่งเบาภาระของประชาชนในการขอเอกสารรับรองการเดินทาง รวมทั้งแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ในการสอบสวนโรค โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ผู้ติดเชื้อจำนวนมากปกปิดข้อมูล

"การระบาดระลอกนี้ คนที่ทำให้เกิดปัญหาเป็นคนที่ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลทำให้ยากที่จะสอบสวนโรค ผมสงสารหมอ แทนที่จะรักษาโรค ต้องมาตามสอบสวนโรคคนที่ไม่ยอมบอกความจริง จึงหาวิธีที่จะช่วยให้การสอบสวนโรคเป็นรูปธรรมมากขึ้น ยอมที่จะโดนด่า แม้จะยังไม่พร้อมเท่าที่ควร หมอทวีศิลป์ก็เครียด จริง ๆ แล้วหมอทวีศิลป์เสนอแนะว่า (แอปฯ) ยังใหม่อย่าเพิ่งรีบใช้ แต่ผมเห็นว่าถ้าไม่ใช้มันก็ยังใหม่อยู่อย่างนั้น ลองใช้ดู ค่อย ๆ สร้างความรับรู้ สร้างความเข้าใจกันไป" เลขา สมช.กล่าว

เขาย้ำว่าความมุ่งหมายของ ศบค. ในการนำแอปฯ หมอชนะมาใช้มี 2 ข้อ คือ หนึ่ง-เพื่อทดแทนหรือเสริมการใช้เอกสารในการเดินทางออกนอกพื้นที่ควบคุม และสอง-เพื่อประโยชน์ในการสอบสวนโรค รวมทั้งการติดตามตัวนักธุรกิจต่างชาติที่อาจเดินทางเข้ามาไทยในอนาคตเมื่อสถานการณ์ดีขี้น โดยที่ไม่ต้องกักกันตัว 14 วัน

ใช้ "หมอชนะ" ไม่ต้อง "เปิดไทม์ไลน์"

ประเด็นที่ประชาชนวิจารณ์และตั้งคำถามกับข้อกำหนดนี้มีหลัก ๆ คือ กรณีที่ประชาชนไม่มีสมาร์ทโฟนหรือเข้าไม่ถึงแอปพลิเคชันด้วยข้อจำกัดใด ๆ ก็ตามจะถูกลงโทษตามกฎหมายหรือไม่ และแอปฯ นี้มีการเก็บข้อมูลที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่

ในประเด็นแรก นพ.ทวีศิลป์ยอมรับว่าเขาสื่อสารไม่ดีพอทำให้ประชาชนไม่สบายใจและเกิดความกังวล เขาอธิบายว่า "ไม่ได้ถึงขนาดว่าจะเอาติดคุกติดตาราง" แต่เป็นการขอความร่วมมือให้ประชาชนในพื้นที่ 28 จังหวัดใช้แอปฯ นี้ และเฉพาะผู้ติดเชื้อที่พบว่าไม่ดาวน์โหลดแอปฯ และมีพฤติกรรมหรือเจตนาปกปิดข้อมูลเท่านั้นที่จะถูกดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน

ที่มาของภาพ, ทำเนียบรัฐบาล

คำบรรยายภาพ, วันที่ 8 ม.ค. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงขอโทษประชาชนที่สือสารให้เกิดความตระหนกและไม่สบายใจกรณีติดตั้งแอปฯ "หมอชนะ"

ด้านนายสุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการ สพร. ตอบข้อสงสัยและข้อกังวลของประชาชน ดังนี้

การเก็บข้อมูลส่วนบุคคล: แอปฯ หมอชนะถูกออกแบบมาให้เก็บข้อมูลเฉพาะเท่าที่จำเป็นต่อการสอบสวนโรคเท่านั้น ได้แก่ การเก็บประวัติการเดินทางผ่านจีพีเอสและบลูทูธ ไม่มีการเก็บเบอร์โทรศัพท์ ชื่อ-นามสกุล หรือที่อยู่ ข้อมูลที่ส่งให้กรมควบคุมโรคเพื่อประมวลผลหาผู้เสี่ยงสัมผัสจะมีเพียงรหัสนิรนาม ซึ่งระบบจะส่งข้อความแจ้งเตือนและคำแนะนำในการปฏิบัติตนไปยังแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือในกรณีที่ผู้ใช้งานมีประวัติเคยสัมผัสหรือใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิด-19

ความปลอดภัยของข้อมูล: ข้อมูลที่เก็บบันทึกจะมีเพียงกรมควบคุมโรคเท่านั้นที่เข้าถึงได้ และนำไปใช้ประโยชน์ในการติดตามผู้เสี่ยงติดเชื้อและการสอบสวนโรคเท่านั้น

ความโปร่งในของแอปฯ: สพร. ได้เผยแพร่ source code ของแอปพลิเคชันเวอร์ชั่นล่าสุดต่อสาธารณะซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีสามารถตรวจสอบได้ว่าแอปฯ นี้มีการเรียกข้อมูลอย่างไรบ้าง

"เราเชื่อว่าถ้ามีคนใช้แอปฯ จำนวนมาก เจ้าหน้าที่ก็ไม่จำเป็นต้องนำข้อมูลส่วนบุคคลหรือไทม์ไลน์ของคนที่ติดเชื้อมาป่าวประกาศให้คนมาดูและตรวจสอบตัวเองว่าตัวเองเสี่ยงติดเชื้อหรือเปล่า...เราพยายามเก็บข้อมูลน้อยที่สุด แต่เป็นข้อมูลที่ได้ผลในการสอบสวนโรคมากที่สุด" ผอ.สพร. กล่าว