สถาบันกษัตริย์ : ท่าทีที่เปลี่ยนไปของเยอรมนี กับกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการพำนักในต่างแดนของประมุข

ที่มาของภาพ, Reuters
การประทับในเยอรมนีของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นประเด็นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ฝ่ายค้านของเยอรมนี สอบถามไปที่รัฐบาลผ่านช่องทางของรัฐสภาหลายครั้งในรอบกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา คำชี้แจงแต่ละครั้งจากกระทรวงการต่างประเทศมีระดับความเข้มข้นแตกต่างกัน
ล่าสุดเมื่อ 11 พ.ย. สำนักข่าวดีพีเอของเยอรมนี รายงานว่า นายมิเกล แบร์เกอร์ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศตอบกระทู้ของ ส.ส. พรรคกรีนส์เป็นลายลักษณ์อักษรว่า "จากข้อมูลที่ได้มาจากรัฐบาลไทย การประทับของพระมหากษัตริย์ไทยในเยอรมนีเป็นเรื่องส่วนพระองค์" ทางกระทรวงคาดว่า พระมหากษัตริย์ของไทยไม่ได้ทรงตัดสินพระราชหฤทัยที่ "เป็นการแทรกแซงระบบกฎหมายของเยอรมนี กฎหมายระหว่างประเทศ หรือ หลักสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองระหว่างประเทศ" ขณะทรงประทับอยู่บนแผ่นดินเยอรมนี
อย่างไรก็ดี นางมาร์กาเรเทอ เบาเซอ ส.ส.พรรคกรีนส์ ผู้ยื่นกระทู้ผ่านสภาผู้แทนราษฎร เห็นว่าไม่น่าเป็นไปได้ เพราะประมุขของรัฐซึ่งใช้เวลาประทับในเยอรมนีแต่ละครั้งนานหลายเดือน "แน่นอนว่าต้องมีการออกพระราชบัญชาที่ส่งผลประทบต่อสถานการณ์ในประเทศของพระองค์" ดีพีเอ อ้างคำพูดของนางเบาเซอ

ที่มาของภาพ, Reuters
ท่าทีที่อ่อนลง ?
สองสัปดาห์ก่อนหน้านั้น สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากสภาผู้แทนราษฎรเยอรมนีเมื่อ 29 ต.ค. ว่า ผู้แทนรัฐบาลเยอรมนีได้กล่าวบรรยายสรุปในประเด็นที่เกี่ยวกับกษัตริย์ไทยให้ที่ประชุมคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรฟังว่า รัฐบาลเชื่อว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้รับอนุญาตให้ตัดสินพระทัยเป็นครั้งคราว ตราบใดที่พระองค์ไม่ได้ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจอย่างต่อเนื่องในแผ่นดินเยอรมนี
เมื่อถามถึงพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ไทย ผู้แทนรัฐบาลเยอรมนีชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ ว่า พระองค์ทรงถือวีซ่าที่อนุญาตให้ทรงประทับอยู่ในเยอรมนีได้นานหลายปีในฐานะบุคคลทั่วไป และทรงได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูตในฐานะประมุขของรัฐ
"เป็นที่ชัดเจนว่าหลายคนมองว่าสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำนั้นเป็นปัญหา แต่ทางรัฐบาลระบุว่านี่ยังไม่ถือว่าเป็นการทรงปฏิบัติภารกิจด้านการเมืองอย่างต่อเนื่อง" แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติม
แต่ 3 วัน ก่อนหน้านั้น ถ้อยแถลงของนายไฮโก มาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี ต่อผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ฟังดูขึงขัง "รัฐบาลเยอรมนีกำลังเฝ้าดูพระจริยาวัตรของกษัตริย์ไทยในแคว้นบาวาเรีย เยอรมนีอย่างต่อเนื่อง และ "จะเกิดผลสืบเนื่องทันที หากเราประเมินแล้วว่ามีการกระทำใด ๆ ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย" และบอกอีกว่า รัฐบาลเยอรมนีแถลงไปหลายครั้งแล้วว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ที่จะให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติภารกิจทางการเมืองขณะพำนักอยู่บนดินแดนเยอรมนี

ที่มาของภาพ, Reuters
การแถลงดังกล่าวมีขึ้นในวันเดียวกับที่ผู้ชุมนุมในนามกลุ่มเยาวชนปลดแอก ได้จัดกิจกรรมเดินขบวนไปสถานทูตเยอรมนี ในกรุงเทพฯ และยื่นจดหมายต่อผู้แทนของสถานทูตเพื่อให้ตรวจสอบในประเด็นต่าง ๆ เช่น การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงงานราชการแผ่นดินและใช้เวลาส่วนมากประทับอยู่ในเยอรมนี ประเด็นเรื่องการเก็บภาษีมรดกของทางการเยอรมนี และข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนของข้าราชบริพาร เป็นต้น
การตั้งกระทู้ของ พรรคกรีนส์ ที่มีคะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎรรวม 67 จาก 709 ที่นั่ง เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. นายฟริตยอฟ ชมิดต์ ส.ส.พรรคกรีนส์ ได้ถาม รมว. ต่างประเทศในสภาฯ ถึงกรณีที่กษัตริย์ไทยทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการประทับอยู่ในรัฐบาวาเรีย ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ประท้วงในประเทศไทยแสดงความไม่เห็นด้วยต่อค่าใช้จ่ายที่ทรงใช้ในการประทับอยู่ในต่างแดน และการที่ไม่ประทับอยู่ในประเทศ
"เหตุใดรัฐบาลเยอรมนีจึงยอมอดทนต่อพฤติกรรมที่แปลกประหลาดมากเช่นนี้ ซึ่งในความเห็นของผมเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ที่ประมุขของประเทศอื่นดำเนินงานการเมืองบนแผ่นดินเยอรมนี"

ที่มาของภาพ, BBC Thai
นายมาส ชี้แจงต่อคำถามนี้ว่า "เราอธิบายไว้ชัดเจนว่าการดำเนินการทางการเมืองที่เกี่ยวกับประเทศไทยไม่ควรมาจากดินแดนของเยอรมนี...หากมีแขกของประเทศเราเข้ามาดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับประเทศของพวกเขา เราจะดำเนินการคัดค้านอย่างแน่นอน"
แท้จริงแล้วบุคคลที่อยู่ในสถานะประมุขแห่งรัฐ หมายถึงใครบ้าง ประมุขของรัฐสามารถดำเนินกิจกรรมใดได้บ้าง และมีเอกสิทธิ์คุ้มครองอย่างไร ขณะพำนักหรือประทับในต่างประเทศ บีบีซีไทยรวบรวมข้อมูลและสอบถามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ
ใครคือ Head of State
เว็บไซต์สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศของไทย ให้คำจำกัดความคำว่า Head of State ว่าหมายถึง ผู้แทนที่สำคัญที่สุดของรัฐ หรือประมุขของรัฐ ในบางกรณีอาจทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐ ในการเจริญความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ โดยมีอำนาจเต็มที่จะประกอบการใด ๆ ได้
ประมุขของรัฐอาจได้แก่ พระจักรพรรดิ (emperor) พระเจ้าแผ่นดิน (king) พระราชินี (queen) และประธานาธิบดี (president)
ประมุขของรัฐย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการเคารพ และการยอมรับนับถือจากประเทศอื่น ๆ ในสังคมนานาประเทศ ในแง่พิธีการทูต ผู้ที่เป็นกษัตริย์อาจได้รับเกียรติแตกต่างกับผู้ที่เป็นประธานาธิบดี แต่ความแตกต่างเช่นนี้หามีความสำคัญในแง่กฎหมายอย่างใดไม่ เมื่อประมุขของรัฐเดินทางไปเยือนต่างประเทศ ตัวประมุขพร้อมด้วยบุคคลในครอบครัวและบริวารทั้งหลาย ตลอดจนถึงทรัพย์สินของประมุขจะได้รับความคุ้มกัน (Immunity) ทั้งในทางแพ่งและอาญา

ที่มาของภาพ, EPA
ประมุขของรัฐทำอะไรได้บ้างขณะอยู่ในต่างประเทศ
ศ.มาร์ค เวลเลอร์ ประธานสถาบันการศึกษาด้านกฎหมายและรัฐธรรมนูญระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ อธิบายว่าโดยปกติแล้วหากประมุขของรัฐอยู่ระหว่างเดินทางเยือนต่างประเทศ ก็จะยังสามารถปฏิบัติภารกิจที่เป็นทางการขณะอยู่ในต่างประเทศได้ อาทิ การเดินทางเยือนต่างประเทศของประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะยังสามารถบัญชาการภารกิจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอเมริกา ทั้งของคณะรัฐมนตรี และอื่น ๆ ได้ในเวลาเดียวกัน เพราะไม่มีข้อห้ามใด ๆ ไม่ให้ปฏิบัติดังกล่าวในระหว่างการเยือนต่างประเทศซึ่งมักจะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ
ศ.เวลเลอร์ กล่าวว่าในกรณีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทยอาจมีความแตกต่างออกไป เนื่องจากพระองค์ประทับในเยอรมนีเป็นเวลาต่อเนื่องซึ่งไม่น่าจะเป็นการเยือนโดยปกติทั่วไปของประมุข แต่น่าจะเป็นการเยือนส่วนพระองค์
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจากเคมบริดจ์ กล่าวอีกว่าในระหว่างเยือนต่างประเทศ ประมุขของรัฐได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองจากประเทศผู้ต้อนรับโดยไม่มีเงื่อนไข โดยประเทศผู้ต้อนรับไม่สามารถจับกุม ดำเนินคดี หรือบังคับใช้กฎหมายใด ๆ ของประเทศผู้ต้อนรับกับประมุขของรัฐที่ไปเยือนได้
เขากล่าวด้วยว่าประมุขของรัฐเป็นบุคลที่ไม่อาจแตะต้องได้ เว้นเสียแต่ว่าประมุขของรัฐเองจะไม่ใช้เอกสิทธิ์ดังกล่าว…ซึ่งในกรณีของพระมหากษัตริย์ไทยเขาไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น
"สิ่งเดียวที่จะปฏิบัติต่อประมุขแห่งรัฐได้คือการประกาศให้เป็นบุคคลไม่พึงประสงค์…ชี้ว่าได้มีการใช้สิทธิคุ้มครองไปในทางไม่ถูกต้องและเชิญให้ออกนอกประเทศ หรือบังคับให้ออกนอกประเทศ แต่นั่นก็จะก่อให้เกิดความร้าวฉานทางการทูตระหว่างสองประเทศ"
ห้ามละเมิดสิทธิมนุษยชน
ศ.เวลเลอร์ กล่าวว่า ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศประมุขของรัฐไม่สามารถกระทำการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมระหว่างประเทศ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ ซึ่งในกรณีของเยอรมนีก็คงไม่ยินดีให้ผู้ใดกระทำการเช่นนั้นในแผ่นดินของตน อย่างไรก็ดี เยอรมนีเองก็มีกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองด้านสิทธิมนุษยชน และจะต้องแน่ใจได้ว่าไม่มีการกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนใด ๆ เกิดขึ้นในเยอรมนี

ที่มาของภาพ, Reuters
วีซ่าระยะยาวแบบมีเงื่อนไข
บีบีซีไทยได้สอบถามไปยังกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี เกี่ยวกับการประทับในเยอรมนีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้รับคำตอบว่าไม่สามารถให้ความเห็นในเรื่องวีซ่าของพระองค์ได้
ขณะที่ประธานสถาบันการศึกษาด้านกฎหมายระหว่างประเทศรัฐธรรมนูญ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เชื่อว่าหากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีถิ่นประทับในเยอรมนี ก็อาจเป็นไปได้ว่าพระองค์ไม่น่าจะถือวีซ่าปกติทั่วไป แต่ทางการเยอรมนีออกวีซ่าที่มีเงื่อนไขพ่วงไปด้วยว่าจะไม่สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวกับรัฐไทยได้ หรือห้ามดำเนินการทางการเมืองใด ๆ ขณะอยู่ในเยอรมนี "ผมไม่สามารถยืนยันในจุดนี้ได้ แต่ดูเหมือน ส.ส.ในสภาเยอรมนีเชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น"
ศ.เวลเลอร์ กล่าวอีกว่า เยอรมนีมีสิทธิ์ระงับวีซ่าที่ออกให้โดยมีเงื่อนไข และหากเป็นเช่นนั้นแล้วผู้ที่ถูกระงับวีซ่าก็จะต้องเดินทางออกนอกประเทศ "เพราะเอกสิทธิ์คุ้มกันที่ได้รับไม่ได้คุ้มกันไปถึงการถูกให้ออกจากประเทศเพราะกระทำการใด ๆ โดยไม่เป็นไปตามสถานะที่ได้รับ"










