ไฟป่าแคลิฟอร์เนีย: พยาบาลไทยในแคลิฟอร์เนียสูญเสียบ้าน 3 หลังจากไฟป่าครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ

บ้านในป่าแคลิฟอร์เนีย

ที่มาของภาพ, Niramai Stewart

คำบรรยายภาพ, บ้านของนิรามัย สตวร์ด ในซานตาครูซเคาน์ตี รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่อยู่มานานเกือบ 20 ปี ก่อนถูกไฟป่าเผาผลาญจนแทบไม่เหลือซาก
    • Author, กุลธิดา สามะพุทธิ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

นิรามัย สตวร์ด พยาบาลวัย 58 ปี ตัดสินใจลาออกจากงานที่โรงพยาบาลในแคลิฟอร์เนียและบินกลับมาเมืองไทยชั่วคราวเพื่อ "หนี" โควิด-19 ที่กำลังระบาดหนักอยู่ในสหรัฐอเมริกา แต่ระหว่างที่กักตัวอยู่ที๋โรงแรม เธอก็ต้องพบกับเรื่องเศร้าที่สุดในชีวิต

"วันที่สามหลังจากมาถึงเมืองไทย เราเห็นข่าวว่ามีพายุฟ้าผ่าในแคลิฟอร์เนียทำให้เกิดไฟป่าหลายจุด แล้วก็ไปเจอคลิปข่าวทีวีท้องถิ่นของที่โน่น นักข่าวกำลังยืนรายงานข่าวไฟไหม้อยู่หน้าบ้านเราบนถนนไฮเวย์หมายเลข 236 แล้วช่างภาพก็แพนกล้องไปที่ตัวบ้านซึ่งกำลังถูกไฟไหม้ เราช็อกเลย ตกใจมาก รีบโทรศัพท์ไปหาสามีที่โน่น เขาบอกว่าบ้านถูกไฟไหม้จริง เสียใจมาก ทำอะไรไม่ถูก เราหนีโควิดมา แต่กลับต้องเจอเรื่องไฟป่า" นิรามัยให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยทางโทรศัพท์จากห้องพักในโรงแรมที่พัทยา ซึ่งรัฐจัดให้เป็นสถานที่กักกันโรคสำหรับคนไทยที่เดินทางมาจากสหรัฐฯ

นิรามัยเดินทางออกจากแคลิฟอร์เนียเพียงหนึ่งวันก่อนที่จะเกิดเหตุพายุฟ้าผ่าที่ส่งผลให้เกิดไฟไหม้ป่าในหลายจุด เธอเดินทางถึงเมืองไทยวันที่ 16 ส.ค. และวันที่ 18 ส.ค. เป็นวันที่ได้เห็นบ้านของตัวเองกำลังถูกไฟไหม้อยู่ในคลิปข่าวชิ้นนั้น

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ประกาศให้ไฟป่าแคลิฟอร์เนียเป็นภัยพิบัติร้ายแรง ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 คน บาดเจ็บกว่า 40 คน ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิง และประชาชนหลายพันคนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนไปอยู่ในที่ปลอดภัย

ทางการตรวจพบว่ามีไฟป่าเกิดขึ้นเกือบ 600 จุด เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 1 ล้านเอเคอร์ (ประมาณ 2.5 ล้านไร่) หนึ่งในนั้นคือซานตาครูซเคาน์ตี ซึ่งเป็นเมืองที่นิรามัยอาศัยอยู่

ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียบอกว่าไฟป่าครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ร้ายแรงที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์รัฐแคลิฟอร์เนีย

"หนีโควิด"

นิรามัยเคยเป็นเจ้าหน้าที่กลุ่มงานควบคุมโรค ประจำสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ก่อนที่จะลาออกและย้ายไปทำงานเป็นพยาบาลที่โรงพยาบาลไคเซอร์ในแคลิฟอร์เนียหลังจากแต่งงานกับสามีชาวอเมริกันเมื่อปี 2001

ทั้งสองอาศัยอยู่ที่บ้านในซานตาครูซเคาน์ตี ไม่ไกลจากโรงพยาบาลที่นิรามัยทำงานอยู่ และมีลูกด้วยกัน 2 คน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สามีของเธอซึ่งเป็นช่างก่อสร้างได้ค่อย ๆ สร้างบ้านขึ้นอีก 2 หลังบนที่ดินผืนเดียวกัน โดยวางแผนไว้ว่าจะปล่อยเช่าเพื่อเป็นรายได้หลังจากที่ทั้งคู่เกษียณอายุ

ไฟป่ากำลังลุกไหม้ต้นเรดวู้ดโบราณ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ไฟป่ากำลังลุกไหม้ต้นเรดวู้ดโบราณที่มีความสูงกว่า 100 เมตรในอุทยานแห่งชาติในแคลิฟอร์เนีย

หลังจากเกิดการระบาดของโควิด-19 นิรามัยกลัวว่าตัวเองจะติดเชื้อ เนื่องจากเธอต้องดูแลผู้ป่วยโควิด-19 โดยตรง อีกทั้งเห็นว่ามาตรการควบคุมโรคระบาดของสหรัฐฯ นั้นไม่รัดกุมพอ และที่สำคัญคือเธอมีอาการป่วยเป็นโรคหอบหืดและภูมิแพ้อยู่เดิม

"ถ้าเรายังทำงานเป็นพยาบาลอยู่ ก็คิดว่ามีความเสี่ยงที่จะติดโควิด ถ้าเราติด ต้องตายแน่ ๆ คงไม่รอด เพราะสุขภาพเราไม่ดีอยู่แล้ว ก็เลยตัดสินใจลาออก แล้วบินกลับมาเมืองไทย ตั้งใจจะอยู่ไทยจนกว่าสถานการณ์โควิดในอเมริกาจะควบคุมได้หรือมีวัคซีนที่ป้องกันการติดเชื้อได้ผลจริง ๆ" เธอบอก

แต่เมื่อกลับมาถึงเมืองไทยได้ไม่กี่วันเธอก็ได้ยินข่าวร้าย บ้าน 3 หลังที่เธอกับสามีเก็บหอมรอบริบเพื่อสร้างขึ้นหวังเป็นแหล่งรายได้ยามเกษียณถูกเพลิงผลาญทำลายไปหมดสิ้น

ที่พึ่งสุดท้าย

"ที่ดินตรงนั้น เราปลูกบ้านไว้ 3 หลัง ไฟไหม้ทั้งหมด 3 หลัง ประเมินค่าเสียหายไม่ถูกเลย มันเป็นบ้านที่สามีซึ่งเป็นช่างสร้างเองกับมือ เราทำงานเก็บเงิน ค่อย ๆ ซื้ออุปกรณ์ สร้างไปทีละนิด เพราะวางแผนว่าจะปล่อยให้เช่าเป็นรายได้หลังเกษียณ มันคือที่พึ่งสุดท้ายในชีวิตของเรา แต่ตอนนี้สูญไปหมดแล้ว" นิรามัยเล่าให้ฟังด้วยเสียงสั่นเครือ

ก่อนเดินทางกลับไทย เธอยังถ่ายภาพบ้านไว้ดูเป็นที่ระลึก โดยไม่ได้สังหรณ์ใจเลยว่ามันจะเป็นภาพสุดท้ายที่ถูกบันทึกไว้ก่อนที่บ้านจะกลายเป็นเถ้าถ่าน

"ก่อนออกเดินทางมาเหตุการณ์ยังเป็นปกติ เรายังถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ มาเป็นที่ระลึก บอกลาคนที่เช่าบ้าน มาถึงไทยได้แค่ 2-3 วันก็เสียทุกอย่าง"

นับตั้งแต่รู้ข่าวร้ายเมื่อวันที่ 18 ส.ค. ไม่มีวันไหนเลยที่เธอไม่ร้องไห้

บ้านในป่าแคลิฟอร์เนีย

ที่มาของภาพ, Niramai Stewart

คำบรรยายภาพ, สามีของนิรามัยซึ่งเป็นช่างก่อสร้าง สร้างบ้านหลังนี้เองกับมือ

เธอไม่เพียงเสียใจที่สูญเสียบ้านที่อยู่มาเกือบ 20 ปี และจะเป็นแหล่งรายได้ของเธอในวัยชรา แต่นิรามัยยังรู้สึกเสียใจและห่วงใยเพื่อนร่วมชะตากรรมในแคลิฟอร์เนีย

"มันเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของแคลิฟอร์เนีย" เธอรำพึง

จากอีเมลรายงานสถานการณ์ที่นิรามัยได้รับจากศูนย์ปฏิบัติการดับไฟป่า เจ้าหน้าที่บอกว่าสามารถควบคุมเพลิงได้แค่ 8% ของพื้นที่ที่กำลังเกิดไฟไหม้เท่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ

"หน่วยดับเพลิงบอกว่าบริเวณที่เราอยู่ ไฟไหม้พื้นที่ไปแล้ว 74,000 เอเคอร์ (เกือบ 2 แสนไร่) แต่เขามีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงไม่ถึง 1,000 คน ผู้ว่าการรัฐขอความช่วยเหลือจากรัฐอื่น ๆ ให้ส่งเจ้าหน้าที่มาช่วย แต่รัฐอื่นก็กำลังเจอน้ำท่วมจากเฮอร์ริเคน จึงส่งเจ้าหน้าที่มาช่วยไม่ได้ ล่าสุดมีทหารเข้าพื้นที่แล้ว แต่พวกเขาก็ไม่ชำนาญเรื่องการดับเพลิง" เธอสรุปข่าวสารล่าสุดที่ได้รับมา

นิรามัยบอกว่าเธอคงต้องอยู่เมืองไทยไปเรื่อย ๆ จนกว่าสถานการณ์ทั้งโควิด-19 และไฟป่าจะดีขึ้น

"กลับไปก็ทำอะไรไม่ได้ แล้วยังต้องเสี่ยงกับโควิดและฝุ่นควันจากไฟป่าที่ทำให้อากาศแคลิฟอร์เนียเลวร้ายที่สุดในโลกตอนนี้ ทุกคนต้องใส่หน้ากาก N95 ซึ่งตอนนี้หาซื้อไม่ได้ในอเมริกา เพราะขาดตลาดตั้งแต่มีโควิด-19 ระบาดแล้ว"

แผนการที่จะเลิกทำงานประจำและใช้เงินจากค่าเช่าบ้านที่ได้ก็เป็นอันต้องพับไป

"กลับไป (แคลิฟอร์เนีย) คราวนี้ก็คงต้องกลับไปทำงาน เพราะบ้านที่คิดว่าจะปล่อยเช่าเป็นรายได้ให้เราอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องทำงานมันมลายหายสิ้นไปกับไฟแล้ว ก็คงต้องกลับไปทำงานจนกว่าจะเกษียณอายุและได้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาล" นิรามัยกล่าว

เธอบอกว่ายังไม่รู้ว่าจะได้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือไม่ ถึงตอนนี้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ติดต่อมา

Fire-fighters are working 72-hour shifts but say it's not enough to contain the blazes

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่ดับเพลิงพยายามดับไฟป่าที่กำลังลามลุกไหม้บ้านหลังหนึ่ง

"คิดว่าคงไม่ได้ (ค่าชดเชย) เพราะรัฐบาลก็แย่ เศรษฐกิจไม่ดี รัฐบาลก็ไม่มีเงินแล้ว ตอนนี้เขาก็ช่วยแต่คนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด"

ชื่นชมสาธารณสุขไทยคุมโควิด

ในฐานะที่เป็นทั้งบุคลากรทางการแพทย์และพลเมืองสหรัฐฯ นิรามัยบอกว่ามาตรการรับมือและควบคุมโรคระบาดของสหรัฐฯ กับของไทย "แตกต่างกันมาก"

ปัจจุบันแคลิฟอร์เนียมีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มากกว่า 650,000 ราย และเป็นรัฐที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในสหรัฐฯ การระบาดหนักของโควิด-19 ทำให้ประชาชนจำนวนมากที่ทางการสั่งให้อพยพหนีไฟป่าไม่กล้าไปศูนย์พักพิง

จากประสบการณ์การลงทะเบียนขอเดินทางกลับบ้านจนถึงการเข้าสู่สถานกักกันโรคที่รัฐจัดให้ นิรามัยบอกว่าทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นและรัดกุมยิ่ง แตกต่างจากสหรัฐฯ ที่ไม่มีการตรวจหาเชื้อหรือกักกันโรคที่สนามบินซึ่งมีผู้โดยสารเดินทางมาจากทุกสารทิศ

"รัฐบาลไทยทำได้ดีมาก ตั้งแต่การลงทะเบียน จนขึ้นเครื่อง มาถึงเมืองไทย พอมาถึงเจ้าหน้าที่ก็ตรวจหาเชื้อ วัดอุณหภูมิ มีรถมารับจากสนามบินไปโรงแรมที่พัทยา ซึ่งเป็นสถานกักกันโรคที่รัฐจัดให้...มาตรการควบคุมโรคของไทยชัดเจนและดีกว่าสหรัฐฯ มาก แตกต่างกันมาก" เธอให้ความเห็น