โควิด-19: โฆษก ศบค. ย้ำ “ตั้งการ์ดสูงกว่าเดิม” หลังพบเสียชีวิตเพิ่ม 2 ราย ในขณะที่ กทม. สั่งปิดสถานบริการพร้อมยกระดับ 3 พื้นที่ควบคุมพิเศษ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เน้นย้ำ ให้ประชาชน "ยกการ์ดอีกครั้ง รวมพลังสู้โควิด" กันถูกโรคระบาดชกจุดน็อค หลังพบผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 2 รายและมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นสูงทำสถิติใหม่ที่ 279 ราย ทำให้มีผู้เสียชีวิตสะสม 63 ราย และผู้ติดเชื้อสะสม 7,163 ราย ด้าน กทม. ประกาศปิดสถานประกอบการเพิ่มเติมมีผลบังคับใช้เที่ยงคืนนี้
นพ. ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แจงว่าจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งหมด มี 235 รายที่ยังไม่สามารถสืบทราบถึงที่มาของเชื้อได้ว่าติดมาจากกลุ่มไหนและมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลใด ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการสืบสวนโรคอยู่
โฆษก ศบค. แจ้งในการแถลงสถานการณ์รายวันว่า พบผู้ป่วยมีประวัติเชื่อมโยงกับเคสที่ จ.สมุทรสาคร 3 ราย จ.ระยอง 2 ราย จ.ชลบุรี 1 ราย สถานบันเทิง สถานที่เสี่ยง อาชีพเสี่ยง 16 ราย และอยู่ระหว่างสอบสวนโรค 235 ราย ในส่วนของชาวต่างด้าวยังคงมีสอบสวนเชิงรุก โดยล่าสุดพบแรงงานต่างด้าวติดเชื้อเพิ่มอีก 16 ราย
ในวันนี้ มีจังหวัดที่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น เป็น 53 จังหวัด โดย 2 จังหวัดล่าสุดที่พบผู้ติดเชื้อ คือ จ.ลำพูน และ จ.สระแก้ว
กลุ่มคลัสเตอร์ผู้ติดเชื้อรายล่าสุด
สถานการณ์ผู้ติดเชื้อรายใหม่ จำนวน 279 ราย สามารถจำแนกออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. ผู้ป่วยรายใหม่ 257 ราย
- มีประวัติเชื่อมโยงกับคลัสเตอร์ จ.สมุทรสาคร 3 ราย
- มีประวัติเชื่อมโยงกับคลัสเตอร์ จ.ระยอง 2 ราย
- มีประวัติเชื่อมโยงกับคลัสเตอร์ พัทยา จ.ชลบุรี 1 ราย
- มีประวัติสถานบันเทิง สถานที่ชุมชน อาชีพเสี่ยง 16 ราย
- อยู่ระหว่างการสอบสวนโรค 235 ราย

ที่มาของภาพ, Getty Images
2. การค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุก (แรงงานต่างด้าว) 16 ราย
3. ผู้ป่วยที่เดินทางมาจากต่างประเทศและเข้าสถานที่กักที่รัฐกำหนด 6 ราย
ผู้ป่วยรายใหม่จำนวน 235 ราย ที่ยังคงรอยืนยันผลการสอบสวนโรค เป็นผู้ป่วยจาก จ.กรุงเทพฯ 6 ราย, จ.สมุทรสาคร 89 ราย, จ.ชลบุรี 51 ราย, จ.ระยอง 37 ราย, จ.จันทบุรี 29 ราย, จ.สมุทรปราการ 13 ราย, จ.ตราด 7 ราย, จ.ฉะเชิงเทรา 1 ราย, และ จ.สระแก้ว 2 ราย
ผู้เสียชีวิตรายใหม่
ในส่วนของผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมที่มีการแถลงสถานการณ์รายวัน นพ. ทวีศิลป์ แจงรายละเอียดของผู้เสียชีวิต จำนวน 2 ราย โดยมีรายละเอียดดังนี้
ผู้เสียชีวิตรายที่ 62 เป็นชายไทย วัย 44 ปี อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐาน ผู้เสียชีวิตรายดังกล่าวทำให้เกิดผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 13 คน เป็นสมาชิกในครอบครัว 7 คน และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 6 คน โดยมีไทม์ไลน์ดังนี้
- 20 ธ.ค. ไปใช้บริการที่ร้านอาหารกึ่งบาร์แห่งหนึ่งใน กทม.
- 26-27 ธ.ค. มีอาการไข้ ไอ และมีน้ำมูก
- 28 ธ.ค. มีไข้ เหนื่อยหอบ
- 30 ธ.ค. มีอาการเหนื่อยมากขึ้น จึงไปตรวจที่ รพ. เจริญกรุงประชารักษ์ ต่อมามีอาการเหนื่อยมากขึ้นจนต้องส่งรักษาต่อที่ห้องไอซียูเพื่อใส่ท่อช่วยหายใจ หลังจากนั้นเวลา 22.00 น. ยืนยันว่าติดเชื้อโควิด-19
- 31 ธ.ค. ผู้ป่วยอาการไม่ดีขึ้น โดยแพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นว่าว่าระบบหายใจล้มเหลว เลยส่งต่อไปรักษาที่ รพ. จุฬาลงกรณ์ จากนั้นเวลา 15.00 น. ผู้ป่วยเสียชีวิตที่ รพ. จุฬาลงกรณ์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ผู้เสียชีวิตรายที่ 63 เป็นชายไทย วัย 70 ปี มีประวัติลักลอบเข้าประเทศไทยจากประเทศเมียนมามาทางพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก โดยลักลอบเดินทางเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติวันที่ 29 พ.ย. ที่ผ่านมา ผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัว คือ โรคหลอดเลือดสมอง และเป็นผู้ป่วยนอนติดเตียง โดยมีไทม์ไลน์ดังนี้
- 29 พ.ย. ผู้ติดเชื้อเดินทางข้ามมาโดยช่องทางธรรมชาติและเริ่มมีอาการป่วย จากนั้นไปพักอาศัยอยู่กับครอบครัวที่ ม.7 ต.ท่าสายลวด โดยมีลูกเขยเป็นผู้ดูแล
- 2 ธ.ค. ลูกสาวกลับมาจาก กทม. มาดูแลผู้ป่วย
- 4 ธ.ค. มีอาการเหนื่อยหอบ ทางครอบครัวเรียกรถพยาบาลจาก รพ.เอกชน มารับที่บ้าน ระหว่างทางอาการไม่ดีขึ้นจึงนำส่ง รพ. รัฐ จากนั้นทราบผลตรวจว่าติดเชื้อโควิด-19
- 31 ธ.ค. รักษาโควิดหายแล้ว แต่มีอาการปอดอักเสบส่งผลให้ระบบทางเดินหสยใจล้มเหลว และเสียชีวิตเวลา 22.00 น.
นพ. ทวีศิลป์ ขอความร่วมมือไปยัง 8+1 จังหวัดพื้นที่การแพร่ระบาดสำคัญ ได้แก่ กรุงเทพฯ, จ.สมุทรสาคร, จ.สมุทรสงคราม, จ.สมุทรปราการ, จ.ปทุมธานี, จ.นครปฐม, จ.นนทบุรี, จ.ชลบุรี, และ จ.ระยอง ให้ปิดให้บริการสถานบันเทิง และให้ร้านอาหารขายอาหารแบบนำกลับบ้านเท่านั้น
ส่วนนโยบายในการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 นพ. ทวีศิลป์ ย้ำว่า ให้ยึดหลักการ "ให้แต่ละจังหวัดเป็นผู้ควบคุมสั่งการ" หากประชาชนไม่มั่นใจว่าควรต้องรับมืออย่างไรในแต่ละพื้นที่ ให้ "ขอข้อมูลจากทางจังหวัด" โดยจะมีผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด เป็นผู้ตัดสินใจ ทั้งนี้ นพ. ทวีศิลป์ เน้นว่าให้ใช้ "มาตรการเข้ม" และเฝ้าระวังเชิงรุกผู้ที่เดินทางมาจากจังหวัดที่มีการแพร่ระบาดและจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปมาก
ในส่วนของข่าวดี นพ. ทวีศิลป์ แจ้งว่าวัคซีนโรคโควิด-19 ล็อตแรก จากเดิมที่จะเข้าประเทศไทยช่วงกลางปีนี้ เลื่อนเข้ามาเป็นช่วงเดือน ก.พ. แทน อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังต้องดำรงการใช้ชีวิตวิถีใหม่ "ตั้งการ์ดสูงกว่าเดิม"
Nope
กทม. สั่งปิดสถานประกอบการเพิ่มเติม
ร.ต.อ. พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพฯ แถลงผลการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครวันนี้ ว่าด้วยมาตรการเพิ่มเติมควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ว่า กทม. ยกระดับ 3 เขตพื้นที่ควบคุมสูงสุด 3 เขต (หนองแขม บางพลัด บางขุนเทียน) พร้อมสั่งปิดสถานที่เพิ่มมีผลเที่ยงคืนวันนี้ (2 ม.ค.64) เตรียมหารือ ศบค. เพื่อดำเนินมาตรการให้สั่งอาหารกลับไปรับประทานที่บ้าน และจะเริ่มมาตรการในวันที่ 4-17 ม.ค.
ที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ประกาศปิดสถานที่เพิ่มเติม ดังนี้
สถานบริการ สวนน้ำ สวนสนุก สนามเด็กเล่น ตู้เกม เครื่องเล่นสำหรับเด็ก โต๊ะสนุ๊ก โต๊ะบิลเลียด สนามชนไก่ ชนโค กัดปลา ศูนย์พระเครื่อง ศูนย์เด็กเล็ก สถานเจาะผิวหนัง ร้านสัก โรงเรียน สถานกวดวิชา ร้านอินเทอร์เน็ต สถานดูแลผู้สูงอายุ (ยกเว้นที่พักค้าง) โรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้ สนามมวย อาบอบนวด สนามแข่งทุกประเภท สถานที่ให้บริการห้องจัดเลี้ยงและที่มีลักษณะคล้ายกัน ส่วนห้างสรรพสินค้ายังไม่ปิด แต่จะมีมาตรการเพิ่มเติม โดยให้มีผลเวลา 24.00 น. คือ ตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค. 64 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ยังกำหนดพื้นที่ควบคุมสูงสุด 3 เขต คือ เขตหนองแขม เขตบางพลัด และ เขตบางขุนเทียน ให้ผู้อำนวยการสำนักงานมีอำนาจสั่งการ เพื่อหยุดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงแพร่เชื้อได้มากขึ้น
ร.ต.อ. พงศกร ยังกล่าวว่า จะมีการหารือกับ ศบค. เกี่ยวกับมาตรการขายอาหารแบบนำกลับไปรับประทานที่บ้าน เนื่องจาก กทม. มีพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดอื่น ซึ่งประชาชนในพื้นที่อื่นจะเดินทางเข้า-ออกจำนวนมาก จึงต้องออกมาตรการนี้ให้สอดรับกับพื้นที่อื่น ๆ ด้วย และหากมีความชัดเจนคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ได้ 4 ม.ค. นี้









