โควิด-19: นายกฯ ลงนาม 8 มาตรการคุมโควิด-19 มีผลบังคับใช้ 4 ม.ค. ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อยังเพิ่มต่อเนื่อง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นายกรัฐมนตรีลงนามคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) กำหนดให้ 28 จังหวัดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด และลงนามใน 8 มาตรการคุมเชื้อโรคโควิด-19 ระบาด โดยให้มีผลตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันที่ 4 ม.ค. ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อยังเพิ่มขึ้นอีก 315 รายวันนี้ เป็นการติดเชื้อภายในประเทศจำนวน 294 ราย
ก่อนหน้านี้ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. เปิดเผยในวันนี้ (3 ม.ค.) ว่า คณะทำงาน ศบค. ได้พิจารณาทบทวนมาตรการต่าง ๆ ที่ได้เผยแพร่เมื่อวานนี้ (2 ม.ค.) ที่กำหนดพื้นที่แบ่งเป็น พื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) พื้นที่ควบคุม (สีส้ม) และพื้นที่เฝ้าระวังสูงสุด (สีเหลือง) รวมทั้งมาตรการดำเนินการในพื้นที่ควบคุมสูงสุด หลังจากมีหลายฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเข้ามา
- ศบค. เตรียมยกระดับมาตรการควมคุมหลังพบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น คาดบังคับใช้วันที่ 4 ม.ค.
- โฆษก ศบค. ย้ำ “ตั้งการ์ดสูงกว่าเดิม” หลังพบเสียชีวิตเพิ่ม 2 ราย ในขณะที่ กทม. สั่งปิดสถานบริการ
- อนุทิน เผยได้แหล่งวัคซีนล็อตพิเศษ 2 ล้านโดส ภายใน เม.ย.64
- สหราชอาณาจักรอนุมัติวัคซีนของอ็อกซ์ฟอร์ด-แอสตราเซเนกา ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่ไทยสั่งซื้อ
คณะทำงาน ศบค. ได้พิจารณาทบทวนมาตรการคุมการระบาดไวรัสโควิด-19 ฉบับที่ 6 และเสนอให้นายกฯ ลงนาม โดยมีรายละเอียด 8 ข้อ ประกอบด้วย
1. ห้ามใช้อาคารหรือสถานที่ที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค หรือการห้ามใช้อาคารและสถานที่ของสถาบันการศึกษาทุกประเภทในพื้นที่ควบคุมสูงสุด หรือพื้นที่สีแดงทั้งหมด 28 จังหวัด
2. ห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการควบคุมโรค เว้นแต่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ สำหรับการจัดงานแต่งงานนั้น นายแพทย์ทวีศิลป์ ยอมรับว่า ได้เปิดช่องเอาไว้ว่า ต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ และต้องมีมาตรการตามแนวทางสาธารณสุข โดยได้ปรับเพิ่มรายละเอียด คือ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด โดยคำแนะนำคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด กำหนดหลักเกณฑ์พิจารณาอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้เกิดความเหมาะสม

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
3. การปิดสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค โดยให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้พิจารณาสั่งปิดพื้นที่ภายในจังหวัด
4. เรื่องร้านอาหาร ที่ประชุมได้ปรับแก้ร่างใหม่เพื่อให้มีความยืดหยุ่น โดยกำหนดว่า ในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดนั้น การจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ให้จัดระเบียบการเข้าใช้บริการ จำนวนผู้นั่งบริโภคในร้าน การจัดสถานที่ตามแนวปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรค โดยอาจให้เป็นลักษณะของการนำกลับไปบริโภคที่อื่น และให้ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ของกระทรวงมหาดไทย และศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข ร่วมกันพิจารณาและกำหนดรูปแบบ รวมถึงการกำกับการดำเนินการตามข้อปฏิบัติ และมาตรการต่างๆเพื่อให้เหมาะสม หรือ ให้เข้าใจง่ายคือ ให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด เป็นผู้พิจารณาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ประกอบกิจการร้านอาหาร เช่น หากมีพื้นที่ที่พบผู้ติดเชื้อสูง ก็อาจให้ร้านอาหารในพื้นที่นั้น เป็นลักษณะซื้อกลับไปบริโภคที่อื่นเท่านั้น โดยที่ยังห้ามการจำหน่ายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านเช่นเดิม ขณะที่ห้างสรรพสินค้า ยังเปิดทำการตามเวลาปกติ อย่างไรก็ตาม สุดท้ายต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ ผอ.ศบค.อีกครั้ง จากนั้น แต่ละพื้นที่จะออกประกาศเฉพาะในแต่ละพื้นที่

5. มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด สั่งปิดหรือเปิดพื้นที่นอกเหนือจากที่กำหนดได้
6. ไม่ได้ห้ามเรื่องการเดินทางข้ามจังหวัด ยังสามารถเดินทางได้ แต่ต้องตรวจคัดกรองถึงความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ประชาชน ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนชะลอการเดินทางข้ามจังหวัด เว้นแต่มีเหตุจำเป็น แต่ก็ยอมรับว่า มีพบกรณีคนขับรถตู้ติดเชื้อ ทำให้ผู้โดยสารติดเชื้อไปกว่าครึ่งรถ จึงไม่อยากให้เดินทางกันมาก ดังนั้น ต้องนำข้อมูลของแต่ละจังหวัดมาพิจารณา และออกประกาศเป็นรายจังหวัด
7. การทำงาน Work From Home สลับวันเวลา เหลื่อมวันทำงาน
8. ให้คณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาผ่อนคลายข้อบังคับการใช้มาตรการป้องกันและยับยั้ง เสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่ออนุญาตให้ผ่อนคลายหรือกระชับมาตรการที่บังคับใช้กับสถานที่ต่างได้ตามความเหมาะสม

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวอาจจะขึ้นอยู่กับผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดของแต่ละแห่งในการพิจารณาบังคับใช้มาตรการดังกล่าวตามความเหมาะสม
ยอดติดเชื้อยังพุ่งต่อเนื่อง
โฆษก ศบค. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ในวันนี้ (3 ม.ค.) ณ เวลา 12:00 น. มีทั้งหมด 315 ราย แบ่งเป็น
1. กลุ่มผู้ป่วยรายใหม่จากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการสาธารณสุข 274 ราย เป็นผู้มีประวัติเชื่อมโยงกับคลัสเตอร์จังหวัดสมุทรสาคร ระยอง พัทยา ชลบุรี และผู้มีประวัติไปสถานที่เสี่ยงหรือสัมผัสผู้ป่วยก่อนหน้านี้และกลุ่มที่อยู่ระหว่างการสอบสวนโรค
2. การค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกในชุมชน (แรงงานต่างด้าว) จำนวน 20 ราย
3. ผู้ป่วยที่เดินทางมาจากต่างประเทศและเข้าสถานกักกันทุกประเภท (Quarantine Facilities) จำนวน 21 ราย
Nope
จากการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อรายใหม่ดังกล่าว ทำให้ยอดผู้ป่วยติดเชื้อสะสมเพิ่มเป็นทั้งหมด 7,694 ราย ส่วนจำนวนผู้ที่หายแล้วเพิ่มเป็น 4,337 ราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตยังคงที่อยู่ที่ 64 ราย
สธ. ยืนยันทรัพยากรทางการแพทย์ที่มีอยู่เพียงพอ
นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวจากกระทรวงสาธารณสุข วานนี้ (2 ม.ค.) ว่า แม้ว่าการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 รอบใหม่ทำให้เกิดการติดเชื้อและยากต่อการควบคุม แต่ยืนยันว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีทรัพยากรเพียงพอดูแลรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งได้สะสมไว้ตั้งแต่เริ่มมีการระบาด ทั้งในส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นหน้ากาก N95 เครื่อง ชุดป้องกันสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ และยารักษาโรค รวมทั้งเตียงรองรับผู้ป่วยและเครื่องช่วยหายใจยังมีสำรองอีกจำนวนมาก ล่าสุดรัฐบาลได้ให้งบประมาณจัดหาเพิ่มอีก 1,927 ล้านบาท ซื้อหน้ากาก N95 จำนวน 500,000 ชิ้น, หน้ากากอนามัย จำนวน 60,000,000 ชิ้น, ชุดป้องกันสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 500,000 ชิ้น, ยาฟลาวิพิราเวียร์ จำนวน 100,000 เม็ด
จากปัจจุบันที่มีการสำรองหน้ากาก N95 รวม 2,097,150 ชิ้น หน้ากากอนามัย 143,600 ชิ้น ชุดป้องกันสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ 1,044,370 ชิ้น และยาฟลาวิพิราเวียร์ 472,400 เม็ด










