ชุมนุม 19 กันยา: เปิด พ.ร.บ.โบราณสถานฯ และระเบียบ กทม. ว่าด้วย "สนามหลวง"

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
3 ส.ค. นายอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน เปิดประเด็นเรื่องการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในการปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 3 ส.ค. โดยพูดถึงการทวงคืน "สนามหลวง" และสถานที่อื่น ๆ ที่เป็นสาธารณะสมบัติจากการดูแลของสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มาอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง
19 ก.ย. กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมจัดชุมนุมใหญ่ "ทวงอำนาจคืนราษฎร" ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยหนึ่งในแผนการเตรียมไว้คือการปักหลักค้างคืนที่สนามหลวงหากมวลชนล้นมหาวิทยาลัย เพื่อ "ยึดสนามหลวงคืนให้กับประชาชน"
"ในอดีต สนามหลวงถือเป็นพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนสามารถใช้จัดชุมนุม ทำกิจกรรมก็ดี พักผ่อนหย่อนใจก็ดี แต่ในระยะของรัฐบาล คสช. มีการล้อมรั้วปิดกั้น แย่งสนามหลวงออกไปจากประชาชน ดังนั้นการไปชุมนุมที่สนามหลวงจึงเป็นการยึดสนามหลวงคืนให้กับประชาชนไปในตัว" นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน แกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมกล่าวในการแถลงรายละเอียดการชุมนุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
บีบีซีไทยรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจ รวมถึงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับสนามหลวงหรือ "ทุ่งพระเมรุ" ซึ่งได้กลายมาเป็นจุดยุทธศาสตร์ของการเคลื่อนไหวในครั้งนี้
ทำไมต้องเป็น "สนามหลวง"
ในการปราศรัยที่การชุมนุมแฮร์รี พอตเตอร์ "เสกคาถาปกป้องผู้พิทักษ์ประชาธิปไตย" ซึ่งจัดโดยกลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครและมหาวิทยาเกษตรศาสตร์ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 3 ส.ค. นายอานนท์ได้พูดถึงประเด็นเรื่องการขยายอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์และเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดประเด็นเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ในการชุมนุม
ในวันนั้นนายอานนท์ได้เรียกร้องให้แก้ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561 เพื่อแบ่งทรัพย์สินส่วนที่เป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินออกจากทรัพย์สินส่วนพระองค์ให้ชัดเจน และให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินที่เป็นสาธารณะสมบัตินี้
นายอานนท์กล่าวว่ากฎหมายฉบับนี้ทำให้ "ทรัพย์สินส่วนที่เป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินที่เราเป็นเจ้าของร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นสนามหลวง ไม่ว่าจะเป็นพระราชวัง ไม่ว่าจะเป็นหุ้นซึ่งเดิมเป็นของพวกเราร่วมกัน ต่อไปนี้จะตกเป็นของพระมหากษัตริย์ และบริหารไปตามพระราชอัธยาศัย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญแต่ไม่มีใครกล้าพูดถึง"

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
ต่อมาในวันที่ 10 ส.ค. นักศึกษากลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมได้ประกาศข้อเรียกร้อง 10 ประการในการชุมนุม "ธรรมศาสตร์จะไม่ทน" ที่ มธ. ศูนย์รังสิต ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการยกเลิก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561 และให้แบ่งทรัพย์สินออกเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลัง และทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่เป็นของส่วนตัวของกษัตริย์อย่างชัดเจน
วันที่ 27 ส.ค. นายอานนท์ปราศรัยย้ำประเด็นนี้อีกครั้งในกิจกรรม "เราคือเพื่อนกัน" จัดโดยกลุ่มดาวดิน สามัญชน ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถ.ราชดำเนินกลาง โดยเขาอธิบายว่าทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้นแบ่งเป็นสองส่วน คือ ทรัพย์สินส่วนพระองค์และส่วนที่เป็นสาธารณะสมบัติ เช่น วัดพระแก้ว พระบรมมหาราชวัง ซึ่ง "เป็นของส่วนรวม ใครมาใครก็ได้ใช้ เพราะนี่คือสิ่งที่บรรพบุรุษเราเสียภาษีบำรุงรักษา สร้างมันขึ้นมา...เป็นเงินของปู่ย่าตาทวดเราทุกคน"
นอกจากเหตุผลเรื่องสถานที่ ซึ่งเป็นพื้นที่โล่งที่อยู่ใกล้ มธ. ท่าพระจันทร์แล้ว สนามหลวงจึงเป็นพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ด้วย
ประวัติสนามหลวง
ข้อมูลจากเว็บไซต์นิตยสารศิลปวัฒนธรรมและกรมศิลปากรระบุว่า ท้องสนามหลวงหรือชื่อเดิมว่า "ทุ่งพระเมรุ" มีมาแต่แรกสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ 1 เป็นบริเวณที่โล่งที่จัดให้มีขึ้นอย่างเดียวกันกับสนามหน้าจักรวรรดิ ของพระนครศรีอยุธยา ครอบคลุมพื้นที่ 74 ไร่ 63 ตารางวา ตั้งอยู่ระหว่างพระบรมมหาราชวัง (วังหลวง) กับพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ของของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โรงละครแห่งชาติ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เหตุผลที่เรียกว่าทุ่งพระเมรุเพราะสถานที่นี้ถูกใช้เป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินและพระบรมวงศานุวงศ์

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
ปี 2398 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเรียกจาก "ทุ่งพระเมรุ" เป็น "ท้องสนามหลวง" เพราะบริเวณทุ่งพระเมรุนี้ เคยใช้เป็นที่ทำนาของหลวงด้วย
แต่เดิมเนื้อที่ของสนามหลวงมีอยู่เพียงครึ่งเดียวของเนื้อที่ปัจจุบัน เห็นได้จากแนวถนนผ่ากลางที่ตรงกับแนวถนนระหว่างกำแพงวัดมหาธาตุกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นเขตวังหน้าเดิม
เมื่อยกเลิกวังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ขยายเนื้อที่ออกไปอีกครึ่งหนึ่ง แล้วแต่งเป็นรูปไข่อย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน และปลูกต้นมะขาม 2 แถวโดยรอบ เคยใช้เป็นสนามกอล์ฟ สนามแข่งว่าว สนามแข่งม้า และเป็นที่สวนสนาม และในสมัยหลังเคยใช้เป็นที่ติดตลาดนัดด้วย
โบราณสถาน
วันที่ 13 ธ.ค. 2520 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศกรมศิลปากรเรื่องการขึ้นทะเบียนสนามหลวงเป็นโบราณสถานมีชื่อว่า "โบราณสถานทุ่งพระเมรุ (สนามหลวง)" เขตพระนคร กรุงเทพฯ
ทั้งนี้ มาตรา 32 ของ พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ระบุว่าผู้ใดบุกรุกโบราณสถาน หรือทําให้เสียหาย ทําลาย ทําให้เสื่อมค่าหรือ ทําให้ไร้ประโยชน์ซึ่งโบราณสถาน ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 7 แสนบาท หรือ ทั้งจําทั้งปรับ
โทษของการบุกรุกและทำลายโบราณสถานจะหนักขึ้นเป็น จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าโบราณสถานแห่งนั้นเป็นโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว

ที่มาของภาพ, ราชกิจจานุเบกษา
กทม. กับการดูแลสนามหลวง
กรุงเทพมหานคร (กทม.) ออกระเบียบว่าด้วยการใช้ บำรุงและการดูแลพื้นที่ท้องสนามหลวงมาหลายฉบับ ซึ่งไม่มีการปรับปรุงและยกเลิกฉบับเดิมเรื่อยมา
ในปี 2553 กทม. ได้ทำการปรับปรุงภูมิทัศน์ของสนามหลวงครั้งใหญ่ และเปิดให้ใช้พื้นที่อย่างเป็นทางการ วันที่ 9 ส.ค. 2554 โดยครั้งนี้ไม่อนุญาตให้ใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมทางการเมืองใด ๆ เหมือนในอดีต เพื่อสงวนไว้สำหรับประกอบพระราชพิธีเท่านั้น โดยมีการนำแผงเหล็กมากั้นโดยรอบเพื่อป้องกันการบุกรุก แต่ถนนที่อยู่กึ่งกลางสนามหลวง ซึ่งเชื่อมฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และฝั่งศาลฎีกานั้น ประชาชนสามารถสัญจรผ่านได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ปัจจุบันการดูแลสนามหลวงเป็นไปตาม ระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยการใช้ บำรุงและการดูแลพื้นที่ท้องสนามหลวง พ.ศ. 2555 ซึ่งออกในสมัยที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร เป็นผู้ว่า กทม. ซึ่งระบุเหตุผลในการออกระเบียบว่า
"โดยที่กรุงเทพมหานครเห็นว่า ท้องสนามหลวงเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งใช้เป็นสถานที่สำหรับการจัดงานพระราชพิธี งานรัฐพิธี และงานที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดขึ้น ประกอบกับได้รับการจดทะเบียนเป็นโบราณสถานตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และตั้งอยู่ใกล้สถานที่สำคัญของชาติ คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง และศาลหลักเมือง จึงสมควรต้องมีระเบียบกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการใช้ การบำรุงและการดูแลรักษาพื้นที่ท้องสนามหลวงไว้เป็นการเฉพาะ"

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
ข้อกำหนดในระเบียบนี้มีเช่น
- เปิดให้ประชาชนทั่วไปใช้เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ และการออกกำลังกาย ตามวันเวลาที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นกรุงเทพมหานครประกาศกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง (ปัจจุบันกำหนดเวลาเปิด-ปิด คือ 05.00-22.00 น.) แต่ห้ามนำสินค้าเข้าไปจำหน่าย จอดรถหรืออาศัยเป็นที่หลับนอน
- ให้ใช้พื้นที่ท้องสนามหลวงเพื่อการจัดงาน 4 ประเภท คือ งานพระราชพิธี งานรัฐพิธี งานประเพณีสำคัญของชาติโดยหน่วยงานของรัฐ และการจัดการแข่งขันกีฬาไทยประจำปี
- ผู้จัดงานจะต้องควบคุมดูแลมิให้มีการแสดงกิจกรรมหรือข้อความหรือการกระทำด้วยประการใดที่ไม่เหมาะสม ขัดกฎหมาย หรือในลักษณะเป็นการดูหมิ่นชาติ ศาสนาหรือสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยหรือของประเทศอื่น รวมทั้งต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีและประเพณีไทย
- การจัดงานต้องไม่มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองไม่ว่าด้วยประการใด และไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
- การขอใช้สถานที่ ผู้จัดงานต้องขออนุญาตต่อสำนักงานเขตพระนครล่วงหน้าก่อนวันจัดงานไม่น้อยกว่า 30 วัน
บีบีซีไทยสอบถามนายชาตรี วัฒนเขจร ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการดูแลสนามหลวง ได้รับคำอธิบายว่า ปัจจุบันสนามหลวงแบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วน คือ ครึ่งหนึ่งที่อยู่ทางด้านวัดพระแก้วเรียกว่าส่วน "พื้นที่สีเขียว" ที่เป็นสนามหญ้า ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นพื้นปูหรือส่วน "พื้นที่แข็ง" ซึ่งประชาชนได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในส่วน "พื้นที่แข็ง" ได้
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า กทม. ไม่ได้ออกมาตราตรการควบคุมพิเศษในการดูแลสนามหลวงช่วงการชุมนุมวันที่ 19-20 ก.ย. นี้ ส่วนเรื่องของการชุมนุมนั้น เป็นเรื่องของฝ่ายปกครองที่เข้ามากำกับดูแล










