ประชุมรัฐสภา : ส.ส. เพื่อไทย กรีดเลือดกลางสภา ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ลั่นไม่ลาออก

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ในวันที่สองของการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อหาทางออกให้ประเทศจากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง ได้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเมื่อ ส.ส. พรรคเพื่อไทยกรีดเลือดกลางสภา ขณะที่นายกรัฐมนตรีอ้างข้อมูลจากนักข่าวว่า "มีการเตรียมกันไว้แล้วจะมีช็อตเด็ด ให้เลือดตกยางออก เพื่อให้แพร่ไปสู่เวทีโลก"
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.50 น. เมื่อจู่ ๆ นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้งัดมีดปอกผลไม้ขึ้นมากรีดตัวเอง โดยให้เหตุผลว่า "ขออนุญาตกรีดเลือดให้ประยุทธ์เห็นว่าอย่าทำร้ายประชาชน... ขออย่าให้มีอีกเลยครับ"
การกระทำของ ส.ส. ฝ่ายค้านรายนี้ สร้างความตื่นตระหนกแก่เพื่อนร่วมรัฐสภาและสื่อมวลชนที่อยู่ในห้องประชุม ในระหว่างการเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามมาตรา 165 ของรัฐธรรมนูญ
ขณะที่โทรทัศน์รัฐสภาที่ถ่ายทอดสดการประชุมต้องตัดภาพอย่างฉับพลัน โดยหันกล้องไปฉายภาพนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์แทน โดยประธานกล่าวเสียงเรียบว่า "ไม่อนุญาตให้กรีดเลือดนะครับ"
ก่อนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว นายวิสารได้อภิปรายโจมตี พล.อ. ประยุทธ์ จ้นทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ว่าเป็นคู่ขัดแย้งที่แท้จริง ไม่อยากเห็นเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองแบบในอดีตอีก ในฐานะ ส.ส. จึงอยากวิงวอน พล.อ. ประยุทธ์ว่าไม่ให้เป็นทรราช แต่อยากให้เป็นวีรบุรุษ
ในช่วงท้าย เขาบอกว่าเป็น ส.ส. มาตั้งแต่ปี 2529 รักสภา ไม่บังอาจให้สภาเสื่อมเสีย แต่วันนี้คิดไม่ออกว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ไม่อยากให้เด็ก ๆ ต้องเลือดตกยางออก
"สิ่งที่ผมจะเรียกร้องวันนี้อาจผิดข้อบังคับสภา" เขากล่าวพลางถอดสูท และขออนุญาตจากประธานเพื่อกรีดเลือด
จากนั้นบรรดาเพื่อนร่วมพรรคที่เป็นแพทย์ได้เข้าไปช่วยกดห้ามเลือดนายวิสาร ก่อนนำตัวไปปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ห้องพยาบาลของรัฐสภา และส่งตัวไปทำแผลที่โรงพยาบาลต่อ ซึ่งประธานรัฐสภาแจ้งในเวลาต่อมาว่าได้ส่งนายวิสารไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลวชิระพยาบาล
หลังเหตุการณ์สงบลง นายสมชาย แสวงการ ส.ว. ลุกขึ้นขอหารือว่าการใช้อาวุธมีดเฉือนตัวเองในสภา อาจทำให้เกิดการเลียนแบบในการชุมนุมได้ จึงขอประธานว่าให้ยุติการประชุม เดินต่อจะมีปัญหา เพราะมีอาวุธด้วย แต่นายชวนบอกว่าไม่มีใครรู้ และขอร้องเยาวชนอย่าทำตาม
"ห้ามไม่ได้ เป็นความประสงค์ของท่านจะทำ... แต่ไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เข้าใจความห่วงใย แต่สิ่งใดเกิดขึ้น อย่าให้เป็นอุปสรรคการทำงานส่วนรวม" นายชวนกล่าว
ต่อมานายวิสารให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังกลับจากโรงพยาบาล โดยบอกว่าได้ยืมมีดปอกผลไม้จากแม่บ้านหน้าห้องประชุม ก่อนเข้าไปกราบขออภัยนายชวน หลีกภัย ที่ยืนสังเกตการณ์การแถลงข่าวของนายวิสาร ซึ่งนายชวนกล่าวว่าประชาธิปไตยเราต้องอดทน พร้อมย้ำว่าได้ห้ามแล้ว ไม่เห็นด้วย แต่ต้องเข้าใจอารมณ์
นายกฯ อ้างข้อมูลนักข่าวเตรียมช็อตเด็ด "ให้เลือดตกยางออกเพื่อให้แพร่ไปสู่เวทีโลก"
เหตุใช้ความรุนแรงต่อตัวเองกลางสภาของ ส.ส.เชียงราย และอดีต รมช.มหาดไทย วัย 64 ปี ทำให้ ส.ส. รัฐบาล ออกมาตำหนิทันควัน อย่างนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ตั้งคำถามว่า ส.ส. รายนี้ต้องการอะไร ต้องการให้ประเทศไปไม่ได้ใช่หรือไม่ และเตรียมเอาผิดทางกฎหมาย ฐานพกพาอาวุธเข้ามาในที่ประชุมรัฐสภา
"ผมไม่สงสาร สมน้ำหน้าด้วย ขอให้กลับไปคิดและทบทวนว่าทำความเสียหายให้กับบ้านเมืองและสถาบันนิติบัญญัติขนาดไหน เรื่องนี้ให้สังคมตัดสิน เพราะมีวิธีการอื่นเรียกร้องหาทางออกให้ประเทศ" นายสิระกล่าว
เช่นเดียวกับ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พปชร. ที่ประณามว่าเป็นการกระทำที่ไร้วุฒิภาวะ สร้างความเสื่อมเสียให้สภา พร้อมเรียกร้องให้ลาออกจากการเป็น ส.ส.
ขณะที่เพื่อนร่วมพรรค อาทิ นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ส.ส.เชียงใหม่ พท. มองว่าการกระทำของนายวิสารสะท้อนถึงวิกฤตของชาติจริง ๆ และอยากให้เหตุการณ์นี้เป็นความรู้สึกของประเทศชาติที่ต้องแบกรับร่วมกัน โดยคาดว่า "สิ่งที่ท่านต้องการสื่อคือบาดแผล รอยเจ็บช้ำของประเทศไทยในปัจจุบัน"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อเปิดอภิปรายทั่วไปฯ เกิดขึ้นตามคำขอของรัฐบาล ภายหลังกลุ่ม "ราษฎร" จัดชุมนุมบนท้องถนนอย่างต่อเนื่อง พร้อมประกาศ 3 ข้อเรียกร้องต่อรัฐไทย ได้แก่ 1) ให้นายกฯ ลาออก 2) เปิดสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเรียกร้องของประชาชน และ 3) ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
ก่อนปิดการอภิปรายในช่วงค่ำ พล.อ. ประยุทธ์ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอ้างว่าได้รับข้อมูลจากนักข่าวที่อยู่ข้างล่างว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีเบื้องหลังพอสมควร ขอให้ติดตามดูก็แล้วกัน "เขาบอกว่ามีการเตรียมกันไว้แล้วจะมีช็อตเด็ด ให้เลือดตกยางออก เพื่อให้แพร่ไปสู่เวทีโลก"
ลั่น "ไม่ละทิ้งหน้าที่ด้วยการลาออกยามที่บ้านเมืองมีปัญหา"
พล.อ. ประยุทธ์ยังยืนยันด้วยว่ายินดีร่วมมือในการแก้ปัญหา แต่เราต้องไม่ลิดรอนสิทธิของคนอื่น โดยแสดงความเห็นด้วยกับแนวทางตั้งคณะกรรมการพูดคุยหาทางออกกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ "ต้องไปหามาว่าจะหาใครมาร่วม ผมก็กังวลว่าจะเจรจาคุยกับใคร ใครเป็นหัวหน้า เพราะทุกคนเป็นหัวหน้าหมด" และวิงวอนว่าให้ความเป็นธรรมกับตัวเขาบ้างหลังมีการมาไล่กันทุกวัน
"ผมจะไม่ตัดช่องน้อยแต่พอตัวเพื่อหนีปัญหา เหมือนที่บางคนเคยทำ และผมจะไม่ละทิ้งหน้าที่ด้วยการลาออกยามที่บ้านเมืองมีปัญหา" นายกฯ กล่าว
ผู้นำคนที่ 29 กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า สิ่งที่คาดหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงดุลแห่งอำนาจ ก็จะไม่เหลือให้ท่านแม้แต่น้อยนิด กรรมใดใครก่อก็รับไป จะทำบุญทำกุศล ก็ไม่มีใครช่วยได้ "ผมจะปฏิบัติหน้าที่อยู่ต่อไปจนกว่าจะไม่มีโอกาสได้ทำ ชัดไหมครับ"
ส.ว. หวั่น "ชักศึกเข้าบ้าน" หลังชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนี

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ส่วนการอภิปรายในวันที่ 27 ต.ค. หนึ่งในประเด็นที่ถูกสมาชิกรัฐสภาหยิบยกขึ้นมาพูดคือ กรณีที่ผู้ชุมนุมกลุ่มราษฎรร่วมกันเดินขบวนจากแยกสามย่านไปยังสถานทูตเยอรมนี ถ.สาทร เมื่อ 26 ต.ค. เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องรัฐบาลเยอรมนีให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการประทับ การทรงงาน และการเสียภาษีของในหลวงรัชกาลที่ 10 ในเยอรมนี
นายกิตติ วะสีนนท์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อภิปรายตอนหนึ่งว่าการแสดงพลังหลายเรื่องไม่สมควรและไม่บังควร เพราะหลักการที่สำคัญยิ่งของการต่างประเทศคือต้องไม่ก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศอื่น
"สิ่งที่ผู้ชุมนุมทำกำลังนำไฟนอกเข้ามาข้างใน ชักศึกเข้าบ้าน สิ่งเหล่านี้น่ากังวล เช่น เอาธงบางองค์กร ธงไต้หวันมาแสดง ล้วนแต่เป็นการชักศึกเข้าบ้าน ฝ่ายผู้ชุมนุมต้องระมัดระวัง" นายกิตติ อดีตทูตหลายประเทศ กล่าวกลางรัฐสภา
นายกิตติชี้ว่า ภาษาในจดหมายเป็นภาษาที่เป็นแนวเดียวกับที่คนไทยบางคนที่ลี้ภัยในต่างแดน ซึ่งมีข้อกล่าวหาว่ารับใช้รับจ้างเขียนโจมตีประเทศไทยและโจมตีสถาบันฯ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องน่าห่วง และเชื่อว่ากระทรวงการต่างประเทศคงทราบดี เพราะมีการติดต่อพูดคุยกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะเยอรมนีมาโดยตลอด
ขณะที่นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พูดถึงกรณีเดียวกัน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการให้เป็นธรรม ตรงไปตรงมา ใครทำผิดกฎหมาย จะละเว้นไม่ดำเนินคดีไม่ได้ เพราะวันนี้มีการดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ถ้าเห็นชัดเจนก็ต้องดำเนินการ
ส.ส. สังกัดพรรคอันดับ 2 ของรัฐบาลยังแนะนำให้แยกแยะผู้ชุมนุมประท้วงหน้าสถานทูตเยอรมนีออกเป็น 2 กลุ่ม เพราะไม่เชื่อว่าทุกคนจะเข้าใจเนื้อหาสาระที่ออกมา

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
กต. แจงกลางสภา OHCHR เข้าใจสถานการณ์ในไทย
ด้าน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ยังไม่ได้แสดงท่าทีใด ๆ เป็นการเฉพาะต่อการชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนี
นายดอน ปรมัตถ์วินัย ลุกขึ้นชี้แจงครั้งหนึ่ง แต่เป็นการกล่าวถึงการชุมนุมทั่ว ๆ ไปว่านานาประเทศจับตามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค., วันที่ 19-20 ก.ย. และวันที่ 13, 14, 16 ต.ค. และมีเสียงสะท้อนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (The Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights - OHCHR) ออกมา แต่นั่นเป็นความเห็นของ "ผู้เชี่ยวชาญอิสระ" ที่จ้างมาทำงานเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศต่าง ๆ แต่เมื่อทูตไทยประจำกรุงเจนีวา ได้พูดคุยกับ ผอ.สำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ก็เข้าใจในความสมดุล และรับทราบว่ามีการปฏิบัติตามกฎระเบียบกติกาครบถ้วน
ส่วนองค์การพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) เช่น แอมเนสตี้, ฮิวแมนไรท์วอทช์ นายดอนเห็นว่าองค์กรเหล่านี้ "ออกมาประจำอยู่แล้ว" หากเห็นอะไรที่ผิดปกติจากกิจการประจำวัน ก็จะเอาไปเขียนรายงาน ถือเป็นภารกิจหนึ่งของเขา แต่สิ่งที่ไม่เกิดขึ้นเลยคือการออกแถลงการณ์ในนามภาครัฐต่างประเทศ
"เขาถือว่าที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย มีการคลี่คลาย มีพัฒนาการไปในทางที่อยู่ในกรอบที่เป็นสากล" นายดอนกล่าวและว่า มีออสเตรเลียเพียงประเทศเดียวที่เตือนให้พลเมืองที่เดินทางเข้าไทยระแวดระวังเหตุการณ์ ดังนั้นที่หลายคนบอกว่าปฏิบัติการเมื่อวันที่ 16 ต.ค. ผิดปกติรุนแรง แต่ในสายตาของหลาย ๆ ประเทศไม่ใช่ เพราะในบ้านเขาไปยิ่งกว่านั้น

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
รมว.ต่างประเทศยังเปิดเผยด้วยว่า ได้ต่อว่าสื่อต่างประเทศไปว่าเวลาเกิดเรื่องในไทย ทำไมถึงนำไปเขียนอย่างกว้างขวางและบางครั้งรุนแรงเกินกว่าที่เป็นจริง ซึ่งได้รับคำชี้แจงว่า "เขาเพียงแต่ลอกตามข่าวจากสื่อไทยไปลงต่อ จริงอยู่ที่เขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่สามารถประเมินได้ว่าสิ่งที่ลงในสื่อประเทศนั้น ๆ ย่อมต้องถูกต้อง ดังนั้นเขาต้องสะท้อนไปสู่บ้านเมืองของเขา สู่วงการที่กว้างขึ้น เขาไม่ได้ทำอะไรผิด"
พปชร. เชื่อคนรุ่นใหม่ถูกนักการเมือง "ฝังชิป"
ในขณะที่ ส.ส. พรรคก้าวไกลได้เรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐสภาเปิดพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันฯ เพื่อลดความขัดแย้งบนท้องถนน ทว่าบรรดา ส.ว. และ ส.ส. รัฐบาลกลับออกมาเปิดโปงวาระซ่อนเร้นของขบวนการเคลื่อนไหวนอกสภา และตั้งข้อสังเกตว่ามีนักการเมืองและคนในต่างประเทศอยู่เบื้องหลังนักเรียนนักศึกษา
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เริ่มต้นอภิปรายด้วยการเปรียบเปรยว่าหากมีคนชวนไปทานข้าว ก็ต้องดูว่ามีเจตนาอะไร ถ้าหวังดีอยากผูกมิตรก็จะไป "แต่ถ้าคนนี้ด่าผมว่า ไอ้เ-ย ไอ้สัตว์ทั้งวัน ผมคงไม่ไป เพราะไม่จริงใจ เจตนาอาฆาตมาดร้าย" ก่อนชี้ชวนให้เพื่อนร่วมสภาพิจารณาข้อเสนอของผู้ชุมนุม ซึ่งเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศรู้หมดแล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่ใส่เสื้อเหลืองออกไปชุมนุมแทบทุกจังหวัด จึงอยากให้สภาเอาความจริงมาพูด อย่ามาดัดจริต
"ปราศรัย 1 ชั่วโมง โจมตีรัฐบาล 10 นาที อีก 50 นาทีโจมตีสิ่งที่อยู่เหนือกว่ารัฐบาล... มีการกล่าวหาว่ารัฐบาลเป็นหมา บอกถ้าหมาข้างบ้านเห่า เขาจะไม่ไปพูดกับหมา ไม่ทะเลาะกับหมา เขาจะทะเลาะกับเจ้าของหมา" นายชัยวุฒิกล่าว
เมื่อนักการเมืองฝีปากกล้าจาก พปชร. พูดมาถึงตรงนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ได้กล่าวเตือนให้งดนำคำพูดภายนอกมาพูดซ้ำในรัฐสภา แม้ความจริงเป็นความจริง แต่ขออย่าซ้ำเติม เพราะไม่มีประโยชน์ และเหมือนกับไปเห็นด้วยจึงรับคำมาพูด
จากนั้นนายชัยวุฒิได้อภิปรายต่อ โดยไล่เลียงพฤติกรรมของผู้ชุมนุมบางส่วนที่ขัดขวางขบวนเสด็จฯ, ใช้ถ้อยคำหยาบคาย, ฉีกพระบรมฉายาลักษณ์ รวมถึงการเรียกชื่อขบวนการตัวเองว่า "คณะราษฎร 2563" ซึ่งทำให้เขาตั้งข้อสังเกตว่า "จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบไหน"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เขายังวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของฝ่ายประท้วงต่อต้านรัฐบาลว่ามี 3 องค์ประกอบหลัก ดังนี้
- โซเชียลมีเดีย: ถูกใช้เพื่อส่งต่อข้อมูลและภาพบิดเบือนตัดต่อ เพื่อสร้างความเกลียดชังรัฐบาล และจาบจ้วงสถาบันฯ จึงเห็นว่า "ถึงเวลาแล้วที่ต้องเอาอธิปไตยในการสื่อสารกลับมาเป็นของคนไทย"
- เงินทุน: เชื่อว่าแหล่งทุนมาจากต่างชาติและผู้ไม่หวังดีต่อชาติ
- นักการเมือง: เชื่อว่ามีนักการเมืองบางกลุ่มใช้กระแสเรื่องนี้เป็นเครื่องมือในการเข้าสู่อำนาจ "เขาเล่นเรื่องนี้มานานแล้วเพื่อใช้ซื้อคะแนนนิยมและหาเสียง สร้างมวลชน พวกเราทราบกันดี เป้าหมายของเขาไม่ใช่การเป็นนายกฯ เป็นอะไรที่มากกว่านั้นแน่นอน" และ "มีนักการเมืองไปหลอก ไปฝังชิปให้เขาว่าชีวิตจะดีได้คือต้องเปลี่ยนแปลงการปกครอง นักการเมืองคนไหนไม่อยากพูด"
วิเคราะห์นายกฯ ลาออก-ยุบสภา ปัญหาไม่จบ
ส.ส. ชายสังกัดพรรคที่นำเสนอชื่อ พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ในบัญชี ยังร่ายฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้นจากการตัดสินใจทางการเมืองด้วยวิธีการต่าง ๆ
หนึ่งในจำนวนนี้คือ นายกฯ ลาออกตามข้อเรียกร้องผู้ชุมนุม ซึ่งเท่ากับ "ยอมแพ้" และ "ยอมรับ" ว่าอยากให้มีการเปลี่ยนแปลง
ส่วนถ้านายกฯ ตัดสินใจยุบสภา แล้วผู้ชุมนุมไปสนับสนุนพรรคการเมืองหนึ่งจนได้ 376 เสียงในสภา ก็จะมีคนเสื้อเหลืองมาประท้วง หรือถ้ารัฐบาลปัจจุบันชนะเลือกตั้ง ก็จะโดนประท้วงโดยอ้างว่าเป็นการเลือกตั้งตามกติกาเดิม จึงมองว่าการยุบสภาเป็นการซื้อเวลา 3-6 เดือน แต่ไม่ทำให้ปัญหาจบลง
ฉากทัศน์ที่นายชัยวุฒิส่งสัญญาณสนับสนุนคือการทำประชามติสอบถามประชาชนว่าอยากเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และเห็นด้วยกับผู้ชุมนุมหรือไม่ ซึ่งเขาเชื่อว่าจะเป็นทางออกให้ประเทศไทย ทว่ามีความเสี่ยงคืออาจมีการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นละเอียดอ่อน ซึ่งบางคนอาจรับไม่ได้
ส.ว. ยกสารพัดเหตุผลหนุน พล.อ. ประยุทธ์อยู่ต่อ
ขณะที่ ส.ว. หลายคนได้อภิปรายสนับสนุนให้ พล.อ. ประยุทธ์อยู่ทำหน้าที่นายกฯ ต่อไป โดยให้เหตุผลหลากหลาย อาทิ "ไม่เห็นความจำเป็นต้องออก แต่ควรอยู่ทำหน้าที่รับผิดชอบแก้ปัญหาบ้านเมืองต่อไป", "เป็นตัวเลือกเพียงตัวเดียวที่เหมาะสมในการปกป้องสถาบันฯ", "ยังไม่ได้ทำอะไรผิดรุนแรงถึงขั้นจะไล่กัน", "ไม่เคยทุจริตคอร์รัปชันตลอด 6 ปีที่ทำหน้าที่" ฯลฯ
"ส.ว. เฉพาะกาล" ซึ่งมีที่มาจากกระบวนการคัดสรรของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังพากันแสดงความเคลือบแคลงใจต่อบุคคลที่อยู่เบื้องหลังขบวนการนักศึกษาประชาชนกลุ่ม "ราษฎร" ที่นำเสนอแนวคิดปฏิรูปสถาบันฯ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นายถวิล เปลี่ยนศรี ส.ว. กล่าวเตือนผู้ชุมนุมที่เขาเรียกว่า "ลูก ๆ หลาน ๆ น้อง ๆ" ให้ทบทวนการแสดงออกให้เหมาะสมแก่กาลเทศะ และให้เกียรติคนรุ่นก่อนด้วย หลังเกิดกรณีขัดขวางขบวนเสด็จฯ เมื่อ 14 ต.ค.
"ในฐานะที่ทำงานความมั่นคงมาตลอด สถาบันฯ เป็นเสาหลักค้ำยันและประกันความมั่นคงและความเป็นบึกแผ่นของประเทศนี้มาโดยตลอด ท่านจะเลื่อมใสหรือไม่ก็ตาม แต่ท่านรื้อทำลายเสาหลักของบ้านเมืองนี้ลงไม่ได้ เพราะจะเป็นอันตรายต่อชาติบ้านเมือง" อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าว
สมาชิกสภาสูงรายนี้ยังพูดถึงข้อเสนอในการปฏิรูปสถาบันฯ ด้วยว่า การปฏิรูปต้องเริ่มต้นด้วยความรัก อยากเห็นสิ่งนั้นดีขึ้น แต่ถ้าทำด้วยความเกลียดชังแบบที่เห็นทุกวันนี้ คิดว่าทำไม่ได้ พร้อมประณามพฤติกรรมของ "ไอ้โม่ง" หรือ "อีแอบ" ที่เอาความเห็นเกลียดชังใส่ไปในเด็ก เพียงเพื่อสนองความมักใหญ่ใฝ่สูง สนองความเกลียดโดยไม่รับผิดชอบใด ๆ
เช่นเดียวกับ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ส.ว. ที่ให้ความเห็นว่ามีผู้ต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ต้องการอำนาจทางการเมือง เข้าไปสนับสนุนนักเรียนนักศึกษาซี่งเป็นพลังบริสุทธิ์ จึงเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศเรียก 3 ประเทศที่มี "ผู้อยู่เบื้องหลัง" และอิทธิพลต่อการชุมนุมอย่างมากมาพูดคุย ได้แก่ ฝรั่งเศส, ญี่ปุ่น หรือดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ไม่เช่นนั้นก็จะส่งข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียถึงผู้ชุมนุม และทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง












