ศาลรัฐธรรมนูญ : พล.อ. ประยุทธ์ “มีความสุข” ระหว่างลงพื้นที่สมุทรสงคราม ก่อนศาลชี้ชะตา “คดีพักบ้านหลวง”

ไม่กี่ชั่วโมงก่อนศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกฯ หรือไม่ จากกรณีพักอาศัยในบ้านพักข้าราชการทหารแม้เกษียณอายุไปแล้ว 6 ปี เจ้าตัวยังยิ้ม และปฏิบัติราชการตามปกติ

พล.อ. ประยุทธ์ นำคณะเดินทางลงพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม ซึ่งทันทีที่ไปถึง นายกฯ ได้เข้าสักการะหลวงพ่อวัดบ้านแหลม พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัด ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร ต.แม่กลอง อ.เมืองสมุทรสงคราม และเข้ากราบนมัสการพระสมุทรวริโสภณ รักษาการแทนเจ้าอาวาส

ในระหว่างนี้มีชาวสมุทรสงครามและจังหวัดใกล้เคียง เช่น ราชบุรี มารอต้อนรับและให้กำลังใจด้วยการมอบดอกกุหลาบสีแดง และมีเสียงตะโกน "ลุงตู่สู้ ๆ" ดังขึ้นเป็นระยะ ๆ ทำให้ พล.อ. ประยุทธ์ยิ้มได้ และสั่งพลขับหยุดรถเพื่อรับดอกไม้จากประชาชน

ต่อมา พล.อ. ประยุทธ์ เดินทางไปติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลด้านการส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชน การดำเนินการโคกหนองนา โมเดล และเยี่ยมชมการท่องเที่ยวชุมชน ที่วิสาหกิจชุมชนริมคลองโฮมสเตย์ ต.บ้านปรก ซึ่งเป็นอีกจุดที่มีประชาชนมารอให้กำลังใจนายกฯ และผูกผ้าขาวม้าที่เอว

พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า "มีความสุขที่ได้กลับมาสัมผัสบรรยากาศบ้านสวนเพราะตอนเด็กมีบ้านอยู่ในสวนริมคลอง การมาที่อัมพวา ทำให้นึกถึงบรรยากาศเก่า ๆ" พร้อมขอบคุณประชาชนและหน่วยราชการในจังหวัดที่ช่วยรักษาสิ่งดี ๆ และชื่นชมที่นำนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติ

จากนั้น พล.อ. ประยุทธ์ ได้ขอพายเรือด้วยตัวเองไปปาดตาลมะพร้าวเพื่อเอามาทำน้ำตาลมะพร้าว โดยเขาบอกกับสื่อมวลชนว่าพายเรือเป็น เพราะเคยพายเรือตั้งแต่เด็ก นอกจากนี้ในระหว่างปาดตาล เขาได้ลูบไปทีต้นมะพร้าวและพูดกับต้นมะพร้าวว่า "เติบโตต่อไปนะลูก"

เวลา 10.00 น. นายกฯ ไปตรวจเยี่ยมการดำเนินกิจกรรมของหมู่บ้านรางวัลพระราชทานหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง "อยู่เย็น เป็นสุข"ที่บ้านคลองวัว หมู่ที่ 5 หมู่บ้านคลองวัว ต.เหมืองใหม่ อ.อัมพวา โดยมีเสียงตะโกน "ลุงตู่สู้ ๆ" ดังขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้พระครูพิศิษฏ์ ประชานาถ (หลวงพ่อแดง นันทิโย) เจ้าอาวาสวัดอินทาราม รองเจ้าคณะอำเภออัมพวา ได้มอบตะกรุดจันทร์เพ็ญ รุ่น "ปลดหนี้ รวยเหลือล้น" ให้กับนายกฯ พร้อมอวยพรให้ปกป้องคุ้มครองภัยและให้ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ "หลวงพ่อแดงมาให้กำลังใจแล้ว ไม่ต้องกลัวใครทั้งสิ้น ไม่ต้องกลัวภัยอันตราย... หลวงพออายุ 71 ปียังสู้ นายกฯ ต้องสู้"

ต่อมา นายกฯ ได้เยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชน การแปรรูปกล้วยหักมุก การทำน้ำมันมะพร้าวอโวคาโด การทำมะพร้าวแปรรูปครบวงจร และเยี่ยมชมหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน โดยที่ พล.อ. ประยุทธ์ได้กล่าวกับประชาชนผ่านหอกระจายข่าววา "เป็นวันที่ผมมีความสุขอีกวันหนึ่งที่ได้มาพบปะกับประชาชน" ก่อนเล่าถึงสารพัดนโยบายของรัฐบาลให้ประชาชนได้รับทราบ และขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากทุกสื่อโดยเปรียบเทียบว่าอะไรเชื่อได้ไม่ได้ด้วยวุฒิภาวะ เพราะบางอย่างเสนอออกมาให้เกิดความขัดแย้ง ออกมาลบ ๆ หมด

"ยืนยันว่าผมจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในฐานะผู้นำรัฐบาลและรัฐบาล" พล.อ. ประยุทธ์กล่าว

ก่อนขึ้นรถเดินทางกลับทำเนียบรัฐบาล มีชายวัย 80 ปี มารอให้กำลังใจนายกฯ และสอบถามว่าเครียดอะไรหรือไม่ หนักใจอะไรหรือไม่ ซึ่ง พล.อ. ประยุทธ์ตอบว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องของโชคชะตา ซึ่งชะตาเขาลิขิตไว้หมดแล้ว ไม่ได้หนักใจอะไร เราเชื่อมั่นในความดี

ศาลคุมเข้ม ห้ามคนไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่

เวลา 15.00 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัย กรณีประธานสภาผู้แทนราษฎรขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5) และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 186 วรรคหนึ่ง และมาตรา 184 วรรคหนึ่ง (3) หรือไม่

การออกนั่งบัลลังก์ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มข้น โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 กองร้อยคอยดูแลความสงบเรียบร้อย ทั้งนี้ศาลไม่อนุญาตให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในห้องพิจารณาคดีและบริเวณศาลในรัศมี 50 ม. แต่ให้ติดตามชมการถ่ายทอดสดผ่านยูทิวบ์ช่อง "สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ" แทน

วานนี้ (1 ธ.ค.) ศาลมีคำสั่งกำหนดบุคคลให้เฉพาะผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง ผู้รับมอบอำนาจ หรือผู้รับมอบฉันทะ รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่เท่านั้นอยู่ในห้องพิจารณาคดี และออกประกาศเรื่องอาณาบริเวณหรือพื้นที่ที่กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญ และสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติงาน รักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย

ประกาศศาลรัฐธรรมนูญอ้างถึงคำแจ้งเตือนจากหน่วยงานความมั่นคงที่ว่า "มีสถานการณ์ที่มีสิ่งบอกเหตุ หรือข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าอาจมีเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัย และความไม่สงบเรียบร้อยเกิดขึ้น" จึงต้องทำให้กระบวนการพิจารณาของศาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ขณะที่ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลและเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เรียกตัวเองว่ากลุ่ม "ราษฎร" ได้นัดมวลชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ให้เข้าร่วมการชุมนุม ที่ห้าแยกลาดพร้าว เพื่อติดตามคำวินิจฉัย "คดีพักบ้านหลวง" ของ พล.อ. ประยุทธ์

นายกฯ พูดว่าอย่างไรเรื่องบ้านพัก

นับตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยคำร้องกรณี "พักบ้านหลวง" พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้มากนัก จนกระทั่งเมื่อวันที่ 30 พ.ย. ที่นายกฯ ตอบคำถามสื่อมวลชนทำเนียบรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องบ้านพักของเขาในหลายประเด็น

เตรียมแผนอย่างไรหลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

พล.อ.ประยุทธ์บอกว่าเขาไม่ได้คิดอะไรมากนักเกี่ยวกับคำวินิจฉัยที่จะออกมา ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็รับได้ และไม่ได้เตรียมแผนรับรองอะไรไว้ล่วงหน้า เพราะต้องรอฟังคำตัดสินของศาลก่อน

"อย่าเพิ่งไปคิดล่วงหน้า ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินออกมายังไงผมก็รับได้ ถึงเวลามันตัดสินใจง่ายอยู่แล้ว ออกมายังไงก็ตามนั้น แล้วค่อยคิดตอนนั้น"

นายกฯ ย้ำว่าเขาไม่กังวลอะไรนอกจากเรื่องที่ว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศปลอดภัย ชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ปลอดภัย ประชาชนทุกคนมีความรักสามัคคี

จะย้ายไปอยู่บ้านพิษณุโลกหรือไม่

นายกฯ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธเมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงทางเลือกในการย้ายไปอยู่บ้านพิษณุโลก ซึ่งเป็นบ้านประจำตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี หากศาลวินิจฉัยว่าเขาไม่มีสิทธิพำนักในบ้านรับรองของ ทบ. โดยบอกเพียงว่า "ต้องดูความเหมาะสม" ก่อนจะเปรยว่าบ้านพิษณุโลกใหญ่โตเกินไป อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม เนื่องจากชำรุดไปตามเวลา

นายกฯ ยังให้ความเห็นถึงข่าวลือเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับในบ้านพิษณุโลกว่า เขาไม่ได้กลัวอะไรเพราะเขาตั้งใจทำความดี

"ถ้าเราทำความดีเผื่อแผ่นดิน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องคุ้มครองเรา"

เตรียมบ้านพักส่วนตัวไว้แล้ว

นายกฯ ยอมรับว่าได้เตรียมบ้านพักส่วนตัวนอกค่ายทหารเอาไว้

"ถ้าเขาไม่ให้อยู่ก็ไป เท่านั้นเอง ไม่เห็นจะยากอะไรเลย" นายกฯ กล่าว

แต่เขาบอกว่าบ้านส่วนตัวนั้นมีพื้นที่จำกัด ทำให้ไม่สะดวกต่อการรักษาความปลอดภัย แม้เขาคิดว่าไม่มีใครจะมาทำร้ายเขา แต่การรักษาความปลอดภัยผู้นำประเทศนั้นเป็นสิ่งที่ต้องมี ทุกประเทศก็มีการคุ้มครองผู้นำ "จะให้ผมโดดเดี่ยวอยู่คนเดียวคงไม่ได้มั้ง"