CPTPP : ความตกลงทางการค้าใหม่ คนไทยจะได้หรือเสียประโยชน์จากเมล็ดพันธุ์-การเข้าถึงยา

ชาวนาเกี่ยวข้าว

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หนึ่งในข้อกังวลของกลุ่มผู้คัดค้านข้อตกลง CPTPP คือเกษตรกรจะไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์พืชไว้เพาะปลูกในฤดูกาลต่อ ๆ ไปได้

เกษตรกรจะยังเก็บเมล็ดพันธุ์พืชไว้ปลูกได้ไหม ราคาจะแพงขึ้นหรือเปล่า ผู้ป่วยจะเข้าถึง ยารักษาโรคบางตัวได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้คือความกังวลบางส่วนของภาคประชาสังคมที่ติดตามเรื่องความตกลงทางการค้าฉบับนี้

CPTPP มีชื่อเต็มว่า Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership คือ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก ปัจจุบันมีสมาชิก 11 ประเทศ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ พยายามผลักดันให้ไทยเข้าร่วมข้อตกลงทางการค้าฉบับนี้ โดยอ้างว่าจะช่วยให้จีดีพีขยายตัวขึ้นร้อยละ 0.12 คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ 13,300 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วมความตกลงนี้ยังมีประเด็นที่อ่อนไหวหลายประการ รวมถึงการที่ไทยต้องแก้กฎหมายบางฉบับ ซึ่งภาคประชาชนกังวลว่าจะเกิดกระทบต่อภาคเกษตร ระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะ ประเด็นเรื่องสิทธิในเมล็ดพันธุ์พืช การคุ้มครองสิทธิบัตรยา รวมถึงการคุ้มครองการลงทุนให้ต่างชาติ

"ราคาเมล็ดพันธุ์จะแพงขึ้น เพราะว่าพวกบริษัทผูกขาดยาวนานยิ่งขึ้นจากเดิม 7 ปี เป็น 15-20 ปี เมล็ดพันธุ์พวกนี้ต้องซื้อทุกรอบ เคยมีการศึกษาของมูลนิธิชีววิถีชี้ว่า เมื่อต้องซื้อทุกรอบ ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น 6-12 เท่า" กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอว็อทช์) กล่าวกับบีบีซีไทยถึงผลพวงจากการเข้าร่วมความตกลงนี้ ซึ่งเป็นผลให้ไทยต้องเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญา UPOV1991 ว่าด้วยพันธุ์พืชทันที

กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ได้ส่งเอกสารถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 เม.ย. เพื่อขอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการเจรจาเข้าร่วมความตกลงทางการค้า CPTPP ภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ที่มีนายสมคิดเป็นประธาน เห็นชอบให้ พณ. เสนอต่อ ครม. เพื่อตัดสินใจขอเข้าร่วม CPTPP เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา เพื่อให้ทันการประชุมระดับรัฐมนตรีของประเทศสมาชิกในเดือน ส.ค.นี้ ที่เม็กซิโก

สนับสนุนและคัดค้าน

เดิมที่มีรายงานว่า พณ.จะนำเรื่องเสนอให้ ครม.พิจารณาในวันที่ 28 เม.ย. แต่ล่าสุดวันนี้ (27 เม.ย.) กลุ่มเอฟทีเอว็อทช์เปิดเผยว่าได้ว่ารับการยืนยันจากคนสนิทของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ว่าได้ถอนวาระออกจากการประชุม ครม. แล้ว โดยทางกลุ่มเชื่อว่าการถอนวาระครั้งเป็นผลมาจากแรงกดดันของภาคประชาชน โดยเฉพาะการจัด "ชุมนุมออนไลน์" ตลอดทั้งวันในวันนี้ โดยให้ประชาชนโพสต์ภาพถ่ายของตัวเองพร้อมติดแฮชแท็ก #NoCPTPP

บีบีซีไทยสำรวจข้อกังวลและเหตุผลทางฝ่ายรัฐบาลเกี่ยวกับการเข้าร่วมเจรจาการค้าในข้อตกลงทางเศรษฐกิจฉบับนี้

มูลค่าทางเศรษฐกิจ ได้คุ้มเสียไหม

อันที่จริง CPTPP เป็นการปรับโฉมมาจาก TPP (Trans-Pacific Partnership) ข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก ซึ่งเคยมีสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมด้วย แต่ภายหลังได้ถอนตัวออกไปเมื่อปี 2560 แต่ประเทศสมาชิกที่เหลือยังเดินหน้าความตกลงต่อภายใต้ชื่อของ CPTPP

ข้อตกลงนี้ครอบคลุมการค้า การบริการ และการลงทุนเพื่อสร้างมาตรฐานและกฎระเบียบร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก รวมถึงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มาตรฐานแรงงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม กลไกแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลและนักลงทุนต่างชาติ

เอกสารที่กระทรวงพาณิชย์ส่งให้ ครม. ระบุว่า 11 ประเทศ มีประชากรรวมกันกว่า 500 ล้านคน มี GDP รวมกว่า 11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 13 ของ GDP โลก รองนายกฯ สมคิด กล่าวเมื่อเดือน ก.พ.ว่า หากไทยเข้าร่วมทำให้จีดีพีขยายตัวร้อยละ 0.12 มูลค่าทางเศรษฐกิจ 13,300 ล้านบาท

แต่หากไม่เข้าร่วมจะเสียโอกาสและกระทบต่อจีดีพีที่หดตัวร้อยละ 0.25 หรือคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ 26,600 ล้านบาท

สมคิด จาตุศรีพิทักษณ์

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ สนับสนุนให้ไทยเข้าร่วมข้อตกลงทางการค้า CPTPP

อย่างไรก็ตาม ในจำนวนสมาชิกทั้งหมด 11 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น แคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม มีเพียง 7 ประเทศที่ให้สัตยาบันเข้าร่วม ได้แก่ เม็กซิโก ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ แคนาดา ออสเตรเลีย และเวียดนาม

ภาคประชาชนตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า หากความตกลงนี้ช่วยเพิ่มเม็ดเงินทางเศรษฐกิจจริง เหตุใดประเทศสมาชิกที่เหลือจึงไม่ลงนามร่วมสัตยาบัน รองประธานกลุ่มเอฟทีเอ ว็อทช์มองว่า การที่สหรัฐฯ ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่มาก ถอนตัวออกไปนั้น น่าจะทำให้ "ความน่าดึงดูดใจ" ลดน้อยลง จึงทำให้ประเทศสมาชิกที่เหลือยังไม่ร่วมให้สัตยาบัน

ที่มา : อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

ทำไมต้องติดตามเรื่องนี้

เอกสารที่ พณ.ส่งต่อคณะรัฐมนตรีระบุถึงเงื่อนไขความตกลงซึ่งมีจำนวน 30 ข้อบท แต่ไทยสามารถปฏิบัติตามได้ 15 ข้อบท ประเด็นที่เหลือประเทศไทยต้องตัดสินใจในเชิงนโยบายและแก้ไขกฎหมายที่เป็นประเด็นอ่อนไหว

15 ข้อบทที่ไทยปฏิบัติตามไม่ได้นี้เองที่ฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต้องมาพูดคุยกันเพื่อไม่ให้ไทยเสียเปรียบทางการค้า อาทิ การยกเลิกภาษีนำเข้ากว่าร้อยละ 99 ของสินค้าทั้งหมด (โดยอาจมีระยะเวลาปรับตัว) ข้อกำหนดเกี่ยวกับฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การคุ้มครองการลงทุนตั้งแต่ขั้นก่อนการประกอบกิจการ และการลงทุนที่มิได้รับอนุมัติการคุ้มครองเป็นลายลักษณ์อักษร

การห้ามให้สิทธิพิเศษจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐแก่ผู้ประกอบการไทยเหนือกว่าสมาชิก CPTPP การให้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV1991) เป็นต้น

การผูกขาดเมล็ดพันธุ์พืช น่ากังวลแค่ไหน

เอฟทีเอว็อทช์ชี้ว่า หากรัฐบาลเข้าร่วม CPTPP ประเทศไทยต้องถูกบังคับให้เข้าร่วมอนุสัญญา UPOV1991 โดยอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้เกิดการผูกขาดเมล็ดพันธุ์พืชและกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ

"เรากังวลหลายข้อ ถ้าเรียงลำดับความสำคัญ เรื่องเมล็ดพันธุ์พืชสำคัญที่สุด" กรรณิการ์กล่าว

ลงนามข้อตกลงทางการค้า

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บรรดารัฐมนตรีด้านการค้าถ่ายรูปหมู่ร่วมกันหลังลงนามในข้อตกลง CPTPP ที่กรุงซานติอาโก ประเทศชิลี เมื่อวันที่ 8 มี.ค.2018

เธอยกตัวอย่างผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นว่า แม้เกษตรกรไม่ได้ซื้อเมล็ดพันธุ์ที่บรรษัทด้านการเกษตรขาย แต่หากมีเมล็ดพันธุ์ของเอกชนปนเปื้อนมาในพื้นที่ปลูก อาจทำให้เกษตรกรถูกดำเนินคดีได้ และการอยู่ภายใต้อนุสัญญาฉบับนี้ จะทำให้ราคาของเมล็ดพันธุ์แพงขึ้น เนื่องจากสิทธิบัตรถูกขาดโดยบริษัทยาวนานขึ้นจากเดิม 7 ปี เป็น 15-20 ปี และการซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทเท่ากับเกษตรกรยอมรับว่าจะไม่เก็บส่วนใดๆ ของพืชเพื่อนำไปปลูกต่อ

"เมล็ดพันธุ์พวกนี้ต้องซื้อทุกรอบ เมื่อซื้อทุกรอบก็แพงขึ้น 6-12 เท่า เป็นไปตามชนิดของพืช อย่างข้าว เก็บเมล็ดไว้ 20 เปอร์เซ็นต์ อาจแพงขึ้นไม่เยอะมาก แต่ข้าวโพดต้องซื้อเมล็ดทั้งหมดเพื่อเอามาปลูก"

เกี่ยวกับประเด็นนี้ อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ระบุในการสัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสว่า ได้หารือกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเข้าใจด้านนี้อย่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่าความตกลง CPTPP และ UPOV ก็ให้สิทธิเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้ถ้าเป็นการปลูกต่อเพื่อใช้ประโยชน์เอง

สิทธิบัตรยาจะเป็นอย่างไร

หนึ่งในข้อกังวลจากสภาเภสัชกรรมเกี่ยวกับ CPTPP คือ เนื้อหาในข้อตกลงหลายส่วนที่ส่งผลต่อการเข้าถึงยา การพัฒนาอุตสาหกรรมยาในประเทศ และส่งผลต่อเรื่องสุขภาพและระบบสาธารณสุขในด้านอื่น เช่น การผูกโยงการขึ้นทะเบียนตำรับยากับระบบสิทธิบัตร (Patent linkage) ข้อผูกมัดในบทว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐและทรัพย์สินทางปัญญา

ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคประชาชน 4 องค์กร ระบุเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้ว่า ความตกลง CPTPP ยืนยันสิทธิของประเทศสมาชิกในการใช้มาตรการใช้สิทธิตามสิทธิบัตร หรือ (Compulsory Licensing หรือ CL) เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงยาของประชาชนในทุกกรณี ตามที่ความตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) กำหนดให้ทำได้ เป็นการให้พูดความจริงไม่ครบ

ร้านขายยา

ที่มาของภาพ, PAris Jitpentom/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ภาคประชาสังคมยังกังวลด้วยว่าเมื่อไทยเข้าร่วมข้อตกลงทางการค้า CPTPP แล้ว การเข้าถึงยาบางชนิดอาจยากลำบากมากขึ้น

เครือข่ายภาคประชาชน อ้างข้อมูลในข้อกำหนดมาตรา 28 ว่าด้วยการพิพาท (dispute settlement) แม้จะดูเหมือนยังคงมีสิทธิตามข้อตกลงอื่น แต่หากคู่กรณีที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้สิทธิตามข้อตกลงอื่นก็มีสิทธิเอาเรื่องเข้ากระบวนการระงับข้อพิพาทได้ หมายความว่า นักลงทุนต่างชาติสามารถฟ้องรัฐได้ การประกาศใช้ CL จะยากขึ้น เนื่องจากสุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องตามบทคุ้มครองการลงทุน นักลงทุนต่างชาติสามารถฟ้องอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศผ่านกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชน

ส่วนกรณีการผูกโยงการขึ้นทะเบียนตำรับยากับระบบสิทธิบัตร ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) และองค์กรเครือข่ายแถลงว่า ในความตกลง CPTPP องค์การอาหารและยา (อย.) จำเป็นต้องตรวจสอบว่ายาชื่อสามัญที่นำมาขอขึ้นทะเบียนยามีสิทธิบัตรด้วยหรือไม่ นอกจากต้องตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยของยาที่มาขอขึ้นทะเบียน

ในขั้นนี้จะเป็นการเพิ่มระยะเวลาของขั้นตอนขออนุญาตผู้ทรงสิทธิบัตรในการขอสิทธิบัตรยา และอาจมีกระบวนการทางศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคือ เกิดการชะลอการแข่งขันของยาชื่อสามัญ เมื่อยาชื่อสามัญไม่สามารถเข้ามาแข่งขันในตลาดได้ ยาต้นแบบก็จะผูกขาดตลาดได้นานขึ้นเกินกว่า 20 ปี

ด้านกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ออกมาชี้แจงว่า หากไทยเข้าเป็นสมาชิกจะยังมีสิทธิบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (CL) ตามกรอบความตกลงทริปส์ขององค์การการค้าโลก ดังเช่นที่ไทยมีอยู่ในปัจจุบันทุกประการ และจะไม่ทำให้ไทยถูกกล่าวหาว่าละเมิดความตกลง CPTPP และไม่เป็นเหตุให้ประเทศไทยถูกฟ้องร้องแต่อย่างใด