#ขบวนเสด็จ: อัยการระบุว่าข้อความของกาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ "ชักจูงให้ต่อต้านสถาบันกษัตริย์"

ที่มาของภาพ, กาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์
- Author, กุลธิดา สามะพุทธิ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องนายกาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ นักกิจกรรมทางการเมืองวัย 26 ปี ในฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เกือบหนึ่งปีหลังจากที่เขาโพสต์ข้อความเชิงตั้งคำถามในเฟซบุ๊กในช่วงที่คำว่า "ขบวนเสด็จ" ติดอันดับแฮชแท็กยอดนิยมในไทยต่อเนื่องกันหลายวัน
คำฟ้องซึ่งลงวันที่ 5 มิ.ย. ถูกส่งมาถึงเขาเมื่อวันที่ 30 ก.ค. ระบุว่าพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกาณฑ์เป็นจำเลยฐานความผิด "นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร" ซึ่งเป็นคดีที่สอบสวนโดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมเทคโนโลยี
คำฟ้องได้หยิบยกข้อความ 2 ข้อความที่กาณฑ์โพสต์ในเฟซบุ๊กระหว่างวันที่ 2-4 ต.ค. 2562 และระบุว่าโพสต์ดังกล่าวตั้งค่าเป็นสาธารณะที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งทำให้คนที่พบเห็นข้อความนั้น "เข้าใจว่ามีเจตนาพาดพิงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย"
ข้อความแรกอ้างถึงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในต่างประเทศ ส่วนข้อความที่สองเป็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับขบวนเสด็จในประเทศไทย
"ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าว...มีประเด็นที่ประชาชนและบุคคลทั่วไปให้ความสนใจเกี่ยวกับการปิดถนนของขบวนเสด็จของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงและปลุกปั่นทำให้ประชาชนและบุคคลทั่วไปเกิดความตระหนก ตกใจ เกิดความเข้าใจผิดและถูกชักจูงให้ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักและเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ จนอาจนำมาซึ่งความเกลียดชังหรือความแตกแยกในสังคม ถึงขั้นออกมากระทำความผิดต่อกฎหมาย ก่อความเดือดร้อน หรือก่อให้เกิดความไม่สงบของประชาชนในประเทศ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร" คำฟ้องระบุ

ที่มาของภาพ, Watchiranont Thongtep/BBCThai
ลำดับเหตุการณ์ "กาณฑ์" ถูกฟ้อง
กาณฑ์จบการศึกษาจากวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่มีนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์หรือ "จ่านิว" และนายรังสิมันต์ โรม ซึ่งปัจจุบันเป็น ส.ส.พรรคก้าวไกล เพื่อเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงจากอำนาจและจัดการเลือกตั้งในช่วงปี 2561
ปัจจุบันกาณฑ์ทำธุรกิจของครอบครัวควบคู่ไปกับการกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน
วันที่ 2-3 ต.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่แฮชแทก #ขบวนเสด็จ แพร่หลายในโลกออกไลน์ จากการที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์เรื่องปัญหาการจราจรย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กาณฑ์เป็นหนึ่งในคนที่โพสต์แสดงความเห็น แต่ไม่ได้ร่วมติดแฮชแท็กดังกล่าว หลังจากนั้นไม่นานนัก เขาได้รับข้อความทาง SMS ที่ส่งมาในโทรศัพท์มือถือ ระบุชื่อผู้ส่งว่า "RoyalPalace" โดยข้อความแรกส่งมาเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น.ของคืนวันที่ 3 ต.ค. เป็นภาษาอังกฤษว่า "ขอให้ปิดบัญชีโซเชียลมีเดียทั้งหมดภายในคืนนี้เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง"
หลังจากได้รับข้อความดังกล่าว กาณฑ์ได้ปิดบัญชีโซเชียลมีเดียทั้งหมดและต่อมาได้รับข้อความที่ 2 ช่วงเที่ยงของวันที่ 4 ต.ค.ระบุว่า "ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ"

ที่มาของภาพ, BBCThai
หลังจากนั้นอีก 3 วัน คือในวันที่ 7 ต.ค. เวลาประมาณ 22.00 น. ตำรวจได้เข้าจับกุมกาณฑ์ตามหมายจับในข้อหาความผิดตามมาตรา 14 ของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์ข้อความดังกล่าว
วันที่ 8 ต.ค. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแถลงข่าวว่า ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีนี้ได้โพสต์ข้อความเนื้อหาไม่เหมาะสมผ่านเฟซบุ๊ก จึงได้สั่งการให้ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก. ปอท.) ดำเนินการสืบสวนจนแน่ชัด จนนำไปสู่การยื่นคำร้องขอหมายจับของศาลอาญาให้ข้อหาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ม. 14(3) "นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร"
ต่อมาในช่วงเย็นวันเดียวกัน ศาลอาญาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวกาณฑ์โดยตีหลักทรัพย์ 100,000 บาท และมีเงื่อนไขห้ามผู้ต้องหาโพสต์ข้อความลักษณะนี้อีก
ปฏิเสธข้อหา-เดินหน้าสู้คดี
กาณฑ์ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยวันนี้ (3 ส.ค.) ว่าเขาค่อนข้างแปลกใจที่อัยการสั่งฟ้องคดี เพราะเชื่อว่าข้อความที่เขาโพสต์นั้นไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงหรือชักจูงให้ต่อต้านสถาบันกษัตริย์
"คำฟ้องเชื่อมโยงและตีความไปไกลมาก และไม่เป็นความจริง" เขาให้ความเห็นพร้อมกับยืนยันว่าเขามีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับการรองรับโดยรัฐธรรมนูญ
กาณฑ์บอกด้วยว่าเขาคิดว่าการสั่งฟ้องเขานั้นเป็นการ "เชือดไก่ให้ลิงดู" เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้ผู้ที่แสดงความคิดเห็นในโซเชียลมีเดียซึ่งมีเป็นจำนวนมากในขณะนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของเยาวชนนักเรียนนักศึกษา
"ผมเชื่อว่าตัวเองไม่ผิด เพราะสิ่งที่ผมโพสต์ไม่ได้เป็นการยุยงปลุกปั่น สร้างความเกลียดชังหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงตามที่คำฟ้องระบุ" เขาบอกและเรียกร้องให้รัฐหยุดใช้กฎหมายมาละเมิดสิทธิของประชาชน

ที่มาของภาพ, BBC Thai
กาณฑ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวนของตำรวจ และยืนยันว่าจะต่อสู้คดีอย่างถึงที่สุดแต่ยอมรับว่าการถูกดำเนินคดีกระทบกับชีวิตของเขาพอสมควร ขณะที่ครอบครัวขอให้เขาหยุดเคลื่อนไหวและแสดงความเห็นทางเมืองเพราะห่วงเรื่องความปลอดภัย
ทางด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.) ทนายความที่ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายในคดีของกาณฑ์ยืนยันเช่นกันว่าข้อความที่ลูกความของเขาโพสต์นั้น " ไม่ได้เป็นการก้าวล่วงหรือกระทบต่อสถาบัน"
เขาวิจารณ์ว่าในคดีนี้ เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมกำลังใช้กฎหมายผิดวัตถุประสงค์ ทำให้การใช้กฎหมาย "ผิดเพี้ยนไปและไม่ก่อให้เกิดบรรทัดฐานที่ดีในกระบวนการยุติธรรม" เนื่องจาก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเอาผิดคนที่ใช้ช่องทางออนไลน์ในการฉ้อโกง หลอกลวงหรือทำลายความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ แต่เจ้าหน้าที่กลับเอามาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการคนที่เห็นต่าง
ขณะที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนแสดงความเห็นต่อคดีนี้ว่า คดีของกาณฑ์เป็นหนึ่งในแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงการใช้ข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 โดยการนำเฉพาะข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) มากล่าวหาผู้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เพียงข้อหาเดียว โดยไม่ตั้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 ด้วย
"นอกจากนั้น ยังมีประเด็นที่ต้องจับตาแนวทางการพิจารณาของศาลต่อไป ว่าการใช้เฉพาะข้อหา 'นำเข้าสู่ระบบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา' โดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาประกอบด้วยนั้น สามารถกระทำได้หรือไม่ และจะพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดเพียงข้อหาเดียวได้อย่างไร" ศูนย์ทนายฯ ระบุทางเว็บไซต์
ทั้งนี้ศาลศาลอาญานัดตรวจพยานหลักฐานคดีนี้ในวันที่ 14 ก.ย. เวลา 09.00 น.









